ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว•ตอนที่ 30

เมื่อตรรกะพ่ายแพ้ให้อารมณ์

ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
แสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดทังสเตนดวงเปลือยสาดกระทบหน้าจอคอมพิวเตอร์พกพา จนเกิดเงาสะท้อนเป็นรูปตารางข้อมูลและกราฟแท่งสถิติที่ซ้อนทับอยู่บนใบหน้าด้านข้างของรินรดา นิ้วเรียวภายใต้เล็บที่ตัดแต่งอย่างไร้ที่ติกำลังเคาะลงบนพื้นโต๊ะทำงานไม้สักอย่างเป็นจังหวะ—จังหวะที่เร็วกว่าปกติถึงสองเท่า ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยเดียวที่เธอมักจะเผลอแสดงออกมาในยามที่สมองส่วนเหตุผลกำลังพยายามอย่างยิ่งยวดในการควบคุมหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ บนหน้าจอเวลานี้ คือฐานข้อมูลดิบ (Raw Data) มูลค่าหลายล้านบาทที่เธอใช้เวลาสามเดือนเต็มในการคัดกรอง วิเคราะห์ และจัดทำโมเดลความเสี่ยงสำหรับโครงการประมูลงานระดับประเทศ ข้อมูลชุดนี้คือเกราะป้องกันเดียวที่ทำให้เธอยืนหยัดอยู่ได้อย่างสง่างามในโลกแห่งตัวเลข และเป็นหลักประกันว่าบริษัทของเธอจะไม่ตกเป็นเหยื่อของเกมการเมืองในองค์กรที่เมฆากำลังชักใยอยู่เบื้องหลัง แต่ทว่า... ปลายสายตาของเธอกลับไม่ได้มองที่ตัวเลขเหล่านั้น มันกลับหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างสูงโปร่งของกวินทร์ ที่กำลังยืนพิงกรอบหน้าต่างกระจกบานใหญ่ของสตูดิโอ เขากำลังใช้มือข้างหนึ่งถือแก้วกาแฟที่เย็นชืด ปล่อยให้สายตาเหม่อมองออกไปในความมืดมิดของค่ำคืนกรุงเทพฯ ไหล่กว้างที่เคยตั้งตรงอย่างมั่นใจในความเป็นศิลปินผู้รักอิสระ บัดนี้กลับห่อเข้าหากันเล็กน้อยภายใต้เสื้อเชิ้ตลินินยับย่น ความเหนื่อยล้าแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาราวกับม่านหมอกสีเทาจางๆ ที่แม้แต่แสงไฟก็ไม่อาจเจาะทะลวงเข้าไปได้ การประมูลรอบตัดสินจะเริ่มขึ้นในอีกเจ็ดชั่วโมงข้างหน้า และผลงานศิลปะจัดวางของกวินทร์—หัวใจสำคัญของโปรเจกต์นี้—กำลังจะถูกตีตกจากคณะกรรมการควบคุมมาตรฐาน ด้วยข้อหาที่ว่า "มีความเสี่ยงสูงเกินกว่าจะควบคุมได้และไร้ซึ่งตัวเลขรองรับที่สมเหตุสมผล" เมฆาต้องการให้กวินทร์ยอมเปลี่ยนคอนเซปต์งานทั้งหมด เพื่อให้เข้ากับกรอบธุรกิจที่ปลอดภัยและไร้จิตวิญญาณ ซึ่งนั่นเท่ากับการฆ่าตัวตายทางศิลปะของกวินทร์อย่างเลือดเย็น "คุณกำลังใช้ตรรกะที่ผิดฝาผิดตัว, รินรดา" เสียงทุ้มต่ำแต่แหบพร่าเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันในห้องทำงาน กวินทร์หันกลับมามองเธอ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบขนตายาวคู่นั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันในโชคชะตา แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ฉายแววเจ็บปวดลึกๆ ที่เขาพยายามซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มมุมปาก "ฉันกำลังใช้ความจริงจากข้อมูล" รินรดาโต้กลับทันควัน น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่เฉียบคมราวกับใบมีดโกน "ถ้าคุณส่งแบบแปลนโครงสร้างเดิมเข้าที่ประชุมพรุ่งนี้ คณะกรรมการจะปฏิเสธคุณภายในสามวินาทีแรกด้วยซ้ำ ข้ออ้างเรื่อง 