เสียงกระแทกของหน้าจอโฮโลแกรมใสสีครามที่ร่วงลงกระทบพื้นหินอ่อน ไม่ได้ดังเท่ากับเสียงหัวใจของรินรดาที่กำลังเต้นรัวรากับกลองศึกในยามนี้
บักส์ (Bugs) หรือข้อผิดพลาดในระบบที่เธอเคยคิดว่ามันเป็นเพียงแค่ปัญหาโค้ดดิ้งธรรมดา บัดนี้กลับถูกถอดรหัสออกมาเป็นเส้นใยสีทองระยิบระยับที่เชื่อมโยงกับห้วงเวลาอันเป็นอนันต์ และเบื้องหลังเส้นใยเหล่านั้น... คือร่างของคีริน ชายหนุ่มผู้มักจะแย้มยิ้มด้วยความอ่อนโยนเสมอ แต่ในวินาทีนี้ แววตาของเขากลับราบเรียบและลึกล้ำราวกับมหาสมุทรที่ไม่มีวันหยั่งถึง
"คุณ... กำลังพูดถึงเรื่องอะไรกันคะ คีริน?" รินรดาถอยหลังไปหนึ่งก้าว สัญชาตญาณของโปรแกรมเมอร์สาวบอกให้เธอรีบเปิดหน้าต่างระบบเพื่อเรียกใช้งานคำสั่งป้องกันภัย แต่ปลายนิ้วกลับสั่นเทาจนแทบไม่กล้าสัมผัสอากาศว่างเปล่า
คีรินไม่ได้ขยับเขยื้อน เขาเพียงแต่ปล่อยให้แสงสีทองจากหน้าจอที่แตกสลายสะท้อนลงบนกรอบหน้าคมคาย มือเรียวยาวเอื้อมขึ้นปลดกระดุมปกเสื้อคอสูงช้าๆ เผยให้เห็นรอยสักโบราณรูปร่างประหลาดที่ทอดยาวจากไหปลาร้าหายเข้าไปใต้รอยผ้า รอยสักนั้นไม่ได้นิ่งสนิท แต่มันกำลัง 'หายใจ' ขยับเขยื้อนราวกับมีชีวิต ราวกับมันคือส่วนหนึ่งของกลไกจักรวาลที่ถูกผนึกไว้ด้วยกาลเวลา
"ริน... เธอเชื่อเรื่องปาฏิหาริย์ไหม?" เสียงของเขาในยามนี้ไม่มีความขี้เล่นหลงเหลืออยู่เลย มันทุ้มต่ำ กังวาน และเปี่ยมไปด้วยน้ำหนักของกาลเวลาที่ยาวนานเสียจนรินรดารู้สึกหายใจไม่อิ่ม
"ฉันเชื่อในตรรกะและเหตุผลค่ะ ไม่ใช่ปาฏิหาริย์" เธอยังคงพยายามรักษาความแข็งกร้าวในน้ำเสียง แม้ว่าเหงื่อกาฬจะเริ่มซึมตามไรผม "และตรรกะของคุณในตอนนี้ กำลังบอกฉันว่าคุณไม่ใช่แค่นักวิจัยเวทมนตร์โบราณธรรมดา... คุณเป็นใครกันแน่?"
คีรินหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงที่แห้งแล้งและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่สั่งสมมาหลายศตวรรษ เขาหันหลังให้เธอ เดินไปหยุดอยู่หน้าหน้าต่างบานใหญ่ที่มองออกไปเห็นทัศนียภาพของเมืองเวทมนตร์ซึ่งถูกแช่แข็งอยู่ในความเงียบงัน
"ถ้าตรรกะของเธอคือโค้ด... งั้นฉันคงเป็น 'บั๊ก' ตัวแรกที่ถูกเขียนขึ้นมาก่อนที่โลกใบนี้จะมีภาษาโปรแกรมเสียอีก" คีรินหันกลับมาสบตาเธอ แววตานั้นทำให้รินรคารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่ริมหน้าผาที่มองลงไปไม่เห็นก้นบึ้ง "ฉันไม่ใช่คนของยุคนี้ รินรดา และไม่เคยเป็น... ฉันคือผู้พิทักษ์มิติ ที่ทำหน้าที่นี้มาหลายร้อยปีแล้ว"
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงกระแสเวทมนตร์ที่ไหลวนรอบตัวคีรินเบาๆ เป็นระยะ รินรดานิ่งอึ้ง สมองที่เคยประมวลผลข้อมูลนับล้านบรรทัดต่อวินาทีกลับชะงักงัน ข้อมูลมหาศาลไหลบ่าเข้ามาในหัว แต่ไม่มีชุดคำสั่งไหนในฐานข้อมูลของเธอที่จะรองรับความจริงข้อนี้ได้
"ผู้พิทักษ์มิติ?" เธอทวนคำ เสียงแผ่วเบาจนแทบกระซิบ "คุณกำลังจะบอกว่า... โลกที่หยุดนิ่งนี่ การรีเซ็ตเวลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือแม้แต่รอยร้าวในระบบอัลกอริทึมทั้งหมด... ฝีมือของคุณอย่างนั้นเหรอ?"
