พี่ข้างห้องครับ... เลิกกวนประสาท (จะได้ไหม)•ตอนที่ 8

ติวหนังสือ หรือติวความรัก

ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
“ถ้ามัวแต่อ่านสูตรคำนวณพวกนี้แล้วสอบตก พี่จะยึดตัวเรามาเป็นแฟนขัดดอกนะต้นข้าว... ข้อนี้ตอบ ค. ควาย ครับ ไม่ใช่ ก. ไก่ เพราะใจพี่มันบอกว่าเรากำลังแอบมองพี่อยู่” เสียงทุ้มต่ำที่เจือแววเจ้าเล่ห์ดังขึ้นเหนือหัว พร้อมกับปลายนิ้วเรียวยาวของคนที่ควรจะมีสถานะเป็นแค่ ‘พี่ข้างห้อง’ เคาะลงเบาๆ บนสันจมูกของผม สติที่พยายามรวบรวมไว้เพื่อติววิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาคกระเจิงหายไปในอากาศทันทีเหมือนควันไฟ ผม—ต้นข้าว นักศึกษาปีหนึ่งคณะบริหารฯ ที่กำลังนั่งหน้าดำคร่ำเครียดอยู่บนพรมปูพื้นห้องนั่งเล่น ต้องตวัดสายตาขึ้นค้อนใส่คนตัวสูงกว่าที่นั่งยิ้มแป้นอยู่บนโซฟาด้วยความหมั่นไส้ “พี่พาย! นี่มันวิชาการเงินนะเว้ย ไม่ใช่วิชาจีบสาว แล้วเมื่อกี้บอกว่าอะไรนะ ยึดตัวมาเป็นแฟนขัดดอกบ้าบออะไรเล่า หน้าอย่างผมนี่เกรด A สี่ตัวติดนะ ไม่ใช่ลูกหนี้ในละครหลังข่าว!” ผมโวยวายเสียงดัง พยายามขยับตัวถอยหนีรังสีความอบอุ่นที่อีกฝ่ายจงใจแผ่เข้าใส่จนแทบจะสิงร่างกันอยู่แล้ว “อ้าว ก็เห็นนั่งทำหน้าเครียดเป็นตูดหมึก พี่ก็แค่อยากช่วยรีแลกซ์ป่ะวะ” พีรวิชญ์ หรือที่ผมเผลอเรียกว่าพี่พายในใจบ่อยกว่าชื่อจริง ยักไหล่กวนๆ เสื้อยืดสีขาวตัวโคร่งกับกางเกงวอร์มสบายๆ ยิ่งขับให้ผู้ชายวิศวะปีสามคนนี้ดูอันตรายต่อหัวใจดวงน้อยๆ ของผมเป็นบ้า ยิ่งคิดถึงข้อความในแชตเมื่อคืนที่เจ้าตัวส่งมาว่า *‘ไม่ได้มือลั่นหรอกนะ... แต่คิดถึงตัวคนรับ’* หน้าผมมันก็ร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ จนต้องรีบก้มหน้าลงมองชีทเรียนแก้เขิน “ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดีเลย ไหนบอกว่าจะมาช่วยติวไง ทำไมเปิดหนังสือมาสามหน้า มีแต่โจทย์เรื่องหัวใจ ข้อสอบจริงไม่มีออกหรอกนะไอ้เรื่องสถานะทางใจเนี่ย” “ใครว่าไม่มี... ดูนี่ดิ” พี่พายโน้มตัวลงมาจนลมหายใจอุ่นๆ ปะทะเข้ากับใบหูของผม กลิ่นน้ำหอมผู้ชายสะอาดๆ ผสมกับกลิ่นกายเฉพาะตัวทำให้ผมตัวแข็งทื่อ ขยับไปไหนไม่ได้ มือหนาเอื้อมมาพลิกหน้ากระดาษสมุดโน้ตที่ผมจดหยุมหยิมเต็มไปหมด แล้ววงกลมด้วยปากกาแดงเป็นรูปหัวใจดวงโตล้อมรอบโจทย์ข้อสุดท้าย “กำหนดให้: ต้นข้าวแอบมองพี่พายมาสามวินาที จงหาคำตอบว่า: เมื่อไหร่ใจดวงนี้จะยอมเป็นของพี่สักที... ถ้าตอบถูก พรุ่งนี้พี่เลี้ยงชาบู ชาบูกุ้งแม่น้ำไม่อั้นเลยเอ้า” ให้ตายเถอะ... ผู้ชายคนนี้เกิดมาเพื่อละลายทรัพย์หรือละลายความตั้งใจของคนอื่นกันแน่! ผมเม้มปากแน่น หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินมัน แทนที่จะผลักไสเหมือนอย่างที่ปากพูด มือเจ้ากรรมดันสั่นระริก ปลายปากกาในมือหมุนวนไปมาด้วยความลังเล สมองที่เคยประมวลผลเรื่องอุปสงค์อุปทานตอนนี้รวนเรไปหมด ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนย้อนกลับมาในหัวซ้ำๆ ตอนที่ผมเกือบจะพิมพ์ตอบกลับเขาไปว่า *‘แล้วถ้าบอกว่าใจไปอยู่กับพี่ตั้งนานแล้วล่ะ... จะว่ายังไง’* โชคดีที่กดลบแทบไม่ทัน ไม่งั้นป่านนี้คงโดนไอ้พี่หน้ามึนคนนี้ล้อไปจนลูกบวชแน่ๆ “พี่พายนี่มัน... หน้าไม่อายจริงๆ” ผมพึมพำเสียงเบา หันไปค้อนวงใหญ่ใส่คนที่ตอนนี้ขยับยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ ดวงตาคมกริบคู่นั้นมองตรงมาที่ผมด้วยประกายบางอย่างที่ทำให้โลกทั้งใบเงียบลงไปชั่วขณะ มันไม่ใช่สายตาของการหยอกเล่นแบบทุกที แต่มันมีความจริงจัง ความอบอุ่น และความหมายลึกซึ้งบางอย่างซ่อนอยู่จนผมไม่กล้าสบตาตรงๆ “ยอมรับมาเถอะน่า ว่าไม่ได้อึดอัดเวลาอยู่ใกล้พี่... จริงๆ แล้วแอบเขินอยู่ใช่ไหมล่ะ” “ใครเขิน! บ้า! ใครเขาจะไปเขินพี่วะ หน้าหนาอย่างพี่เนี่ยนะจะทำให้ผมเขิน ฝันไปเถอะ!” ผมเสียงดังกลบเกลื่อน พยายามดันไหล่กว้างให้ออกห่าง แต่มีหรือที่แรงเด็กบริหารปีหนึ่งจะสู้แรงหมีควายของเด็กวิศวะปีสามได้ นอกจากเขาจะไม่ขยับแล้ว ยังรวบข้อมือผมไว้ทั้งสองข้างแล้วดึงเข้ามาประชิดตัวจนอกแทบติดกัน “ปากแข็งจังนะเรา... งั้นถ้าไม่อ่านหนังสือแล้ว งั้นเรามาติววิชาอื่นกันดีกว่า” “วิชาอะไรอีกเล่า!” “วิชา... รักษาโรคใจสั่นเวลาอยู่ใกล้พี่ไงครับ” “ไอ้—!” คำด่าทั้งหมดถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อจู่ๆ ปลายนิ้วอุ่นของพี่พายก็แตะลงเบาๆ ที่คางผม บังคับให้เงยหน้าขึ้นรับสายตาที่พุ่งตรงมาอย่างไร้การหลบเลี่ยง ระยะห่างระหว่างเราลดลงจนแทบไม่มีที่ว่าง ไออุ่นจากร่างกายของเขาลอยวนอยู่รอบตัว จนผมเผลอกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ สมองขาวโพลน คิดอะไรไม่ออกนอกจากเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นดังราวกับกลองเพล ติวหนังสือบ้าบออะไรกัน... แบบนี้มันเรียกว่า ‘ปล้นสติ’ ชัดๆ! ในจังหวะที่หัวใจของผมกำลังเต้นระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก และริมฝีปากของคนตรงหน้าโน้มเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ทันใดนั้นเอง... *กริ๊งงงงงงงง!* เสียงกริ่งหน้าห้องพักดังขึ้นอย่างกะทันหัน ทำลายบรรยากาศสีชมพูที่กำลังอบอวลจนพังทลายลงในเสี้ยววินาที พร้อมกับเสียงเคาะประตูรัวๆ ตามด้วยเสียงตะโกนแปร๋นคุ้นหูของยัยเหมยเพื่อนสนิทตัวแสบที่ดังทะลุเข้ามา “ไอ้ข้าว! เปิดประตูเดี๋ยวนี้! มึงอย่าบอกนะว่าแอบกินข้าวกับพี่พายสองต่อสองแล้วไม่ชวนกู กูรู้นะว่ามึงอยู่ข้างใน เปิดเดี๋ยวนี้โว้ยยยย!” ผมสะดุ้งสุดตัว หลุดออกจากภวังค์มนต์สะกดทันที รีบผลักอกพี่พายออกสุดแรงจนเซถอยหลังไปคนละทาง ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นสีแดงจัดด้วยความตกใจและโล่งอกในเวลาเดียวกัน พี่พายถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความเซ็ง หัวเสียเบาๆ ที่โดนขัดจังหวะสำคัญ เขายกมือขึ้นเสยผมลวกๆ ก่อนจะหันมามองหน้าผมแล้วส่งสายตาเจ้าเล่ห์ปิดท้าย “รอดตัวไปนะเรา... แต่จำไว้ว่าเรื่องของเราวันนี้ยังไม่จบแค่นี้แน่ครับ ตัวแสบ” ผมแลบลิ้นใส่เขาหนึ่งทีด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะรีบวิ่งไปเปิดประตูห้อง ปล่อยให้ไอ้พี่ข้างห้องยืนยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่คนเดียวท่ามกลางกองชีทเรียนที่ยังไม่ได้เปิดอ่านสักหน้า... และหัวใจของผมที่เต้นผิดจังหวะไปไกลเกินกว่าจะดึงกลับมาได้แล้วจริงๆ ... โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ (ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเติมพลังใจให้พี่พายกับน้องต้นข้าวในตอนนี้นะครับ เจอกันตอนหน้าครับผม)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พี่ข้างห้องครับ... เลิกกวนประสาท (จะได้ไหม) นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%