'สุนทรียศาสตร์แห่งความว่างเปล่า' มันกินไม่ได้ในโลกธุรกิจหรอกนะคะ กวินทร์" "แล้วโลกที่คุณสร้างขึ้นมาด้วยตัวเลขพวกนั้นล่ะ... มันหายใจได้จริงหรือเปล่า?" กวินทร์ก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานของเธอทีละน้อย ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ถูกร่นลงเรื่อยๆ จนรินรดาเริ่มได้กลิ่นจางๆ ของกาแฟผสมกับกลิ่นอายฝุ่นควันและสีน้ำมันเฉพาะตัวของเขา "คุณบอกว่าผมดื้อรั้น แต่คุณเองต่างหากที่กำลังหลอกตัวเอง ว่าความสัมพันธ์และการสร้างสรรค์สามารถคำนวณออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จได้" รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา หัวใจกระตุกวูบอย่างแรงเมื่อพบว่าแววตาของเขามันช่างมีแรงดึงดูดมหาศาล เสี้ยววินาทีนั้น เธอเห็นภาพครอบครัวที่แตกสลายในอดีตซ้อนทับขึ้นมา—ภาพของพ่อผู้ใช้แต่อารมณ์และความรู้สึกจนทำลายทุกอย่างพังทลายลงมาต่อหน้าต่อตา นั่นคือเหตุผลที่เธอปฏิญาณตนว่าจะยึดมั่นใน "ตรรกะ" และ "ข้อมูล" ตลอดชีวิต เพื่อไม่ให้ความรู้สึกเปราะบางเข้ามาบงการชีวิตอีก "ตรรกะคือความปลอดภัย, กวินทร์" เธอกระซิบ ย้ำเตือนทั้งเขาและตัวเอง "ส่วนอารมณ์ของคุณ... มันคือหายนะ" "บางครั้ง... หายนะก็เป็นสิ่งเดียวที่พิสูจน์ว่าเรายังมีชีวิตอยู่" กวินทร์วางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะ เสียงกระทบเบาๆ แต่กลับก้องกังวานในความรู้สึกของเธอ เขายื่นมือออกมาช้าๆ ปลายนิ้วอุ่นจัดแตะลงบนมุมหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่มีไฟล์ข้อมูลดิบมูลค่ามหาศาลของเธอกะพริบอยู่ รินรดานิ่งง็งัน ลมหายใจสะดุดกักไว้ที่ลำคอ เธอลืมหายใจไปชั่วขณะเมื่อเขาก้มตัวลงมาจนใบหน้าอยู่ห่างกันเพียงคืบ กลิ่นกายสะอาดของผู้ชายคนนี้แทรกซึมเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของเธออย่างไร้การป้องกัน "ผมไม่ได้ขอให้คุณเข้าใจงานศิลปะของผม" เสียงกระซิบของเขานุ่มนวลจนน่ากลัว "แต่ผมขอให้คุณ... เชื่อใจผม สักครั้งเดียว" "คุณกำลังขอให้ฉันเอาอาชีพของตัวเองไปเสี่ยงกับจินตนาการเลื่อนลอยของคุณเนี่ยนะ?" รินรดาเค้นเสียงหัวเราะออกมาอย่างขื่นขวัน แม้ว่ามือของเธอจะกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือเพื่อเรียกสติ "ไม่ใช่การเสี่ยง..." กวินทร์สบตาเธอ ลึกซึ้งและจริงจังจนไม่มีช่องว่างให้หลบหนี "แต่มันคือการเลือก... ระหว่างการมีชีวิตอยู่ตามสูตรสำเร็จที่คนอื่นขีดไว้ให้ กับการสร้างเส้นทางของเราเอง แม้ว่ามันจะบิดเบี้ยวและคาดเดาไม่ได้ก็ตาม" ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันเต็มไปด้วยแรงกดดันทางจิตวิทยาที่หนักหน่วงจนแทบหายใจไม่ออก รินรดารู้ดีว่าหากเธอกดปุ่ม 'Enter' ตามคำสั่งของเมฆาในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า หน้าที่การงานของเธอจะมั่นคงไร้ที่ติ และเธอก็จะเป็นนักวิเคราะห์มืออาชีพผู้ไร้พ่ายตามระเบียบแบบแผน แต่นั่นหมายถึงการที่ผลงานชิ้นเอกของกวินทร์—งานศิลปะที่สะท้อนจิตวิญญาณอันเปราะบางของมนุษย์—จะถูกทำลายลงโดยระบบราชการและผลประโยชน์ทางธุรกิจที่ไร้หัวใจ ดวงตากลมโตของนักวิเคราะห์สาวมองลึกลงไปในดวงตาของศิลปินหนุ่ม เธอเห็นความทุ่มเท ความเจ็บปวด