เสียงกระแทกของแฟ้มแบบแปลนโครงสร้างลงบนโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องประชุมใหญ่ที่เงียบสงัด กลิ่นอายของความตึงเครียดลอยอวลอยู่ในอากาศราวกับมีประจุไฟฟ้าสถิต ปกรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการที่เพิ่งเดินออกไปทิ้งไว้เพียงความหงุดหงิดระคนความฉุนเฉียว ทว่าสำหรับพิมพ์ตะวันแล้ว สิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจหาใช่ท่าทีฮึดฮัดของเจ้าระเบียบคนนั้นไม่ หากแต่เป็นเงาร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนที่ยังคงยืนนิ่งสนิทอยู่ริมกระจกบานใหญ่ มองออกไปเบื้องล่างที่แสงไฟจากตึกสูงระฟ้ากำลังระยิบระยับแข่งกับหมู่ดาว
ธันวาหรี่ตาลงทันที รังสีความเย็นชาแผ่ซ่านออกจากตัววิศวกรหนุ่มจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงหลายองศา ดวงตาคมกริบเหลือบมองปกรณ์ด้วยแววตาดุดลราศีนัคเรศที่พร้อมจะขยี้ทุกอย่างที่ขวางหน้า
นั่นคือภาพสุดท้ายก่อนที่การประชุมอันยาวนานสามชั่วโมงจะปิดฉากลง และตอนนี้ เหลือเพียงพวกเขาสองคนที่ติดอยู่ในรังลับของตึกสำนักงานย่านใจกลางเมือง
"คุณยังไม่กลับอีกหรือครับ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ โดยที่เจ้าตัวยังคงหันหลังให้ พิมพ์ตะวันที่กำลังก้มหน้าเก็บแท็บเล็ตและม้วนกระดาษร่างแบบลงกระเป๋าเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังกว้างนั้นเล็กน้อย
"ถ้าฉันกลับ ปล่อยให้คนแถวนี้ยืนทำหน้าถมึงทึงเป็นยักษ์วัดแจ้งเฝ้าห้องประชุมจนเช้า เกรงว่าเสาเขื่อนตึกนี้คงร้าวด้วยรังสีอำมหิตของคุณเสียก่อนนะสถาปนิกอย่างฉันถึงต้องอยู่เคลียร์ความเรียบร้อยไงคะ... อ้อ เผลอพูดค่ะออกไปอีกแล้ว ชินปากจริงๆ" พิมพ์ตะวันแกล้งถอนหายใจยาวอย่างจงใจ พร้อมกับขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
ธันวาหมุนตัวกลับมาอย่างช้าๆ แววตาเย็นชาเมื่อครู่เจือประกายความระอาใจระคนเอ็นดูที่เจ้าตัวพยายามซ่อนไว้ภายใต้มาดนิ่งสนิท เขาขยับกรอบแว่นสายตาเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเท้าเข้าหาช้าๆ ทิ้งระยะห่างระหว่างกันเพียงแค่ก้าวเดียว
"ปากเก่งไม่เปลี่ยนเลยนะครับ... ทั้งที่เมื่อกี้ในที่ประชุม เกือบโดนตาปกรณ์กินหัวอยู่แล้วเชียว"
"ปากเก่งแล้วมันหนักส่วนไหนของคุณไม่ทราบคะ เอ้ย... ของคุณไม่ทราบครับ" พิมพ์ตะวันตอกกลับทันควัน ดวงตากลมโตฉายแววท้าทาย เธอเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยโดยไม่ยอมถอยหลังหนีแรงกดดันจากส่วนสูงที่ต่างกันแม้แต่น้อย "อีกอย่าง ฉันเถียงด้วยเหตุผล ไม่ได้เอาอารมณ์มาตัดสินแบบวิศวกรบางคน ที่เอาแต่กอดเสาเขื่อนแล้วบอกว่าทำไม่ได้ๆ ท่าเดียว"
ธันวาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและชวนให้หัวใจคนฟังกระตุกวูบอย่างน่าประหลาด "ที่ผมต้องค้าน เพราะผมไม่อยากเห็นงานออกแบบเพ้อฝันของคุณพังครืนลงมาต่อหน้าต่อตาต่างหากล่ะครับ คุณสถาปนิก... โครงสร้างมันไม่ใช่กระดาษไขที่คุณจะลบแล้ววาดใหม่ได้ตามใจชอบ"
"แต่ถ้าไม่มีจินตนาการ ตึกของคุณก็เป็นแค่แท่งปูนไร้จิตวิญญาณ!"
