แสงสีฟ้าจากหน้าจอแล็ปท็อปสะท้อนลงบนนัยน์ตาสีเข้มของรินรดา นิ่งสนิทและเย็นเยียบ ราวกับผิวน้ำในคืนเดือนมืด ตัวเลขรหัสบัญชีและผังเส้นทางการเงินที่ถูกส่งตรงมาจากระบบภายในของบริษัทเมื่อสิบนาทีที่แล้ว ยังคงค้างอยู่บนหน้าจอ เอกสารลับฉบับนั้นไม่ได้มีเพียงแค่ตัวเลขที่น่าสงสัย แต่ชื่อผู้ส่งที่ปรากฏอยู่เบื้องล่างสุด กลับสลักชื่อของ **เมฆา** เอาไว้อย่างชัดเจนไร้ข้อกังขา
หัวใจของนักวิเคราะห์ข้อมูลสาวกระตุกวูบ ความเงียบงันภายในห้องทำงานกว้างขวางของโครงการ ‘กวินทร์’ ยามเที่ยงคืนเช่นนี้ หนักอึ้งเสียจนเธอได้ยินเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจตัวเองดังสะท้อนก้องในโสตประสาท
*ฟอกเงิน*—คำสั้นๆ แต่มีน้ำหนักมหาศาลพอจะบดขยี้อนาคตของทุกคนที่เกี่ยวข้องให้แหลกละเอียด โครงการศิลปะจัดวางที่เธอกำลังใช้ตรรกะและข้อมูลดิบคำนวณความคุ้มค่า แท้จริงแล้วเป็นเพียงฉากบังหน้าอันสวยงาม เพื่อฟอกเม็ดเงินสีเทาของกลุ่มทุนที่เมฆาแอบอناรับไว้ใต้โต๊ะอย่างนั้นหรือ
รินรดาผ่อนลมหายใจออกช้าๆ พยายามควบคุมปลายนิ้วที่เริ่มสั่นเทาของตนเองให้กลับมามั่นคง ตรรกะในหัวพยายามประมวลผลข้อมูลทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้น ตั้งแต่ท่าทีรีบร้อนของเมฆา งบประมาณที่อนุมัติอย่างไร้เหตุผล ไปจนถึงความกดดันที่เขาคอยส่งมาให้เธอเร่งรัดโปรเจกต์นี้ให้เสร็จโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างเริ่มต่อจิ๊กซอว์เข้าหากันอย่างน่ากลัว
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่ดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก ดึงสติเธอกลับสู่ความเป็นจริง รินรดารีบพับหน้าจอแล็ปท็อปเพื่อซ่อนหลักฐานชิ้นเอก ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบห้องเพื่อหาที่ซ่อนตัว แต่ในจังหวะที่ประตูห้องกำลังจะถูกผลักเปิดออก แสงไฟจากภายนอกก็สาดส่องเข้ามา เผยให้เห็นเงาร่างสูงโปร่งของใครบางคน
"ดึกดื่นค่ำคืนเช่นนี้ นักวิเคราะห์ข้อมูลผู้เคร่งครัดในระเบียบ กำลังวางแผนจะแฮกข้อมูลอะไรของผมอีกหรือเปล่าครับ... หรือว่ากำลังค้นพบความจริงอะไรบางอย่าง ที่ไม่ควรจะรู้"
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยเอ่ยขึ้น ทว่าครั้งนี้ไร้ซึ่งความกวนประสาทเช่นเคย มีเพียงความนิ่งสงบและแววตาที่อ่านไม่ออก กวินทร์ก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่ส่งเสียงเตือน เขาสวมเสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นถึงข้อศอก บนโต๊ะทำงานใกล้กันนั้นมีแก้วกาแฟเย็นชืดที่เขาคงดื่มค้างไว้ตั้งแต่ช่วงค่ำ
รินรดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พยายามจัดระเบียบสีหน้าให้กลับมาเรียบนิ่งราวกับผิวกระจก แม้ภายในใจจะปั่นป่วนราวกับมีพายุพัดโหม "คุณกวินทร์ต่างหากที่ควรจะตอบคำถาม... ศิลปินผู้สร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อจิตวิญญาณ รู้อะไรเกี่ยวกับเบื้องหลังงบประมาณมหาศาลของโปรเจกต์นี้บ้างไหมคะ"
กวินทร์ชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มมุมปากที่มักปรากฏอยู่เสมอมลายหายไป ดวงตาคมกริบมองลึกเข้าไปในนัยน์ตาของหญิงสาว ราวกับพยายามค้นหาว่าเธอรู้มากแค่ไหนแล้ว
"คุณกำลังพูดถึงเรื่องอะไร รินรดา" เขาถามเสียงเรียบ ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ขึ้นทีละน้อย ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองลดลงจนเหลือเพียงช่องว่างแคบๆ ที่เต็มไปด้วยแรงกดดันทางจิตวิญญาณ