และความจริงใจที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าตัวเลขใดๆ ในฐานข้อมูลของเธอ รินรดาสูดหายใจเข้าลึก3 เพื่อรวบรวมเศษ เสี้ยววินาทีต่อมา นิ้วมือที่เคยควบคุมทุกตรรกะและเหตุผลของเธอกลับเอื้อมไปที่แป้นพิมพ์... ไม่ใช่เพื่อกดส่งรายงานให้เมฆา แต่เธอกลับคลิกเลือกที่ไอคอนไฟล์ฐานข้อมูลดิบทั้งหมด—ชุดข้อมูลความลับที่เธอรวบรวมมาเพื่อคานอำนาจ—แล้วลากมันลงสู่ถังขยะอย่างเด็ดขาด! *คลิก* เสียงลบไฟล์ดังขึ้นเบาๆ ในห้องที่เงียบงัด แต่สำหรับรินรดานี่คือเสียงระเบิดทำลายล้างอนาคตการทำงานของเธอเอง กวินทร์เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ระ Aกัปกิริยาของเขาหยุดชะงัก ร่างสูงผงะถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยความคาดไม่ถึง เขาไม่คิดว่าผู้หญิงที่มีตรรกะเป็นสรณะคนนี้จะกล้าทำลายหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดในชีวิตการทำงานเพื่อเขา "ริน... คุณทำอะไรลงไป?" เสียงของเขาขาดหายไปในลำคอ รินรดาเงยหน้าขึ้นสبตาเขา รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากไม่ได้เศร้าหมองอย่างที่ควรจะเป็น ตรงกันข้าม มันกลับเป็นรอยยิ้มที่โล่งใจและเป็นอิสระที่สุดเท่าที่เธอเคยมีมาในรอบหลายปี "ฉันเพิ่งทำลายตรรกะของตัวเองทิ้งไปค่ะ, กวินทร์" น้ำเสียงของเธอนิ่งสนิท ทว่าแววตากลับระยิบระยับด้วยประกายไฟแห่งการท้าทาย "ทีนี้... ตาคุณแล้วนะคะ ที่ต้องพิสูจน์ว่าความรู้สึกของคุณมันคุ้มค่ากับความหายนะที่ฉันเพิ่งก่อขึ้น" กวินทร์มองเธอนิ่ง คล้ายกับว่าโลกทั้งใบเพิ่งพลิกกลับด้านในเสี้ยววินาที ความรู้สึกอบอุ่นแปลกประหลาดไหลทะลักเข้ามาในอกจนเขาแทบตั้งรับไม่ทัน รอยยิ้มทรงเสน่ห์ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคายของศิลปินหนุ่ม เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและแรงปรารถนาอันแรงกล้าที่จะควชัยชนะมาให้ได้ ทว่า... ก่อนที่ทั้งคู่จะได้เอื้อnคำพูดใดต่อความสัมพันธ์ที่ก้าวข้ามเส้นขนานนี้ไปอีกขั้น *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* เสียงเคาะประตูด้านนอกดังขึ้นอย่างกระชั้นชิด ตามมาด้วยเสียงไขกุญแจและบานประตูที่ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท ร่างท้วมของเมฆายืนเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าประตู พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของตึกอีกสองคน สีหน้าของหัวหน้าโครงการบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวและรอยยิ้มเยือกเย็นที่ซ่อนเจตนาร้ายไว้ไม่มิด "ดึกดื่นค่ำคืนแบบนี้... สองคนกำลังทำ 'โปรเจกต์ลับ' อะไรกันอยู่หรือครับ ถึงได้ไม่ยอมส่งรายงานตามกำหนด?" เมฆากวาดสายตามองไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ว่างเปล่า ก่อนจะหันมาจ้องหน้ารินรดาด้วยแววตาดุจสัตว์ป่าที่พบเหยื่อ "และที่สำคัญ... ทำไมฐานข้อมูลหลักของโครงการ ถึงเพิ่งถูกลบออกจากระบบเซิร์ฟเวอร์ส่วนกลางเมื่อสวินานี้ล่ะครับ, คุณรินรดา?" แสงดาวพร่างพราวขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดพลิกผันอันเปราะบางนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%