เศรษฐีตกอับกับระบบช็อตฟีลขยี้ใจ•ตอนที่ 1

ชีวิตหรูพังทลายในพริบตา

ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
"คุณรวิศครับ เซ็นชื่อตรงนี้... แล้วก็ตรงนี้ด้วยครับ" เสียงทุ้มต่ำของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์สินดังแทรกเสียงเคี้ยวข้าวต้มกุ้งร้อนๆ จนรวิศต้องวางช้อนเซรามิกราคาแพงลงบนโต๊ะอาหารหินอ่อน นัยน์ตาคมกริบกวาดตามองเอกสารนับสิบหน้าที่กองอยู่ตรงหน้าด้วยรอยยิ้มมุมปาก อดีตซีอีโอหนุ่มผู้ครองอาณาจักรธุรกิจหมื่นล้านอย่างเขา ไม่เคยคิดฝันเลยว่า ชีวิตที่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบและบัตรเครดิตไทเทเนียมไร้ขีดจำกัด จะมาสะดุดขาตัวเองล้มกลิ้งไม่เป็นท่าในเช้าวันจันทร์อันแสนบรรเจิดเช่นนี้ "บริษัททัวร์อวกาศของผม กำไรปีที่แล้วเพิ่งทะลุห้าพันล้านนะคุณ ว่าแต่... ธนาคารตาถั่วเจ้าไหนมันบังอาจยึดตึกสำนักงานใหญ่ของผมไปล่ะเนี่ย?" รวิศเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกวนประสาทตามนิสัย เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างไม่สะทกสะทกสะท้าน แม้รอบกายจะมีชายชุดดำยืนล้อมโต๊ะอาหารอยู่ถึงสี่คน "เอ่อ... ทุกธนาคารในประเทศครับท่าน รวมถึงบัญชีส่วนตัว ยานพาหนะ และคฤหาสน์หลังนี้ด้วย ถูกอายัดและสั่งฟ้องล้มละลายโดยคำสั่งศาลสูงสุดเมื่อสามนาทีที่แล้วครับ" เจ้าหน้าที่คนเดิมกลืนน้ำลายยืดด้วยความลำบากใจ รวิศแค่นหัวเราะในลำคอ เขายังคงหยิบช้อนขึ้นมาตักกุ้งตัวโตเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างไม่รีบร้อน ความสบายที่สะสมมาทั้งชีวิตสอนให้เขารู้ว่า ความเครียดทำให้แก่เร็ว และความหล่อของเขามีค่าเกินกว่าจะมานั่งร้องไห้ให้พวกเจ้าหนี้หน้าเลือดดู รวิศเหลือบมองนาฬิกาโรเล็กซ์ทองคำบนข้อมือ ซึ่งอีกไม่ถึงสี่สิบวินาทีข้างหน้า มันก็จะถูกยึดไปเป็นของหลวงตามกฎหมาย "เฮ้อ... คนเรานี่นะ เวลาขาขึ้นล่ะมากราบตีน เวลาขาลงล่ะเหยียบซะจมดิน" รวิศส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะดันจานข้าวต้มออกห่างตัว "เชิญพวกคุณยึดตามสบายเลยครับ แต่อย่าลืมเอาเศษข้าวติดฟันผมไปด้วยล่ะ เพราะนั่นอาจจะเป็นทรัพย์สินชิ้นสุดท้ายที่ผมหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง" สิ้นเสียงหัวเราะเยาะหยันของเจ้าหน้าที่และเสียงฝีเท้าที่เริ่มเข้ามารื้อค้นข้าวของในบ้าน ทันใดนั้น... อากาศเบื้องหน้าของรวิศก็เกิดการบิดเบี้ยวราวกับคลื่นความร้อนบนถนนยางมะตอย แสงสีฟ้าพาสเทลสว่างวาบขึ้นจนทุกคนในห้องต้องยกมือขึ้นป้องตา [ติ๊ง! ตรวจพบอดีตมหาเศรษฐีผู้ถังแตกและกำลังเผชิญหน้ากับชะตากรรมสุดบัดซบ ระบบ 'ช็อตฟีลขยี้ใจ' ทำการเชื่อมต่อสำเร็จ!] เสียงสังเคราะห์ใสแจ๋วราวกับเด็กหญิงวัยสิบขวบดังขึ้นในโสตประสาทของรวิศโดยตรง มันไม่ใช่เสียงจากลำโพงภายนอก แต่มันก้องกังวานอยู่ในสมองส่วนหน้าของเขา ชนิดที่ต่อให้เอาค้อนมาทุบก็ไม่หายไป รวิศขมวดคิ้วมุ่น นั่งไขว่ห้างพิงพนักเก้าอี้ พึมพำเบาๆ ออกมาอย่างไม่เกรงกลัว "อะไรวะเนี่ย? สงสัยกุ้งเมื่อกี้จะสดเกินไปจนทำให้ประสาทหลอน หรือฉันกินยาผิดซองกันแน่?" [เรียน ท่านประธานรวิศผู้หน้าเลือด ระบบไม่ได้ทำให้ท่านประสาทหลอน แต่ระบบจะทำให้ชีวิตท่านมีสีสันยิ่งกว่าละครหลังข่าว! เนื่องจากท่านมีหนี้สินพะรุงพะรังและถูกเขี่ยทิ้งราวกับหมูในอวย ท่านจึงได้รับสิทธิ์พิเศษในการใช้ 'ระบบช็อตฟีลขยี้ใจ' เพื่อทวงคืนศักดิ์ศรีและตบหน้าพวกปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ!] หน้าจอโฮโลแกรมใสแจ๋วเด้งขึ้นมาลอยเค្វ้งอยู่กลางอากาศ เบื้องหน้าต่อrวิศ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์สินที่กำลังเดินถือแฟ้มเดินผ่านหน้าจอโฮโลแกรมนั้นไปราวกับมองไม่เห็นมัน รวิศกะพริบตาปริบๆ ยื่นมือออกไปอังตรงหน้าจอ ปรากฏว่ามือของทะลุผ่านความว่างเปล่าไปโดยไม่มีแรงต้านทานใดๆ "ระบบบ้าบออะไรเนี่ย? จะให้เงินฉันสักหมื่นล้านเพื่อไปซื้อตึกคืนไหม หรือจะมีภารกิจให้ฉันไปเต้นบัลเลต์กลางสี่แยกไฟแดงเพื่อแลกกับเศษเหรียญบาท?" รวิศส่งกระแสจิตโต้ตอบกับเจ้าเสียงประหลาดในหัวด้วยความหงุดหงิด [ติ๊ง! ภารกิจแรกประจำวัน 'ตบหน้าด้วยความจน' เริ่มต้นขึ้น!] [เป้าหมาย: เดินทางไปยังร้านอาหารตามสั่ง 'เจ๊มินต์ยอดนักสู้' ภายในเวลาสามสิบนาที และไปขอความช่วยเหลือจาก 'มินตรา' คู่หมั้นสาวผู้เคยร่วมทุกข์ร่วมสุข แต่ปัจจุบันกลาย1ในเจ้าหนี้รายใหญ่ที่ท่านเคยกุมจุดอ่อนไว้] [บทลงโทษหากล้มเหลว: ระบบจะทำการสุ่มเปิดเพลงธรณ์กัมปนาทเสียงดังลั่นหูท่านไปตลอดสามวันสามคืน และห้ามใส่กางเกงในออกจากบ้าน!] รวิศถึงกับสำลักน้ำลายตัวเอง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนเส้นเลือดในตาแทบปูด "เฮ้ย! ไอ้ข้อหลังนี่มันเกินไปหน่อยไหมวะ! แล้วทำไมฉันต้องไปหามินตราด้วยเล่า ยัยนั่นเพิ่งจะขู่เอาทัพพีเหล็กฟาดหัวฉันเมื่อเดือนก่อนตอนที่ฉันแอบเอาเงินบริษัทไปซื้อรถสปอร์ตคันใหม่นะเว้ย!" [ติ๊ง! เวลาเดินถอยหลังแล้วครับท่านประธานผู้หมดสภาพ เหลือเวลาอีก 29 นาที 45วินาที... 44วินาที...] เสียงนาฬิกาดิจิตอลนับถอยหลังดังติ๊กๆ อยู่ในหัวราวกับนาฬิกาปลุกมรณะ รวิศผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สูทแบรนด์เนมราคาหลักแสนที่เคยดูสง่างาม ตอนนี้กลับกลายเป็นชุดของคนตกงานที่กำลังจะเดินไปขอทานข้างถนน เจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์สินหันมามองเขาด้วยสายตาสสมเพชเวทนา "คุณรวิศครับ เชิญออกจากพื้นที่ได้แล้วครับ ทางเราต้องทำการเปลี่ยนกุญแจบ้านแล้ว" รวิศแค่นยิ้มมุมปากอย่างมาดมั่น แม้ในใจจะอยากร้องไห้เป็นสายเลือดก็ตาม เขาคว้าแว่นกันแดดราคาแพงขึ้นมาสวมปิดบังใบหน้าอันหล่อเหลาที่ตอนนี้เริ่มมีเหงื่อกาฬซึม "ไม่ต้องไล่ ผมเดินเองได้... แต่บอกไว้ก่อนนะว่า อีกไม่นานพวกคุณทุกคนจะต้องคลานเข่ามากราบผมที่หน้าประตูบ้านหลังนี้แน่!" รวิศก้าวเท้าเดินออกจากคฤหาสน์หรูด้วยมาดของซูเปอร์สตาร์ผู้ตกอับ ท่ามกลางเสียงถอนหายใจและเสียงหัวเราะเยาะของเหล่าเจ้าหนี้เบื้องหลัง ทว่าทันทีที่เขาพ้นประตูรั้วบ้านมา เสียงเตือนจากระบบก็ดังขึ้นซ้ำเติมในหัวอีกระลอก [ติ๊ง! ตรวจพบความพยายามทำเท่ แต่วิธีการเดินยังเหมือนเป็ดป่วย คะแนนความน่าเกรงขามติดลบสิบล้านแต้ม!] รวิศเกือบจะสะดุดขาตัวเองล้มหน้าคว่ำตรงฟุตบาท เขากัดฟันกรอด กำหมัดแน่นด้วยความแค้นเคืองโชคชะตา "ให้มันได้อย่างนี้สิฟะ... มินตราจ๋า รวิศคนหล่อคนนี้กำลังจะไปหาเธอพร้อมกับความหายนะแล้วนะเว้ย!" รถเมล์สายแปดวิ่งผ่านหน้าเขาไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับควันดำโขมง รวิศสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพุ่งตัววิ่งไล่กวดรถเมล์ด้วยสภาพที่น่าอนาถที่สุดในรอบสามสิบปีของชีวิต โดยหารู้ไม่ว่า การก้าวขาเข้าร้านตามสั่งของมินตราในครั้งนี้ จะนำพาเขาไปพบกับความลับสุดสะพรึงและเสียงหัวเราะจนกรามค้างที่เขาไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางสู่ความฮาและร่วมลุ้นไปกับชะตากรรมสุดพังพินาศของรวิศในตอนแรกนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศรษฐีตกอับกับระบบช็อตฟีลขยี้ใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%