เสียงกורหนาของรองเท้าหนังราคาแพงกระทบพื้นหินอ่อนขัดเงาของล็อบบี้โรงแรมระดับเจ็ดดาวดังขึ้นเป็นจังหวะ ราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลังสู่ความพินาศของตระกูลที่เคยผยองพองขน รณกรก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยท่าทีสงبนิ่ง ทว่าแผ่รังสีความน่าเกรงขามออกมาจนผู้คนที่เดินผ่านไปมาต้องรีบหลบทางให้ ด้านข้างของเขาคือลลิตา ภรรยาคู่ชีวิตผู้เคียงบ่าเคียงไหล่ผ่านพ้นห้วงเวลาอันมืดมนมาด้วยกัน วันนี้เธอยืนหยัดอย่างสง่างามในชุดราตรีเรียบหรูที่รณกรจัดเตรียมไว้ให้ด้วยอำนาจเงินมหาศาลจากระบบซูเปอร์เศรษฐี สายตาของเธอมองตรงไปข้างหน้าอย่างไร้ความหวาดกลัว ผิดกับบรรยากาศรอบตัวที่สั่นสะเทือนด้วยความตึงเครียด
ณ เบื้องหน้าของพวกเขา คือภาพที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้เห็นในชาตินี้
นายประจักษ์และนางกมลา พ่อแม่ของพิมพิศา อดีตแฟนสาวผู้เคยเหยียดหยามความจนของรณกรอย่างไร้เยื่อใย บัดนี้พวกเขาทั้งสองกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นเย็นเฉียบอย่างไร้ศักดิ์ศรี เนื้อตัวสั่นเทา ใบหน้าที่เคยเชิดชูด้วยความหยิ่งทะนงในชาติตระกูลและทรัพย์สินเงินทอง กลับเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาและเหงื่อไคล
"คุณรณกร... ท่านประธานรณกรครับ! ได้โปรด... เมตตาครอบครัวเราด้วยเถอะครับ!"
เสียงสะอื้นไห้ปะปนกับเสียงร้องขอชีวิตดังระงม ประจักษ์ผู้เป็นพ่อ พยายามคลานเข่าเข้ามาใกล้เพื่อจะกชายกางเกงของรณกร แต่ถูกบอดี้การ์ดร่างยักษ์ในชุดสูทสากลขวางเอาไว้ด้วยสายตาเย็นเยียบราวกับมองซากศพ
"บริษัทของเรากำลังจะล้มละลาย หุ้นทั้งหมดถูกฟรีซ เจ้าหนี้รุมทวงหนี้จนแทบไม่เหลือแผ่นดินจะ บ... ทั้งหมดนี้มันเป็นความผิดของยัยพิมคนเดียวครับ! มันโง่เองที่มองไม่เห็นเพชรแท้... ได้โปรด ถอนคำสั่งอายัดบัญชีเถอะครับคุณกร!"
นางกมลากราบกรานลงกับพื้นจนหน้าผากแทบชิดพื้นหินอ่อน ความเย่อหยิ่งที่เคยมีมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวต่ออำนาจเบ็ดเสร็จที่สามารถบดขยี้ลมหายใจของพวกเขาให้แหลกสลายได้ภายในชั่วพริบตา
รณกรหยุดเดิน เขาก้มมองสองสามีภรรยาที่เคยหัวเราะเยาะใส่หน้าเขาในวันที่เขาหิวโซและไม่มีแม้แต่เงินจ่ายค่าห้องเช่า มุมปากของชายหนุ่มยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นไม่ได้มีความโกรธแค้นหลงเหลืออยู่เลย มันคือรอยยิ้มของความว่างเปล่า... ซึ่งน่ากลัวยิ่งกว่าความโกรธเกรี้ยวเป็นร้อยเท่า
"จำได้ไหมครับ... ตอนที่ผมแบกเอกสารโปรเจกต์ไปเสนอที่บริษัทของพวกคุณเมื่อสองปีก่อน" รณกรเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากังวานก้องไปทั่วโถงกว้าง "พวกคุณไล่ผมออกจากห้องประชุมราวกับหมูราวกับหมา แถมยังบอกว่าคนอย่างผม ชาตินี้ก็ไม่มีปัญญาแม้แต่จะซื้อเศษกระดูกสุนัขกิน... คำพูดพวกนั้น ผมยังจำได้ขึ้นใจเลยนะัตรับ"
ประจักษ์สะعدเฮือก ใบหน้าซีดเผือกจนแทบไร้สีเลือด "วันนั้น... วันนั้นเราตาบอดเองครับคุณกร! ได้โปรดอภัยให้คนแก่สองคนนี้เถอะ..."
