ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว•ตอนที่ 26

คำเตือนจากความหวังดี

ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
"คุณกำลังใช้สมการทางอารมณ์มาเดิมพันกับความเสี่ยงที่คำนวณไม่ได้ค่ะ กวินทร์" เสียงของรินรดาดังแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องจัดแสดงงานศิลปะชั่วคราว กลิ่นอายของสีอะคริลิกและฝุ่นปูนยังคงลอยอบอวลในอากาศ ปลายปากกาไฮไลต์สีส้มสะท้อนแสงในมือเรียวหยุดนิ่งลงบนหน้ากระดาษรายงานงบประมาณที่ถูกพับครึ่งอย่างไม่ใส่ใจ ขณะที่ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นจ้องมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่หลังโครงสร้างเหล็กสีดำสนิท—โครงงานศิลปะจัดวางที่เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจมานานร่วมสามเดือน กวินทร์ไม่ตอบทันที เขายังคงใช้คัตเตอร์ในมือกรีดลงบนแผ่นโฟมบอร์ดอย่างช้าๆ เสียงใบมีดคมกริบเสียดสีกับเนื้อโฟมดัง *แกรก* เป็นจังหวะที่ช่วยขับเน้นความตึงเครียดระหว่างคนทั้งสองให้เด่นชัดขึ้น แสงไฟสปอตไลต์ดวงเดียวจากเพดานสาดส่องลงมาที่ศีรษะของเขา ทอดเงายาวทับถมลงบนเอกสารข้อมูลดิบและกราฟสถิติที่รินรดานำมากางไว้บนโต๊ะทำงานชั่วคราว "ผมไม่ได้ใช้สมการ ผมใช้ความรู้สึก" กวินทร์เอ่ยขึ้นโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง น้ำเสียงของเขาเรียบสนย하지만แฝงไว้ด้วยความดื้อรั้นที่รินรดารู้จักดี "และความรู้สึกของผมบอกว่า งานชิ้นนี้... มันต้องสื่อสารกับคนดูด้วยความจริงดิบๆ ไม่ใช่ผ่านตัวเลขสถิติความพึงพอใจ 84.5% ที่คุณพยายามยัดเยียดให้ผมแก้ไข" รินรดาสูดหายใจเข้าลึกๆ ปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าในอกข้างซ้ายจะรู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนักๆ มาถ่วงไว้ก็ตาม เธอก้าวเข้าไปใกล้โครงสร้างเหล็กนั้นอีกนิด ระยะห่างระหว่างเธอกับเขาลดลงเหลือเพียงก้าวเดียว กลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมกับกลิ่นอายเฉพาะตัวของเขาลอยแตะจมูก "ความจริงดิบๆ ของคุณกำลังจะทำให้โครงการนี้ถูกระงับทุนจากเมฆาค่ะ" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบคมราวกับใบมีด "คุณคิดว่าเมฆาแคร์ศิลปะหรือคะ? เขาแคร์แค่ตัวเลขกำไรและกำหนดส่งงานที่ต้องเป๊ะตามไทม์ไลน์ ถ้าคุณยังยืนกรานจะเปลี่ยนโครงสร้างฐานรากของห้องจัดแสดงนี้ในนาทีสุดท้ายเพียงเพราะคุณ 'รู้สึกว่า' มันไม่ใช่อารมณ์ที่ถูกต้อง สิ่งที่จะพังไม่ใช่แค่ผลงานของคุณ แต่หมายถึงอนาคตของทีมงานทุกคนที่เซ็นชื่อร่วมหัวจมท้ายมากับเราด้วย" กวินทร์วางคัตเตอร์ลงเสียงดังกระทบโต๊ะไม้ เขายืดตัวตรงเต็มความสูง ดวงตาคมกราบจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา มีประกายความโกรธเจืออยู่ในนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีความอ่อนล้าซ่อนอยู่ลึกๆ สันจมูกโด่งเป็นคมขยับเล็กน้อยเมื่อเขาถอนหายใจยาว "คุณมองทุกอย่างเป็นความเสี่ยงที่ต้องบริหารจัดการ เป็นความน่าจะเป็นที่ต้องควบคุมให้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์..." กวินทร์ก้าวเข้ามาประชิดเธอทีละน้อย จนรินรดาต้องเผลอถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ "แต่คุณเคยลองหยุดคำนวณ แล้วใช้หัวใจสัมผืสมันดูสักครั้งไหมรินรดา? บางครั้ง... ชีวิตคนเรามันไม่ได้เดินตามเส้นตรงที่ถูกตีเส้นไว้ด้วยข้อมูลดิบหรอกนะ" รินรดาหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขันโดยสิ้นเชิง