บทสนทนาที่ควรจะจบลงตั้งแต่ในห้องประชุม กลับกลายเป็นการปะทะคารมย่อยๆ ที่คุ้นเคย ทว่า บรรยากาศรอบตัวในยามค่ำคืนนี้กลับไม่มีความเกรี้ยวกราดเหลืออยู่เลย มีเพียงความเงียบงันของตึกสำนักงานที่ปิดทำการ และเสียงท้องของใครบางคนที่ร้องประท้วงขึ้นมาอย่างไม่ถูกกาลเทศะ
*โครก...*
เสียงนั้นเบามาก แต่ในห้องที่เงียบสงบย่อมดังชัดเจนจนพิมพ์ตะวันต้องรีบยกมือขึ้นกุมท้องตัวเองโดยอัตโนมัติ ใบหน้าเนียนใสขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความอับอายอย่างปิดไม่มิด เธอกัดริมฝีปากล่างเบาๆ นึกอยากจะมุดแผ่นดินหนีเสียเดี๋ยวนี้
ธันวาชะงักไปเล็กน้อย มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่หาดูได้ยากยิ่ง ดวงตาคู่คมทอดมองท่าทางเก้อเขินของหญิงสาวด้วยความรู้สึกบางเบаที่ก่อตัวขึ้นในอกอย่างเงียบเชียบ
"กองทัพต้องเดินด้วยท้อง... ดูท่าทางสถาปนิกปากกล้าคนนี้ จะใช้พลังงานไปกับการเถียงผมจนหมดเกลี้ยงแล้วสินะครับ" ธันวาเอ่ยแซabด้วยน้ำเสียงที่เจือความอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด ผิดวิสัยวิศวกรหน้านิ่งคนเดิมโดยสิ้นเชิง
"ไม่ได้หิวสักหน่อย แค่... เสียงลำโพงมันสะท้อนต่างหากเล่า" พิมพ์ตะวันแก้ตัวเสียงอ้อมแอ้ม เบือนหน้าหนีสายตารู้ทันคู่นั้น
"ครับ... เสียงลำโพงสะท้อน" ธันวารับคำสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูเวลา "ดึกป่านนี้ ร้านอาหารแถวนี้คงปิดหมดแล้ว ถ้าคุณยังดื้อดึงกลับไปทำงานต่อที่ห้องเขียนแบบ มีหวังได้เป็นลมคาโต๊ะก่อนส่งแบบงวดหน้าแน่ๆ... ไปหาอะไรกินกันก่อนเถอะครับ ถือว่าผมเลี้ยงไถ่โทษที่ทำให้คุณต้องอารมณ์เสียในที่ประชุมก็แล้วกัน"
พิมพ์ตะวันหันขวับมามองหน้าเขาอย่างไม่แน่ใจ "เลี้ยง? คุณเนี่ยนะ จะชวนฉันไปกินข้าว?"
"ทำไมล่ะครับ กลัวผมวางยาพิษในอาหารเพื่อกำจัดคู่ปรับทางความคิดหรือไง" ธันวาย้อนถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแววตากลับระยิบระยับด้วยประกายความขบขัน
"เปล่า... แค่แปลกใจที่คุณชวนคนอื่นกินข้าวเป็นด้วย นึกว่าชีวิตคุณมีแต่เหล็กเส้น ปูนซีเมนต์ และสูตรคำนวณเสียอีก" พิมพ์ตะวันว่าพลางคว้ากระเป๋ามาสะพายไหล่ "แต่ในเมื่อมีคนใจดีเป็นเจ้ามือ มีหรือที่สถาปนิกงบประมาณจำกัดอย่างฉันจะปฏิเสธ"
รถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวฝ่าสายฝนโปรยปรายยามดึกมาหยุดลงที่ร้านบะหมี่รถเข็นริมทางเจ้าเก่าแก่ บรรยากาศรอบข้างเงียบสงบ มีเพียงเสียงน้ำเดือดปุดๆ จากหม้อลวกเส้นและกลิ่นหอมกรุ่นของน้ำซุปกระดูกหมูที่ลอยเตะจมูก ท่ามกลางแสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดไฟนีออน ธันวาในชุดเสื้อเชิตพับแขนดูแปลกแยกจากสถานที่แบบนี้อย่างสิ้นเชิง แต่ชายหนุ่มกลับนั่งลงบนเก้าอี้พลาสติกสีแดงอย่างไม่นึกรังเกียจแม้แต่น้อย
"กินได้ใช่ไหมครับ หรือว่าคุณหนูอย่างสถาปนิกพิมพ์ตะวันทานแต่อาหารในภัตตาคารหรู" ธันวาเอ่ยถามขณะเลื่อนตะเกียบและช้อนพลาสติกวางตรงหน้าหญิงสาว