"อภัย?" รณกรทวนคำ พลางหัวเราะในลำคอเบาๆ "โลกธุรกิจไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยคำว่าอภัยหรอกครับท่านประจักษ์ แต่มมันขับเคลื่อนด้วย 'อำนาจ' และ 'เงินตรา' ซึ่งตอนนี้... ทุกอย่างที่พวกคุณมี มันอยู่ในกำมือของผมหมดแล้ว"
ลลิตายืนมองภาพตรงนั้นด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน เธอบีบมือของรณกรเบาๆ เป็นเชิงเตือนสติ รณกรหันมาสบตาภรรยา แววตาที่แข็งกร้าวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นอ่อนโยนทันที เขายกมือขึ้นลูบศีรษะเธออย่างทะนุถนอม ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับความจริงอันน่าสมเพชเบื้องอีกครั้ง
"ลุกขึ้นเถอะครับ..." รณกรเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่แฝงไปด้วยคมมีด "การคุกเข่าร้องขอความเมตตาจากคนที่พวกคุณเคยเหยียบย่ำ มันไม่ได้ทำให้พวกคุณดูน่าสงสารขึ้นเลย... มันมีแต่จะทำให้ผมรู้สึกเสียเวลาที่ต้องมาเสียเวลามองพวกคุณหายใจ"
"ไอ้กร! แกมัน..." เสียงของพิมพิศาที่เพิ่งวิ่งตามมาสมทบด้วยสภาพผมเผ้ารุงรังและใบหน้าที่ลบเครื่องสำอางจนหมดสิ้น เธอพยายามจะพุ่งเข้ามาเอาเรื่อง แต่ถูกการ์ดล็อกตัวกดลงไปคุกเข่าเคียงข้างพ่อแม่ทันที "แกมันคนใจร้าย! แกทำลายครอบครัวฉัน ทำลายอนาคตฉัน! แกมันซาตาน!"
รณกรปรายตามองอดีตแฟนสาวผู้เห็นแก่ตัวด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งเยื่อใย "ซาตานงั้นเหรอครับ? เสียใจด้วยนะพิมพิศา... คนที่เปลี่ยนฉันให้กลายเป็นแบบนี้ ก็คือครอบครัวของเธอนั่นแหละ"
เขาโบกมือเพียงครั้งเดียว บอดี้การ์ดก้าวเข้ามาพร้อมกับเอกสารกองโตและเครื่องรูดบัตรอิเล็กทรอนิกส์สีดำสนิท ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ "บัตรเครดิตดำไร้ขีดจำกัด" ที่เชื่อมต่อกับระบบซูเปอร์เศรษฐีโดยตรง
"บัญชีสุดท้ายของบริษัทพวกคุณ มียอดค้างชำระอยู่สามร้อยล้านใช่ไหมครับ?" รณกรเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆ พลางหยิบบัตรสีดำขึ้นมาหมุนเล่นในมือ "ในฐานะที่ผมใจดี... ผมจะเคลียร์หนี้ทั้งหมดให้พวกคุณเดี๋ยวนี้เลย"
พิมพิศาเบิกตากว้างด้วยความประกายความหวัง "แก... แกจะช่วยเราเหรอกร?"
"อย่าเพิ่งดีใจไปครับพิมพิศา..." รณกรยิ้มเหี้ยม "ผมไม่ได้จ่ายเพื่อช่วย... แต่ผมจ่ายเพื่อให้ธนาคารยึดทรัพย์ทุกชิ้น บ้านทุกหลัง รถทุกคัน และเสื้อผ้าทุกชุดที่พวกคุณใส่อยู่ตอนนี้ ตกเป็นของผมอย่างถูกกฎหมายต่างหาก"
เขายื่นบัตรสีดำให้พนักงานธนาคารที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่
*ติ๊ด!*
เสียงสัญญาณเครื่องรูดบัตรดังขึ้นอนุมัติยอดเงินสามร้อยล้านบาทผ่านฉลุยในเวลาไม่ถึงสามวินาที พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนจากระบบที่เด้งขึ้นมาตรงหน้าของรณกรว่า [ภารกิจกวาดล้างตระกูลศัตรูสำเร็จ สมบัติทั้งหมดถูกโอนเข้าบัญชีเรียบร้อยแล้ว]
ทว่า... ในวินาทีที่ความเงียบเข้าปกคลุม และครอบครัวของพิมพิศากำลังจะสิ้นสติเพราะทรัพย์สินทั้งหมดถูกยึดไปต่อหน้าต่อตา เสียงปรบมือช้าๆ และทรงพลังก็ดังขึ้นมาจากมุมมืดของชั้นลอยวีไอพี
"เก่งมาก... หลานชาย" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของชายชราในชุดสูทจีนโบราณที่มีผู้ติดตามนับสิบคนก้าวลงมาจากบันได "จัดการได้เฉียบขาดสมกับเป็นทายาทที่แท้จริงของตระกูล... แต่แกคิดจริงๆ เหรอวะ ว่าเกมนี้มันจบลงแค่นี้?"
รณกรหรี่ตาลงทันทีเมื่อเห็นใบหน้าของผู้มาใหม่ ส่วนลลิตาถึงกับหน้าถอดสีเมื่อตระหนักได้ว่า... มหาเศรษฐีเบื้องหน้านี้ คือบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศผู้เป็น "เจ้าสัวทรงกลด" ศัตรูคู่อาฆาตที่แท้จริงซึ่งอยู่เบื้องหลังทั้งหมด!
จากใจ... เงาฮันเตอร์ไร้เงา ครับ
ระบบเศรษฐีพลิกชะตา: เมียรักจำใจร้าย•ตอนที่ 17
คุกเข่าร้องขอชีวิต
ผลงานโดย เงาฮันเตอร์ไร้เงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาฮันเตอร์ไร้เงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระบบเศรษฐีพลิกชะตา: เมียรักจำใจร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!