เธอยกมือขึ้นกอดอก ป้องกันตัวเองจากแรงดึงดูดประหลาดที่แผ่ออกมาจากตัวเขา แรงดึงดูดที่เธอพยายามต่อต้านมาตลอดตั้งแต่เริ่มต้นโครงการนี้ "เส้นตรงอาจจะน่าเบื่อค่ะกวินทร์ แต่มันทำให้เราไม่เดินตกหน้าผา" สายตาสองคู่ประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใคร แววตาของเธอแข็งกร้าว ทว่าสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อปลายนิ้วของเขาเอื้อมมาปัดเศษฝุ่นสีขาวที่ติดอยู่บริเวณปกเสื้อของเธออย่างถือวิสาสะ สัมผัสแผ่วเบานั้นทำให้ลมหายใจของรินรดาขาดหช่วงไปชั่วขณะ เธอนิ่งงันไปโดยไม่ทันตั้งตัว ไม่ใช่เพราะความตกใจ แต่เป็นเพราะความใกล้ชิดที่อันตรายเกินกว่าจะควบคุม บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกบีบอัดจนแทบหายใจไม่ออก เสียงเครื่องปรับอากาศในห้องโถงกว้างกลายเป็นเสียงเดียวที่ดังอื้ออึงในโสตประสาท "บางที... การยอมตกหน้าผา อาจเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้เราได้รู้ว่า เราบินได้หรือเปล่า" กวินทร์กระซิบแผ่วเบา ระยะห่างระหว่างใบหน้าของเขากับเธอนั้นใกล้เสียจนรินรดารับรู้ได้ถึงไออุ่นที่ระอุอยู่บนผิวแก้ม รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอยังคงพยายามยึดมั่นในเกราะป้องกันสุดท้ายของตรรกะและเหตุผล แม้ว่าหัวใจจะเริ่มทรยศด้วยการเต้นรัวเร็วจนผิดจังหวะ "นั่นมันภาษาบทกวีค่ะ ไม่ใช่ภาษาของโลกความเป็นจริง ถ้าคุณดันทุรังทำตามใจตัวเองในวันเปิดนิทรรศการพรุ่งนี้ เมฆาจะไม่แค่ถอนทุน... แต่เขาจะทำลายคุณ" กวินทร์ไม่ตอบคำเตือนนั้น เขากลับระบายยิ้มจางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นและเสน่ห์อันตรายที่เธอมักจะเกลียดชังพอกๆ กับหลงใหล "ปล่อยให้ผมรับความเสี่ยงนั้นเองเถอะครับ... คุณรินรดา นักวิเคราะห์ผู้รอบคอบ" เขากล่าวเสียงนุ่ม ก่อนจะเบี่ยงตัวเดินเลี่ยงผ่านเธอไปหยิบแฟ้มเอกสารอีกชุดที่วางอยู่บนมุมโต๊ะ รินรดายืนนิ่งอยู่ที่เดิม ปลายนิ้วมือจิกเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ เพื่อดึงสติสัมปชัญญะทั้งหมดกลับคืนมา เธอกำลังจะเอ่ยปากเตือนเขาเป็นครั้งสุดท้ายเกี่ยวกับช่องโหว่ทางกฎหมายที่เมฆาอาจใช้เล่นงานเขา แต่ทว่า... ก่อนที่คำพูดนั้นจะหลุดจากริมฝีปาก เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าหนังที่ก้าวเข้ามาอย่างเร่งรีบจากโถงทางเดินด้านนอกก็ดังแทรกขึ้นเสียก่อน *กัป! กัป! กัป!* เสียงฝีเท้านั้นหยุดชะงักลงตรงหน้าประตูห้องจัดแสดงที่เปิดแง้มไว้ ร่างสูงโปรดของใครบางคนปรากฏขึ้นในเงาสลัวของแสงไฟยามเย็น รินรดาหันขวับไปมองตามเสียง และเมื่อดวงตาปรับโฟกัสเข้ากับความมืดสลัวบริเวณทางเข้า เลือดในกายของเธอก็เย็นเฉียบลงทันที บนโต๊ะทำงานตัวเดิม เอกสารรายงานการตรวจสอบภายในที่เธอเพิ่งทำเสร็จและซ่อนไว้ในลิ้นชักชั้นล่างสุด... ถูกดึงออกมาวางหราอยู่บนกองกระดาษเปล่า โดยมีรอยนิ้วมือของใครบางคนเปื้อนคราบหมึกสีดำประทับทับลงบนตัวเลขลับสุดยอดที่แสดงถึงการยักย้ายถ่ายเทงบประมาณของเมฆาอย่างชัดเจน... และที่มุมกระดาษแผ่นนั้น มีกระดาษโน้ตสีเหลืองแปะไว้พร้อมลายมือหวัดๆ ที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน *‘เตือนแล้วนะ... ว่าอย่าล้ำเส้น’* แสงดาวพร่างพราวขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจจิตใจอันซับซ้อนของตัวละครมา ณ ที่นี้นะคะ
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%