ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว•ตอนที่ 20

การปกป้องที่แปลกประหลาด

ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
ความมืดมิดในห้องประชุมใหญ่ไม่ได้หมายความว่าความปลอดภัยได้สูญสิ้นไปพร้อมกับแสงสว่าง... สำหรับรินรดาแล้ว ความมืดคือตัวแปรที่เธอเกลียดชังที่สุดในทางสถิติ เพราะมันคือพื้นที่ของความไม่แน่นอน คือจุดที่ตัวแปรอิสระทั้งหลายหลุดรอดจากการควบคุมของอัลกอริทึม เสียงฝีเท้าคู่ที่สามที่ดังแทรกเข้ามา ไม่ใช่เสียงย่างก้าวแบบคนพลัดหลง แต่มันคือจังหวะการเดินของนักล่าที่คำนวณน้ำหนักลงบนพื้นพรมอย่างแม่นยำ ทุกย่างก้าวสะท้อนความตั้งใจอันมืดบอด ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนแทบได้ยินเสียงเกียร์ความคิดในหัวของเธอหมุนวน รินรดายืนนิ่งหลังโต๊ะประชุม แผ่นหลังแนบชิดกับผนังเย็นเฉียบ เธอพยายามดึงสติเพื่อประเมินสถานการณ์จากเสียงสะท้อน—ระยะห่างราวเจ็ดเมตร ทิศทางสิบนาฬิกา และกำลังเคลื่อนเข้ามาหาเธอทีละนิด "ถ้าคุณยังยืนทื่อเป็นหุ่นยนต์คำนวณภาษีอยู่ตรงนั้น อีกสามวินาทีข้างหน้าคุณคงได้กลายเป็นหัวข้อข่าวหน้าหนึ่งในฐานะข้อมูลสูญหาย" เสียงกระซิบที่ลอยมาจากมุมมืดทางฝั่งขวา... เสียงที่แหบพร่าแต่นิ่งสนิทของกวินทร์ รินรดาชะựngตัวเล็กน้อย ความรู้สึกขัดแย้งพุ่งพล่านในอก เธอไม่เคยชอบวิธีคิดแบบศิลปินไร้กรอบของเขา และเธอก็เกลียดการพึ่งพาคนอื่นยิ่งกว่าสิ่งใด แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดบอกเธอว่า ในสมรภูมิที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ทางตรรกะนี้ ตรรกะของเธอกำลังใช้การไม่ได้ ก่อนที่เธอจะได้ประมวลผลคำเตือนนั้นเสร็จ ร่างสูงของกวินทร์ก็พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วที่เหนือความคาดหมาย มือหนาคว้าข้อแขนของเธอแล้วฉุดกระชากให้ออกห่างจากจุดยืนเดิมไม่ถึงเสี้ยววินาที เสียงโลหะหนักหน่วงกระทบเข้ากับพนักเก้าอี้ตัวที่เธอยืนอยู่เมื่อครู่ดังสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกนั้นรุนแรงจนเศษพลาสติกกระเด็นเฉียดแก้มเนียนของเธอไปนิดเดียว หัวใจของรินรดากระตุกวูบ ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านไปตามกระดูกสันหลัง ไม่ใช่เพราะความกลัวต่อความตาย แต่เป็นเพราะความตระหนักรู้ว่า... ถ้าไม่มีแรงดึงจากเขาเมื่อครู่ เธอกลายเป็นศพไร้ญาติไปแล้วจริงๆ "ปล่อยค่ะ..." เธอพยายามดึงข้อมือกลับด้วยความถือดี แม้ลมหายใจจะเริ่มหอบถี่ "ฉันดูแลตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้อง..." "เงียบก่อน รินรดา" กวินทร์เอ่ยเสียงต่ำ ร่างของเขาย่อลงบังร่างเธอไว้ครึ่งหนึ่งในความมืด มือข้างหนึ่งของเขายังคงกุมข้อมือเธอไว้แน่นพอที่จะไม่ให้เธอเคลื่อนไหว แต่ก็ผ่อนแรงพอที่จะไม่ทำให้เธอเจ็บ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาตัดกับความเย็นเฉียบของสถานการณ์รอบตัวอย่างสิ้นเชิง "ความดื้อรั้นของคุณในตอนนี้ ไม่ได้เรียกว่าความเข้มแข็ง แต่มันคือความไร้เดوسดีทางสถิติ" คำพูดเย้ยหยันที่แฝงความห่วงใยแบบแปลกประหลาดนั้น ทำให้รินรดากลืนคำพูดโต้แย้งกลับลงคอไปจนหมด ในความมืดสลัวที่แสงจันทร์ลอดผ่านกระจกหน้าต่างตึกสูงเข้ามาเพียงน้อยนิด เธอมองเห็นโครงหน้าคมคายและแววตาที่เต็มไปด้วยความจริงจังของเขา แววตาที่ไม่ใช่ศิลปินผู้เพ้อฝัน แต่เป็นนักสู้ที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับความโกลาหล เสียงฝีเท้าปริศนานั้นหยุดลงครู่หนึ่ง ราวกับผู้บุกรุกกำลังเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหว จากนั้นเสียงก้าวเดินก็เปลี่ยนทิศทาง วกกลับไปยังประตูทางออก ราวกับว่าเป้าหมายเดิมไม่ได้ต้องการชีวิตของเธอ แต่ต้องการ "บางสิ่ง" ที่อยู่ในห้องนี้ต่างหาก กวินทร์ไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่า เขากวาดสายตามองไปรอบห้อง ก่อนจะดึงเธอก้าวตามเขาไปอย่างเงียบเชียบไปยังซอกมุมอับของเสาคอนกรีตขนาดใหญ่—พื้นที่อับสายตาที่เมฆาและทีมงานบริหารมักมองข้ามในการประชุมเสมอ กลิ่นกายจางๆ ของสีอะคริลิกและกลิ่นน้ำหอมผู้ชายปะปนกับความตึงเครียดในอากาศ รินรดารู้สึกได้ถึงแผ่นอกกว้างที่แนบชิดอยู่ไม่ไกลจนเกินไป ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนแทบไม่มีช่องว่าง อุณหภูมิรอบตัวราวกับสูงขึ้นผิดปกติ จนเธอดึงสติกลับมาที่อัตราการเต้นของหัวใจตัวเอง—มันเต้นเร็วกว่าปกติไม่ใช่เพราะความกลัวจากภัยคุกคามภายนอก แต่มันเกิดจากแรงดึงดูดประหลาดที่เธอปฏิเสธไม่ได้ "ทำไมคุณถึงยังอยู่ในตึกนี้?" รินรดาตัดสินใจเอ่ยถามทำลายความเงียบ เสียงของเธอลดระดับลงเหลือเพียงเสียงกระซิบชิดริมฝีปากเขา ดวงตาสีเข้มจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขาเพื่อค้นหาคำตอบ "คุณไม่ได้กลับไปพร้อมกับเมฆาตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้วหรอกหรือ?" กวินทร์มุมปากกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ในความมืด ดวงตาของเขาพราวระยับด้วยประกายความลับที่ยากจะคาดเดา ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาขยับเข้าใกล้เรือนผมของเธอราวกับจะปัดปอยผมที่หลุดรุ่ย แต่แล้วก็ชะงักค้างกลางอากาศ ก่อนจะเปลี่ยนมาวางทาบลงบนผนังด้านหลังเพื่อกักตัวเธอให้อยู่ในอาณัติ "เพราะผมรู้ว่า... ข้อมูลที่คุณพยายามซ่อนไว้ในเซิร์ฟเวอร์สำรองของโปรเจกต์นี้ มันมีค่ามากเกินกว่าจะปล่อยให้ใครบางคนกวาดล้างมันไปโดยที่ไม่มีใครปกป้อง" กวินทร์กระซิบตอบ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความนัยที่เฉียบคมบาดลึก "และผมก็รู้ด้วยว่า ผู้หญิงที่เชื่อมั่นในตัวเลขอย่างคุณ มักจะคำนวณทุกอย่างพลาดไปอย่างหนึ่งเสมอ" "พลาดอะไร?" รินรดาขมวดคิ้วอย่างไม่ยอมแพ้ แม้สมองจะประมวลผลคำพูดของเขาไม่ทัน "พลาดที่จะคำนวณความรู้สึกของผม... ที่มีต่อคุณ" ก่อนที่รินรดาจะได้ทันโต้แย้งกับประโยคที่ทำลายทฤษฎีตรรกะทั้งหมดในหัวของเธอ กวินทร์ก็เอื้อมมือไปกดสวิตช์ฉุกเฉินขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่หลังเสาคอนกรีตที่พวกเขาหลบอยู่ ทันใดนั้น แสงไฟสีแดงสำรองก็สว่างวาบขึ้นทั่วทั้งห้อง พร้อมกับเสียงสัญญาณเตือนภัยอัคคีภัยที่ดังลั่นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของผู้บุกรุก แต่สิ่งที่ทำให้ลมหายใจของรินรดากระชากขาดห้วงไปยิ่งกว่าแสงไฟสีแดง คือสิ่งที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอแท็บเล็ตขนาดใหญ่ที่ถูกเปิดอัตโนมัติจากระบบฉุกเฉิน—เอกสารลับโครงการที่เธอเก็บไว้เป็นความลับสูงสุด กำลังถูกเปิดอ่านจากไอพีแอดเรสเครื่องหนึ่ง... และชื่อที่แสดงขึ้นมาบนหน้าจอในฐานะผู้เข้าถึงข้อมูลล่าสุดเมื่อสามวินาทีที่แล้ว คือชื่อของ "เมฆา" หัวหน้าโครงการที่เธอกำลังร่วมงานด้วยอย่างแนบเนียน แสงสีแดงสาดส่องลงบนใบหน้าของกวินทร์และรินรดา ท่ามกลางความตกตะลึงที่ยังไม่ทันจางหาย ประตูห้องประชุมฝั่งตรงข้ามก็ถูกผลเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างคุ้นเคยที่ยืนถือเอกสารชุดนั้นอยู่ในมือ โดยมีรอยยิ้มเย็นชาประดับอยู่บนใบหน้า "ดูเหมือนว่า... พวกคุณจะเจอตัวการที่แท้จริงเร็วกว่าที่ระบบคำนวณไว้นะครับ" เสียงทุ้มต่ำของเมฆาดังขึ้น พร้อมกับเงาร่างของชายชุดดำอีกสามคนที่ก้าวตามหลังเขาออกมาจากความมืดมิดของทางเดิน แสงดาวพร่างพราวขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของตัวละครอันลึกซึ้งนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%