“มาเถิดลูกรัก... ได้เวลาเริ่มพิธีการเสียที”
เสียงแหบพร่าดุจใบไม้แห้งกรอบที่กรีดผ่านอากาศไม่ได้ทำให้ชิงเสวี่ยสะดุ้งไหว เธอเพียงแค่ยืนนิ่งดั่งรูปสลักน้ำแข็งท่ามกลางโถงพิธีกรรมที่อบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดจางๆ และไอพิษสีม่วงคล้ำที่วนเวียนอยู่รอบแท่นบูชาหินดำ ดวงตาสีน้ำเงินเข้มดุจท้องฟ้ายามรัตติกาลของเธอจ้องมองร่างสูงสง่าที่บัดนี้แผ่รังสีแห่งความมืดมิดจนบิดเบี้ยวไปหมดสิ้น
มู่หยาง... ศิษย์พี่ที่เธอเคยเคารพรัก ประดุจแสงสว่างนำทางในอดีต บัดนี้กลับยืนอยู่เบื้องหน้าในฐานะจอมมารผู้กระหายอำนาจ
“ท่านหลงผิดไปไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับแล้ว มู่หยาง” น้ำเสียงของชิงเสวี่ยราบเรียบ หากทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสพลังเย็นเยียบที่แผ่ขยายออกไปจนหยาดน้ำค้างบนผนังถ้ำกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง “พิธีการนี้ไม่ใช่การจุติของเทพเซียน แต่มันคือการสังเวยจิตวิญญาณแห่งบรรพชนเพื่อเปิดประตูสู่ขุมนรก หากท่านก้าวผ่านเส้นแบ่งนี้ไป ท่านจะไม่มีวันได้กลับมาเป็นมนุษย์อีก”
มู่หยางหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นกังวานและกังขา เขาก้าวเดินช้าๆ เข้ามาหาเธอ รองเท้าบูทหนังมังกรทิ้งรอยเท้าที่แผ่ไอความร้อนระอุบนพื้นหิน เขามองเธอด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความโหยหาและบ้าคลั่งในคราเดียวกัน
“มนุษย์หรือ? ชิงเสวี่ย... น้องหญิงที่รัก เจ้ายังคงมองโลกด้วยสายตาที่ไร้เดียงสาเช่นเดิม” เขาหยุดฝีเท้าลงตรงหน้าเธอ ระยะห่างเพียงไม่กี่คืบทำให้เธอสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตายที่ซึมลึกอยู่ในไอพลังของเขา “ในโลกที่อ่อนแอ ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่มีสิทธิ์กำหนดชะตาชีวิต การเป็นเซียนที่ต้องคอยก้มหัวให้กฎสวรรค์ที่ไร้เหตุผลนั้นหรือคือสิ่งที่เจ้าต้องการ? ข้าเพียงแค่กำลังทลายกรงขังนั้น... และข้าต้องการเจ้ามาเป็นราชินีเคียงคู่ข้าบนบัลลังก์ที่ไม่มีวันดับสูญ”
มือของเขาเอื้อมหมายจะสัมผัสใบหน้าของเธอ แต่ชิงเสวี่ยเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายหิมะพุ่งกระจายจากปลายนิ้วเข้าสกัดกั้นร่างของจอมมารจนเขาต้องถอยหลังไปครึ่งก้าว
“บัลลังก์ที่สร้างบนกองกระดูกศิษย์ร่วมสำนัก และหยาดเลือดของเหล่าผู้บริสุทธิ์... ท่านคิดว่ามันจะมีค่าพอให้ข้าหันไปมองหรือ?” ชิงเสวี่ยแค่นยิ้มที่มุมปาก สายตาของเธอไม่ได้มีความโกรธแค้น มีเพียงความเวทนาที่ฉายชัด “ท่านจำตอนที่เรายังบำเพ็ญเพียรอยู่บนยอดเขาเหมันต์ได้ไหม? ท่านเคยสาบานว่าจะปกป้องความสงบสุขของใต้หล้า... ท่านลืมเจตนารมณ์นั้นไปหมดแล้วหรือเพียงเพราะกิเลสที่กลืนกินจิตใจจนหมดสิ้น”
มู่หยางชะงักไปครู่หนึ่ง เงาในดวงตาของเขาไหววูบเหมือนเปลวเทียนที่ถูกลมพัด แต่เพียงไม่นานมันก็ถูกแทนที่ด้วยสีแดงฉานแห่งมารร้าย เขาระเบิดพลังปราณมารมหาศาลจนแท่นบูชาสั่นสะเทือน โซ่ตรวนสีดำนับร้อยเส้นพุ่งออกมาจากเงามืดพันธนาการพื้นที่โดยรอบ
“อดีตเป็นเพียงธุลีดินที่ข้าสลัดทิ้งไปนานแล้ว!” มู่หยางคำราม “ชิงเสวี่ย ข้าให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย... เข้าร่วมกับข้า ยอมรับพลังมารนี้เสีย แล้วเราจะปกครองทั้งสามโลกด้วยกัน แต่หากเจ้ายังดื้อรั้น... ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะขังวิญญาณของเจ้าไว้ในตราประทับมาร ให้เจ้าเป็นเพียงตุ๊กตาหิมะที่งดงามและเชื่อฟังข้าตลอดกาล!”