"ไม่ใช่ฝีมือ... แต่เป็น 'หน้าที่' ต่างหาก" คีรินก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าวอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าเธอจะแตกสลายหากเขาเข้าใกล้เร็วจนเกินไป "ลองนึกย้อนกลับไปดูสิ รินรดา ทำไมเธอถึงเป็นคนเดียวที่มองเห็นความผิดปกติในระบบนี้ ทำไมโค้ดหัวใจของเธอถึงไม่เคยยอมทำตามคำสั่งรีเซ็ตของอัลกอริทึมหลัก... นั่นก็เพราะว่าสายใยบางอย่างมันถูกผูกไว้ตั้งแต่ก่อนที่เธอจะลืมตาตื่นขึ้นมาในโลกนี้เสียอีก"
รินรดากัดริมฝีปากแน่น ความรู้สึกสับสนตีรวนอยู่ในอก ทั้งโกรธ หวาดกลัว และอยากค้นหาความจริง เธอยื่นมือออกไป ขวางกั้นระยะห่างระหว่างเขากับเธอไว้ด้วยสายตาที่คมกริบ
"อย่ามาพูดจาชี้นำฉันด้วยปรัชญาประหลาดๆ นะคะคีริน ถ้าคุณเป็นผู้พิทักษ์มิติที่อยู่มาหลายร้อยปีจริง ทำไมคุณถึงต้องมาติดแหง็กอยู่ที่นี่ ทำไมคุณต้องคอยช่วยเหลือฉัน หรือว่าทั้งหมดนี่... ฉันก็เป็นแค่หนึ่งในการทดลองของคุณ เป็นแค่หมากตัวหนึ่งในเกมที่คุณเล่นซ้ำมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน?!"
คำถามนั้นพุ่งตรงราวกับลูกศิษย์ที่หลุดจากคันธนู คีรินชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคู่คมไหววับชั่วขณะก่อนจะทอประกายความอ่อนโยนที่เจ็บปวดระคนกัน เขาหยุดยืนตรงหน้าเธอ ห่างกันเพียงแค่เอื้อมมือ
"ถ้าฉันมองเธอเป็นแค่หมากตัวหนึ่ง... ฉันคงไม่ยอมสูญเสียพลังชีวิตครึ่งหนึ่งไปกับการดึงเธอออกจากลูปเวลาในวันที่เธอกำลังจะถูกลบความทรงจำหรอกนะ รินรดา" คีรินเอ่ยเสียงแผ่วเบa ปลายนิ้วของเขายกขึ้นอย่างลังเล ก่อนจะวางลงเบาๆ บนหลังมือที่กำลังสั่นเทาของเธอ ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขามันช่างขัดแย้งกับความน่าเหลือเชื่อของสถานการณ์เสียเหลือเกิน "ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา ฉันโดดเดี่ยวอยู่ในความมืดมิดของมิติที่ไม่มีจุดจบ จนกระทั่งเธอ... ผู้หญิงที่ใช้ตรรกะเข้าสู้กับเวทมนตร์ ก้าวเข้ามาและทำให้ระบบที่ตายซากนี้เริ่มมีจังหวะการเต้นของหัวใจอีกครั้ง"
รินรดาสะท้านเฮือกเมื่อปลายนิ้วอุ่นสัมผัสโดนผิว ลมหายใจของเธอติดขัด ความโกรธที่เคยคุกรุ่นเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความสั่นไหวในช่องท้อง เธออยากจะปฏิเสธ อยากจะถอยหนีจากความจริงอันเหลือเชื่อนี้ แต่ทว่า... ลายเส้นสีทองบนตัวของคีรินที่สะท้อนกับแสงไฟในห้องกลับยืนยันทุกคำพูดของเขาอย่างไร้ข้อกังขา
"แล้วฉัน... ควรจะทำอย่างไรต่อไปคะ?" รินรดาเอ่ยถามเสียงเบา หันมามองหน้าเขาตรงๆ "ในเมื่อคุณคือผู้พิทักษ์มิติ และฉันก็เป็นแค่โปรแกรมเมอร์ที่บังเอิญหลงเข้ามาในระบบนี้... เป้าหมายสุดท้ายของเราคืออะไรกันแน่?"
คีรินแย้มยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่เศร้าสร้อยแต่ก็งดงามที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมาในชีวิต เขากำมือเธอแน่นขึ้นเล็กน้อย ราวกับต้องการส่งผ่านความมั่นคงทั้งหมดที่เขามีให้แก่เธอ
"เป้าหมายเหรอ? หึ... บางที เราอาจจะต้องร่วมมือกัน 'แฮก' ระบบควบคุมสูงสุดของจักรวาลนี้ เพื่อเขียนกฎเกณฑ์ขึ้นมาใหม่... กฎที่เราสองคนจะกำหนดมันด้วยตัวเอง"
ทันใดนั้นเอง พื้นห้องใต้ดินที่พวกเขายืนอยู่ก็เกิดสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงระฆังโบราณดังสนั่นก้องกังวานไปทั่วทั้งมิติ ท้องฟ้าด้านนอกที่เคยเป็นสีครามสว่างไสว กลับถูกย้อมด้วยสีแดงฉานราวกับหยดเลือด หน้าจอโฮโลแกรมทั่วทั้งห้องดับวูบลงพร้อมกัน ก่อนจะติดขึ้นมาใหม่อีกครั้งด้วยตัวอักษรสีเลือดขนาดมหึมาที่กระพริบเตือนรัวเร็วจนน่ากลัว
**[WARNING: SYSTEM OVERRIDE DETECTED]**
**[NOTICE: ผู้บุกรุกนิรนามระดับ Omega กำลังเข้าสู่เขตหวงห้ามชั้นที่ 0]**
**[CRITICAL ALERT: พบรหัสคำสั่งทำลายล้างที่ถูกเปิดใช้งานโดยบุคคลปริศนา... และเป้าหมายถัดไปคือการลบตัวตนของ "รินรดา"]**
ดาริกาส่องแสงขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาไปกับรินรดาในตอนนี้นะคะ
อัลกอริทึมหัวใจไม่ยอมทำตามคำสั่ง•ตอนที่ 11
ความลับใต้เงาหน้ากาก
ผลงานโดย ดาริกาส่องแสง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาริกาส่องแสง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมหัวใจไม่ยอมทำตามคำสั่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!