"เรื่องงบประมาณที่ถูกปัดฝุ่นและหมุนเวียนผ่านบัญชีบริษัทเชลล์ในต่างประเทศไงคะ" รินรดาจ้องตอบ ไม่ยอมหลบสายตา "คุณเป็นเจ้าของโปรเจกต์นี้ เป็นหัวใจสำคัญของงานจัดวาง... เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะไม่รู้ว่าเงินทุนพวกนี้มาจากไหน หรือคุณเองก็เป็นส่วนหนึ่งของเกมการเงินนี้ด้วย"
คำพูดเฉียบคมของเธอพุ่งตรงราวกับใบมีด ทว่ากวินทร์กลับไม่มีท่าทีสะดุ้งสะเทือน เขาเพียงแต่ถอนหายใจยาวนาน แววตาที่มองเธอมีความซับซ้อนเกินกว่าที่นักวิเคราะห์เช่นเธอจะประมวลผลได้ทัน
"คุณมองโลกด้วยตรรกะและตัวเลข รินรดา... คุณคิดว่าทุกอย่างบนโลกนี้ต้องมีที่มาและคำอธิบายที่สมเหตุสมผลเสมอไปสินะ" กวินทร์เอ่ยเสียงแผ่วเบา น้ำเสียงนั้นเจือความเย้ยหยันตัวเองอยู่จางๆ "แต่คุณลืมไปหรือเปล่า ว่าบางครั้ง... ภาพวาดที่สวยงามที่สุด ก็มักถูกวาดขึ้นด้วยมือที่เปื้อนเลือด"
"ฉันไม่สนใจปรัชญาศิลปะของคุณค่ะ ฉันสนใจแค่ข้อเท็จจริง และตอนนี้ข้อเท็จจริงบอกว่า เมฆากำลังใช้คุณและฉันเป็นเครื่องมือฟอกเงิน" รินรดากดเสียงต่ำลง เน้นย้ำทุกถ้อยคำด้วยความเด็ดเดี่ยว "ถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่าง เราสองคนจะกลายเป็นแพะรับบาปในคดีอารกรรมทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่"
กวินทร์เงียบไป อากัประกิริยาของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย ความตึงเครียดในอากาศระอุขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก เขายกมือขึ้นเสยผมลวกๆ ก่อนจะเดินเลยผ่านเธอไปหยุดอยู่ที่โต๊ะทำงานตัวเดิม มุมมองของศิลปินหนุ่มกวาดผ่านข้าวของบนโต๊ะ ก่อนที่มือเรียวจะหยิบสมุดสเก็ตช์ปกหนังสีดำเล่มคุ้นเคยขึ้นมา
"คุณคิดว่ามีแค่คุณคนเดียวหรอกหรือ ที่พยายามหาหลักฐาน" กวินทร์เอ่ยขึ้นเบาๆ พλαงเปิดสมุดสเก็ตช์เล่มนั้นออก หน้ากระดาษข้างในไม่ได้มีเพียงแค่ภาพร่างงานศิลปะจัดวางดังที่ควรจะเป็น แต่กลับเต็มไปด้วยผังความเชื่อมโยงของชื่อบริษัท ตัวเลข และลายเซ็นต์ของเมฆา ที่ถูกบันทึกไว้อย่างละเอียดครบถ้วนยิ่งกว่าไฟล์ในระบบที่เธอเพิ่งเปิดดูเสียอีก
รินรดานิ่งงั้น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจเป็นครั้งแรกในรอบวัน ตรรกะในหัวสะดุดกึก "นี่มัน... คุณได้ข้อมูลพวกนี้มาจากไหน"
"จากที่ที่เมฆาคิดว่าปลอดภัยที่สุด" กวินทร์เงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง รอยยิ้มบางเบากลับมาประดับบนริมฝีปากอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันแฝงความหมายลึกซึ้งที่เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อน "ศิลปินมักจะซ่อนความลับที่น่ากลัวที่สุดไว้ในสิ่งที่คนอื่นมองว่าไร้สาระที่สุดเสมอ รินรดา"
ทว่า ก่อนที่รินรดาจะได้ซักถามอะไรเพิ่มเติม เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้ง—ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ไม่ใช่เสียงเคาะที่สุภาพ แต่เป็นการทุบลงบนบานไม้หนักๆ สองสามครั้งติดกันด้วยความเร่งรีบ ก่อนที่ลูกบิดประตูจะหมุนวนด้วยตัวของมันเอง
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง ทว่าในคราวนี้ เป็นความเงียบที่แขวนความตายเอาไว้บนเส้นด้าย เมฆายืนอยู่เบื้องหลังบานประตูนั้น และเขากำลังไขกุญแจเข้ามาในยามวิกาล
แสงดาวพร่างพราวขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะคะ
ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว•ตอนที่ 9
ความลับในสมุดสเก็ตช์
ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!