เสียงตบแฟ้มเอกสารหนาปึกกระทบลงบนโต๊ะไม้สักทองในห้องประชุมคณะกรรมการบริหารดังสนั่นจนก้องกังวาน เมฆาไม่ได้ใช้ความรุนแรงนั้นเพื่อระบายอารมณ์ เขากำลังใช้มันเป็นอาวุธ—เป็นเครื่องมือทางจิตวิทยาในการวัดความต้านทานของคนสองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
"ถ้าตัวเลขในรายงานการเงินนี้ไม่ตรงกับความเป็นจริง... โครงการศิลป์สร้างสรรค์เพื่อชุมชนมูลค่าสิบล้านบาทนี้ ก็เป็นได้แค่กระดาษชำระที่ใช้เช็ดก้นความโลภของใครบางคน" เมฆาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เย็นชา และแฝงไปด้วยรอยยิ้มหยันที่มุมปาก ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาราคาแพงกวาดมองคนทั้งคู่สลับกันไปมา
รินรดานั่งหลังตรงดิ่งราวกับถูกตรึงไว้ด้วยเข็มเหล็ก เธอนิ่งสนิทจนน่ากลัว ปลายนิ้วเรียวที่ประสานกันอยู่บนตักเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง ความกดดันจากเอกสารในหน้าก่อนหน้ายังคงกรีดแทงอยู่ในอก แผ่นกระดาษแผ่นเดียวที่ปรากฏลายเซ็นของ 'อิทธิพัทธ์'—บิดาผู้ให้กำเนิดผู้ซึ่งเธอตัดขาดจากชีวิตมานานนับปี กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรองในเกมการเมืองชิงอำนาจภายในบริษัท
"ข้อมูลดิบไม่เคยโกหกใครค่ะท่านประธาน..." รินรดายืดตัวขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงของเธอนิ่งสนทนาเรียบเรียบ ทว่าเฉียบคมราวกับใบมีดที่เคลือบด้วยน้ำตาล "แต่ถ้าความตั้งใจของคนที่หยิบยื่นเอกสารชุดนี้ขึ้นมา คือการใช้มันเป็นเครื่องมือเบี่ยงเบนความสนใจจากโครงสร้างงบประมาณที่รั่วไหลจริงๆ ดิฉันคิดว่าเรากำลังเสียเวลากับการเล่นละครน้ำเน่าราคาถูก"
กวินทร์ที่นั่งอยู่ข้างๆ เหลือบมองหญิงสาวแวบหนึ่ง แววตาของศิลปินหนุ่มไหววูบไปชั่วขณะ เขาไม่ได้มองเห็นเพียงความเยือกเย็นที่เธอพยายามสร้างขึ้นเป็นเกราะกำบัง แต่เขากลับมองทะลุผ่านกำแพงนั้นไปเห็นรอยร้าวลึกที่กำลังสั่นคลอนจิตวิญญาณของเธอ กวินทร์ขยับตัวเล็กน้อย กลิ่นอายความเซอร์และอิสระของเขาตัดกับบรรยากาศตึงเครียดในห้องประชุมสีเทานี้อย่างสิ้นเชิง แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มันดึงดูดสายตาของคณะกรรมการหลายคนให้หันมาสนใจ
"รินพูดถูกครึ่งหนึ่งครับ..." กวินทร์เอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ทว่าแฝงความเยาะหยันในที "แต่เธออาจจะมองข้ามความจริงข้อสำคัญไป... ศิลปะกับการเงินมันมีจุดร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ ยิ่งเราพยายามซ่อนรอยเปื้อนใต้พรมมากเท่าไหร่ กลิ่นอายของมันก็จะยิ่งโชยออกมาเตะจมูกชัดเจนขึ้นเท่านั้น"
เขาปรายตามองเมฆาที่หรี่ตาลงอย่างไม่พอใจ ก่อนจะหันมาสบตากับรินรดานิ่ง ลึกลงไปในนัยน์ตาคู่นั้นของเขา มีความหมายบางอย่างส่งผ่านความเงียบ—*คุณไม่ได้ตัวคนเดียวในเกมนี้*
"คุณกวินทร์หมายความว่ายังไง?" หนึ่งในคณะกรรมการอาวุโสเอ่ยถามด้วยความไม่พอใจ "คุณกำลังจะบอกว่าพวกเรากำลังจัดฉากงั้นหรือ?"