"ดูถูกกันเกินไปแล้วค่ะ... เอ้ย! เกือบไปแล้วเชียว" พิมพ์ตะวันค้อนให้วงใหญ่ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ "สำหรับคนทำงานหามรุ่งหามค่ำอย่างฉัน บะหมี่ริมทางนี่แหละคืออาหารชั้นเลิศ ยิ่งดึกยิ่งอร่อย"
ไม่นานนัก ชามบะหมี่ร้อนๆ สั่งพิเศษก็ถูกวางลงตรงหน้า ควันกรุ่นพวยพุ่งพร้อมกลิ่นหอมของกระเทียมเจียวและหมูแดง ทั้งสองคนต่างก้มหน้าจัดการกับอาหารตรงหน้าโดยไม่มีบทสนทนาใดๆ นอกเหนือจากเสียงช้อนกระทบชาม ทว่าบรรยากาศกลับไม่ได้อึดอัดอย่างที่ควรจะเป็น มันคือความเงียบที่เต็มไปด้วยความคุ้นเคย และความสบายใจอย่างประหลาดที่ค่อยๆ ซึมซับเข้ามาในความสัมพันธ์ที่เคยมีแต่คมเขี้ยวใส่กัน
ธันวาเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่กำลังตั้งอกตั้งใจคีบเส้นบะหมี่เข้าปาก เส้นผมบางส่วนที่หลุดลุ่ยลงมาเคลียข้างแก้มทำให้เธอดูต่างจากเวลาอยู่ในโหมดทำงานอย่างสิ้นเชิง—ดูนุ่มนวลขึ้น และ... ชวนมองมากกว่าเดิมโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวเลยสักนิด
"มองอะไรคะ หน้าฉันมีเส้นบะหมี่ติดอยู่หรือไง" พิมพ์ตะวันเงยหน้าขึ้นมาสบตาพอดี เธอชะงักไปนิดเมื่อพบว่าอีกฝ่ายจ้องมองอยู่นานแล้ว ใบหน้าคมคายของวิศวกรหนุ่มในระยะประชิดภายใต้แสงไฟสลัวทำเอาหัวใจเธอกระตุกวูบอย่างไม่มีสาเหตุ
"เปล่าครับ..." ธันวาตอบเสียงแผ่วเบา สายตาคมกริบคู่นั้นทอดมองลึกลงไปในดวงตากลมโต "แค่กำลังคิดว่า... เวลาที่คุณไม่ได้ถือแบบแปลนมาเถียงผม คุณก็ดูน่ารักดีเหมือนกัน"
คำชมที่หลุดออกมาอย่างไร้การปรุงแต่ง ทำเอาพิมพ์ตะวันถึงกับสำลักน้ำซุป ไอแคกๆ ออกมาจนหน้าดำหน้าแดง ธันวารีบหยิบทิชชьюยื่นให้ทันที พร้อมกับเอื้อมมือไปตบหลังให้เบาๆ อย่างลืมตัว สัมผัสอุ่นจากฝ่ามือหนาที่แนบลึกลงบนแผ่นหลังส่งผ่านเนื้อผ้าบางเบา ทำให้พิมพ์ตะวันตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป
ความใกล้ชิดที่เกินขอบเขตทำให้กลิ่นอายเฉพาะตัวของผู้ชายคนนี้—กลิ่นสบู่จางๆ ผสมกับกลิ่นฝนยามค่ำคืน—โอยล้อมตัวเธอไว้จนแทบหายใจไม่ออก
"ระวังหน่อยสิครับ เป็นเด็กหรือไงถึงได้กินแล้วสำลัก" ธันวาดุเบาๆ แต่ดวงตากลับพราวระยับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นที่พิมพ์ตะวันไม่เคยเห็นมาก่อน
หัวใจของสถาปนิกสาวเต้นรัวระรัวยิ่งกว่าตอนยืนเถียงเรื่องโครงสร้างตึกเสียอีก เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พยายามดึงสติแล้วถอยตัวออกห่างเล็กน้อยเพื่อสร้างกำแพงป้องกันหัวใจที่เริ่มสั่นคลอน
"ฉัน... ฉันไม่ได้เป็นเด็กสักหน่อย แค่คุณพูดจาแปลกๆ ออกมาต่างหากเล่า" พิมพ์ตะวันเสมองไปทางอื่นเพื่อซ่อนใบหน้าที่เริ่มร้อนผ่าวขึ้นสีแดงจัด
ธันวาไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ เขายังคงมองเธอด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ก่อนจะวางเงินค่าบะหมี่ลงบนโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "อิ่มแล้วก็กลับกันเพร่ะครับ ดึกมากแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ตื่นไปหน้างานไม่ไหว"