เสียงกระซิบของอาวุโสไป๋แว่วเข้ามาในจิตใจของชิงเสวี่ยผ่านแหวนมิติ *‘อย่าได้หลงเชื่อคำลวงของมัน ชิงเสวี่ย! จิตมารของมู่หยางไม่ได้ต้องการเพียงเจ้า แต่มันต้องการ ‘ปราณเซียนนิรันดร์’ ในกายเจ้าเพื่อใช้เป็นกุญแจดอกสุดท้ายในการเปิดผนึกขุมนรก... หากเจ้าพลาดแม้เพียงก้าวเดียว ทุกอย่างจะพินาศสิ้น!’*
ชิงเสวี่ยหลับตาลง ครู่หนึ่งเธอนึกถึงภาพครอบครัวที่ถูกสังหาร ภาพสำนักที่เคยรุ่งเรืองบัดนี้เหลือเพียงเถ้าถ่าน ความเจ็บปวดในอดีตหลอมรวมกลายเป็นพลังใจที่มั่นคง เธอไม่ได้ถอยหลังอีกต่อไป แต่กลับค่อยๆ ชักกระบี่เหมันต์ที่อยู่ข้างกายออกมา ตัวกระบี่เรืองแสงสีขาวนวลราวกับแสงจันทร์สะท้อนหิมะ
“หากท่านไม่ยอมหันหลังกลับ... ข้าก็จะขอเป็นคนสุดท้ายที่ทำให้ท่านได้พักผ่อนอย่างสงบเสียที” ชิงเสวี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่าเด็ดเดี่ยว
มู่หยางแสยะยิ้ม เขาขยายพลังมารจนอากาศโดยรอบเริ่มบิดเบี้ยว "งั้นก็ลองดูว่าเจ้าจะปกป้องสิ่งที่เจ้าหวงแหนได้นานแค่ไหน!"
ทันใดนั้นเอง ผนังถ้ำด้านหนึ่งก็พังทลายลงด้วยแรงกระแทกมหาศาล เสียงกรีดร้องของเหล่าสมุนมารที่เฝ้าอยู่หน้าถ้ำดังระงมก่อนจะเงียบหายไปพร้อมกับไอพลังลึกลับที่เข้าปกคลุมทั่วทั้งโถงพิธีกรรม ร่างหนึ่งในชุดคลุมสีเทาเก่าคร่ำก้าวเข้ามาท่ามกลางฝุ่นควันที่ฟุ้งกระจาย ชิงเสวี่ยถึงกับเบิกตากว้างเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยภายใต้ฮู้ดสีดำนั้น
“เจ้า...” เสียงของมู่หยางเปลี่ยนไปกลายเป็นความหวาดหวั่นที่ปิดไม่มิด “เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? เจ้าควรจะดับสูญไปเมื่อร้อยปีที่แล้ว!”
บุคคลปริศนาหยุดยืนระหว่างกลางของทั้งสองคน มือที่เหี่ยวย่นหยิบป้ายหยกสีทองขึ้นมาปัดเป่าไอความมืดให้จางหายไปเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะหันมามองชิงเสวี่ยด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
“การเจรจาจบลงแล้ว... เพราะนี่ไม่ใช่เกมของเจ้าสองคนอีกต่อไป” ผู้มาใหม่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทำให้นิ่งงันไปทั้งถ้ำ “ความลับที่แท้จริงของ 'หิมะโปรยดับมารฟ้า' ไม่ได้อยู่ที่ตัวเจ้า หรือตัวมัน... แต่เป็นสิ่งที่อยู่ในดาบที่เจ้าถืออยู่ต่างหาก ชิงเสวี่ย”
ดาบเหมันต์ในมือของชิงเสวี่ยสั่นไหวอย่างรุนแรง ไอความเย็นจัดเปลี่ยนเป็นสีแดงสดฉานอย่างน่าประหลาดใจ... และทันใดนั้นเอง รอยแยกแห่งมิติก็เปิดกว้างขึ้นเหนือหัวของพวกเขา พร้อมกับร่างของบุคคลที่สามที่ก้าวออกมาจากรอยแยกนั้น ซึ่งทำให้ทั้งชิงเสวี่ยและมู่หยางต้องหยุดหายใจไปชั่วขณะ!
หวังว่าทุกท่านจะเพลิดเพลินไปกับการเดินทางอันเข้มข้นในบทนี้ และพร้อมที่จะร่วมลุ้นระทึกไปกับชิงเสวี่ยในตอนต่อไปนะคะ
หิมะโปรยดับมารฟ้า: ปราณเซียนนิรันดร์•ตอนที่ 48
การเจรจาที่ไม่ลงตัว
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หิมะโปรยดับมารฟ้า: ปราณเซียนนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!