"ผมไม่ได้บอกว่าจัดฉากครับท่าน..." กวินทร์ยิ้มมุมปาก ท่าทีผ่อนคลายจนน่าหมั่นไส้ "ผมแค่กำลังจะบอกว่า... ลายเซ็นบนเอกสารแผ่นนั้น มันอาจจะเป็นแค่รอยหมึกที่ถูกปลอมแปลงขึ้นมาเพื่อเตะตัดขาใครบางคน หรือไม่ก็... เป็นความจริงที่น่าสมเพชที่สุดของคนที่นั่งอยู่แถวนี้"
บรรยากาศในห้องประชุมดิ่งวูบลงทันที อุณหภูมิลดต่ำลงจนแทบสัมผัสได้ รินรดารู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นกระหน่ำอยู่ในอก ไม่ใช่เพราะความกลัวต่ออำนาจของเมฆา แต่เป็นเพราะความแม่นยำในคำพูดของกวินทร์ ผู้ชายคนนี้อ่านใจเธอทะลุปรุโปร่งเสมอราวกับเธอกระจกใส ทั้งที่อุดมการณ์ของพวกเขาแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว—เธอเชื่อมั่นในตัวเลขและความจริงเชิงประจักษ์ เขากลับเชื่อมั่นในสัญชาตญาณและความรู้สึกดิบเถื่อนของมนุษย์—แต่ในวินาทีวิกฤตนี้ แรงดึงดูดระหว่างความต่างของพวกเขากลับกลายเป็นเกราะคุ้มGกันเดียวที่มี
"ถ้าคุณกวินทร์มั่นใจนักว่ามันเป็นเรื่องโกหงก..." เมฆาหัวเราะในลำคอ แววตาเต็มไปด้วยความเหี้ยมเกรียม "งั้นคุณสองคนต้องพิสูจน์ให้คณะกรรมการเห็นภายในเจ็ดวันข้างหน้า... ร่วมมือกันเคลียร์ตัวเลขงบประมาณและเคลียร์ชื่อเสียงของโครงการนี้ให้สะอาด ถ้าทำไม่ได้... คุณรินรดาจะต้องเป็นคนเซ็นอนุมัติคำสั่งไล่ออกของคุณพ่อตัวเองด้วยมือของคุณเอง!"
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องประชุมอีกครั้ง คำประกาศของเมฆาเปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่ถูกจุดชนวน รินรดากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือ ความรู้สึกชาดิ่งวิ่งพล่านไปทั่วร่าง การบังคับให้เธอเลือกระหว่างหน้าที่การงานกับความเกลียดชังที่มีต่อบิดบังเกิด เป็นความโหดร้ายที่เกินกว่ามนุษย์คนหนึ่งจะรับไหว
ทว่า ก่อนที่เธอจะทันได้เปล่งเสียงปฏิเสธหรือยอมจำนน มืออุ่นจัดของกวินทร์ก็เอื้อมมาสัมผัสลงบนหลังมือที่สั่นเทาของเธอภายใต้โต๊ะประชุม แรงบีบเบาๆ นั้นอบอุ่นและมั่นคงอย่างประหลาด ราวกับจะบอกว่าเขาพร้อมจะรับมือกับพายุลูกนี้เคียงข้างเธอ
"ตกลงครับ..." กวินทร์ตอบรับแทนเธอด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เด็ดขาด และเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจที่ทำให้แม้แต่เมฆายังต้องชะงัก "พวกเราจะร่วมมือกันพิสูจน์ความจริง... และผมรับรองได้เลยว่า สิ่งที่คุณเมฆาพยายามซ่อนไว้ใต้พรมผืนนั้น จะต้องถูกกระชากออกมาให้ทุกคนในที่นี้ได้เห็นอย่างแน่นอน"
ดวงตาทั้งสองคู่สบประสานกัน ท่ามกลางความตึงเครียดและเกมอำนาจที่เดิมพันด้วยอนาคต รินรดาหันไปมองชายหนุ่มข้างกาย เธอยังคงไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเลือกที่จะกระโจนลงมาในกองไฟนี้พร้อมกับเธอ แต่สิ่งที่เธอปฏิเสธไม่ได้เลยคือ ความรู้สึกอุ่นวาบที่แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจท่ามกลางความหนาวเหน็บ