ระหว่างทางเดินกลับมาที่รถ ฝนที่เคยโปรยปรายกลับหยุดลง ทิ้งไว้เพียงอากาศเย็นสบายและถนนเปียกชื้นที่สะท้อนแสงไฟนีออนระยิบระยับ ทั้งสองเดินเคียงข้างกันโดยไม่มีใครพูดอะไร จนกระทั่งมาถึงลานจอดรถที่รถของธันวาจอดอยู่
พิมพ์ตะวันหยุดยืน10ก้าวสุดท้ายก่อนถึงตัวรถ เธอนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปสบตากับร่างสูงที่ยืนรออยู่
"นี่... ธันวา"
เสียงเรียกที่ไร้คำว่า 'คุณ' หรือหางเสียงประชดประชันทำเอาวิศวกรหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบมองมาที่เธออย่างรอคอย
"ขอบคุณสำหรับบะหมี่มื้อนี้นะ... แล้วก็... เรื่องในห้องประชุมเมื่อเย็น ฉันขอโทษด้วยที่ใส่อารมณ์ใส่คุณเกินไป" พิมพ์ตะวันยอมเอ่ยปากออกไปตามตรง แม้จะรู้สึกเขินอายไม่น้อยที่ต้องมาบอกกล่าวอะไรแบบนี้
ธันวาเงียบไปชั่วขณะ ดวงตาคู่คมมองสำรวจใบหน้าเนียนใสที่ฉายแววความจริงใจ ก่อนที่มุมปากหยักจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มละมุนที่ทำเอาคนมองใจสั่นระรัว
"ผมไม่เคยถือสาคุณหรอครับ... พิมพ์ตะวัน" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยชื่อเธอเต็มๆ คำอย่างไร้ช่องว่างของความเป็นคนแปลกหน้า "เพราะทุกครั้งที่คุณเถียงผม มันทำให้ผมรู้ว่า... ผมไม่ได้สู้กับปัญหานี้อยู่คนเดียว"
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกหยุดเวลาไว้ชั่วขณะ คำพูดธรรมดาที่แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้งทำให้พิมพ์ตะวันพูดไม่ออก เธอกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำตอบบางอย่างออกไป เพื่อทำลายความเงียบที่เริ่มหวานชื่นเกินกว่าเหตุ
*ปลุก... ปลุก...*
เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของธันวาแผดเสียงดังขึ้นทำลายบรรยากาศโรแมนติกทิ้งทันที วิศวกรหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความหงุดหงิด เขาหยิบเครื่องขึ้นมาดูหน้าจอ ชั่วพริบตาเดียวที่แววตาผ่อนคลายเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดและเย็นชาขึ้นมาทันที
ธันวากดรับสายโดยไม่ลังเล "ว่าไงครับ... อะไรนะ!"
เสียงอุทานด้วยความตกใจของธันวาทำให้พิมพ์ตะวันใจหายวาบ เธอเห็นสีหน้าของชายหนุ่มซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัดในแสงไฟสลัว
"เกิดอะไรขึ้นคะ?" พิมพ์ตะวันเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ
ธันกาวางสายลงอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบตวัดกลับมามองหน้าเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและปัญหาใหญ่หลวงที่ไม่มีใครคาดคิด
"เสาเขื่อนโซน B ของไซต์งานเรา... เกิดทรุดตัวลงเมื่อสิบนาทีที่แล้วครับ"
________________________________________
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ผูกพันของพวกเขานะครับ
สถาปนิกปากกล้ากับวิศวกรหน้านิ่งที่พยายามไม่หวั่นไหว•ตอนที่ 10
มื้อค่ำที่ไม่ได้นัดหมาย
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากกล้ากับวิศวกรหน้านิ่งที่พยายามไม่หวั่นไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!