การประชุมสิ้นสุดลงอย่างไม่เป็นทางการ เมฆาลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องด้วยใบหน้าบึ้งตึง ทิ้งให้ทั้งคู่นั่งอยู่ลำพังท่ามกลางเอกสารกองโต
"คุณบ้าไปแล้วหรือไงกวินทร์..." รินรดาถอนหายใจยาวเหยียด ปล่อยให้ความเปราะบางหลุดลอดออกมาเพียงเสี้ยววินาที "คุณก็รู้ว่ามันอันตรายแค่ไหน... และคุณก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องครอบครัวบ้าๆ ของฉันเลย"
กวินทร์โน้มตัวเข้ามาใกล้ กลิ่นอายความเป็นชายและกลิ่นจางๆ ของสีอะคริลิกบนเสื้อเชิ้ตของเขาโชยเข้าจมูก รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นอีกครั้ง แววตาสื่อความหมายลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบายเป็นคำพูด
"ใครว่าผมไม่เกี่ยว..." เขาเอ่ยเสียงกระซิบแผ่วเบา ทว่าก้องกังวานในความรู้สึก "ในเมื่อเส้นขนานอย่างเรา... ดันถูกแรงโน้มถ่วงบังคับให้วิ่งมาตัดกันแล้วนี่ครับริน"
หญิงสาวชะงัก หัวใจกระตุกวูบกับสรรพนามและสายตาที่เขาใช้ เธอกำลังจะอ้าปากโต้แย้งเพื่อดึงกำแพงตรรกะกลับมาตั้งรับ ทว่าจังหวะนั้นเอง เสียงเคาะประตูกระจกฝ้าด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งติดต่อกันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
ทั้งคู่หันไปมองพร้อมกัน ร่างเงาดำทึบของใครบางคนยืนอยู่หลังกระจก เงาร่างนั้นไม่ได้เดินเข้ามา แต่ส่งซองเอกสารสีน้ำตาลทึบสอดเข้ามาใต้ช่องประตูห้องประชุมอย่างเงียบเชียบ
รินรดาลุกขึ้นยืนด้วยความสงสัย เธอก้าวเข้าไปหยิบซองเอกสารนั้นขึ้นมาพลิกดูด้วยมือที่ยังคงสั่นเล็กน้อย ตราประทับบนซองสีแดงสดระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นเอกสารลับสุดยอดจากแผนกตรวจสอบบัญชีกลาง—หน่วยงานอิสระที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเมฆาโดยสิ้นเชิง
เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะค่อยๆ ฉีกซองออก กวินทร์ก้าวเข้ามาประชิดด้านหลัง ก้มมองข้ามไหล่ของเธอเพื่ออ่านข้อความบนแผ่นกระดาษแผ่นสุดท้ายที่ร่วงหล่นลงมา
ดวงตาคมกริบของทั้งคู่เบิกกว้างขึ้นพร้อมกัน เมื่อบรรทัดแรกของเอกสารฉบับนั้นไม่ได้ระบุชื่อของบิดาเธอ... แต่กลับปรากฏชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่อีกคนหนึ่ง ที่ถือครองหุ้นลับถึงสี่ puluh เปอร์เซ็นต์ของบริษัทแห่งนี้
และชื่อนั้น... คือชื่อของ **เมฆา** เอง
--------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่เดินทางร่วมพิสูจน์ความจริงและแรงดึงดูดนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ!
ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว•ตอนที่ 7
การเจรจาที่ไม่มีคำตอบ
ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!