"ความตายมิใช่จุดสิ้นสุดของความแค้น... แต่เป็นเพียงการเริ่มต้นของขุมนรกที่เจ้าไม่มีวันปีนป่ายขึ้นมาได้ต่างหาก, ฉินอวี่!"
เสียงคำรามแหบพร่าดุจเสียงกรีดร้องของภูตผีใต้พิภพดังสะท้านก้องไปทั่วหุบเขาลึก โลหิตสีดำสนิทหยดลงจากปลายนิ้วที่บิดเบี้ยวผิดรูป กลิ่นอายความตายแผ่ขยายปกคลุมผืนป่าจนใบไม้รอบด้านเหี่ยวเฉาและกลายเป็นสีเทาในพริบตา ปราณมารที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าบดบังดวงจันทร์จนมืดมิด กลายเป็นรัตติกาลอันไร้ซึ่งแสงสว่างแห่งความหวัง
ฉินอวี่ ไม่ได้ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว ร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีครามสะบัดสะท้อนตามแรงลมปราณ ดวงตาคมกริบราวกับคมกระบี่จ้องมองร่างที่ยืนอยู่เบื้องหน้าอย่างเยือกเย็นและทะนงตน ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ในตันเถียนหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ส่งเสียงคำรามก้องกังวานในห้วงสำนึกดุจเสียงมังกรคำราม
เบื้องหน้าของเขาหาใช่คนแปลกหน้า... หากแต่คือ "ไป่หลาง" ศิษย์พี่ร่วมสำนักผู้เคยสาบสูญไปในค่ายกลอัสนีโลกันต์เมื่อสามปีก่อน บุรุษผู้เคยร่วมดื่มสุราสาบานว่าจะปกป้องวิถีแห่งธรรมะด้วยกัน แต่บัดนี้ ร่างกายของเขากลับถูกยึดครองด้วยวิญญาณอาฆาตแห่งหุบเขากลืนวิญญาณ ดวงตาทั้งคู่กลายเป็นสีแดงโลหิต และมีอักขระมารโบราณสลักลึกลงบนผิวหนังจนน่าสะพรึงกลัว
"ไป่หลาง... เจ้าปล่อยให้ความโลภในพลังครอบงำจนยอมขายวิญญาณให้แก่สำนักมารโลหิต ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?" ฉินอวี่เอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบสนทนาราับเรียบแต่กลับทรงพลังกดดันจนอากาศรอบตัวสั่นไหว
"ฮ่าๆๆๆ! คุณธรรมและความยุติธรรมงั้นหรือ? ฉินอวี่ เจ้ามันก็แค่คนตาบอดที่ยังยึดติดกับกฎเกณฑ์ไร้สาระของพวกสำนักเซียนจอมปลอม!" ไป่หลางในร่างปีศาจหัวเราะลั่น เสียงนั้นบาดลึกถึงโสตประสาท "ข้าตายไปแล้ว! ข้าถูกความโดดเดี่ยวและความเจ็บปวดทรมานในห้วงเหวแห่งนั้นกัดกินวิญญาณ! หากไม่ใช่เพราะท่านประมุขมารมอบพลังนี้ให้ข้า ข้าจะมีโอกาสได้กลับมาเหยียบย่าง ณ ที่แห่งนี้เพื่อชำระหนี้เลือดกับเจ้าได้อย่างไร!"
สิ้นเสียงคำราม ร่างของไป่หลางก็หายวับไปจากจุดเดิมด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสายลม ปราณมารสีดำทมิฬพุ่งทะยานเข้าหาฉินอวี่ดุจพายุหมุนทมิฬ กรงเล็บที่แหลมคมราวกับเหล็กกล้าเงื้อง่าหมายปลิดชีพ ทว่าฉินอวี่เพียงแค่ปรายตามอง การเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายรวดเร็วก็จริง แต่ในสายตาของยอดฝูงชนผู้บรรลุวิถีกระบี่ขั้นสูง ทุกย่างก้าวล้วนเต็มไปด้วยช่องโหว่
*เคร้ง!*
เสียงโลหิตกระทบเหล็กดังสนั่นหวั่นไหว แม้ฉินอวี่จะไม่ได้ชักกระบี่ออกจากฝัก ทว่าฝักกระบี่ไม้สลักลายมังกรในมือขวาของเขากลับต้านทานกรงเล็บมารที่ทรงพลังได้อย่างสมบูรณ์ แรงปะทะแผ่ขยายเป็นวงกว้างจนพื้นดินรอบกายยุบตัวลงเป็นหลุมลึกหลายฉื่อ เศษหินและฝุ่นผงปลิวว่อนกลางอากาศ
มู่หรงเซียน ที่ยืนสังเกตการณ์อยู่บนยอดกิ่งสนโบราณไม่ไกลนัก ใบหน้างามล้ำเลิศดุจหยกสลักปรากฏแววตึงเครียดขึ้นเล็กน้อย นางไม่ได้ยื่นมือเข้าช่วยทันที เพราะนางรู้ดีว่านี่คือการต่อสู้ทางจิตวิญญาณที่ฉินอวี่ต้องก้าวผ่านด้วยตนเอง นิ้วเรียวยาวดุจลำเทียนของนางกุมกระบี่เซียนดาราพรายไว้แน่น ปราณเซียนบริสุทธิ์สีครามจางๆ แผ่ออกมาจากร่างเพื่อเตรียมรับมือหากมีตลบหลังจากเงามืดรอบด้าน
"ฉินอวี่ ระวัง! ปราณมารของมันกำลังกัดเซาะจิตสำนึกของเจ้า อย่าปล่อยให้มันดึงเจ้าเข้าสู่ห้วงแห่งความแค้น!" เสียงหวานใสกังวานดุจระฆังเงินดังขึ้นในห้วงกระแสจิต เตือนสติชายหนุ่มผู้เป็นดั่งดวงใจ
ฉินอวี่พยักหน้ารับเล็กน้อยในใจ ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลผ่านเข้ามาในอกท่ามกลางบรรยากาศอันหนתเหน็บของความตาย เขารู้ดีว่ามู่หรงเซียนคอยระแวดระวังหลังให้เขาเสมอ ความไว้วางใจนี้คือเกราะคุ้ม The ที่แข็งแกร่งที่สุด
"ไป่หลาง... วิถีกระบี่ของข้า มิได้มีไว้เพื่อฆ่าฟันอย่างไร้เหตุผล แต่มีไว้เพื่อตัด1 ขาดความหลงใหลและกิเลสทั้งปวง... หากเจ้าเลือกเดินบนเส้นทางสายมาร วันนี้ข้าในฐานะสหายเก่า จะเป็นผู้ส่งวิญญาณของเจ้าให้ไปสู่สุคติเอง!"
ฉินอวี่ประกาศกร้าว รัศมีกระบี่รอบกายระเบิดออกอย่างฉับพลัน พลังปราณสีขาวบริสุทธิ์พุ่งทะยานเสียดฟ้า ตัดผ่านความมืดมิดของปราณมารจนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่ขยายออกไปจนภูทั้งลูกสั่นสะเทือน
ไป่หลางชะงักไปชั่วขณะ ใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นฉายแววหวาดกลัวขึ้นมาวูบหนึ่งเมื่อเผชิญหน้ากับรัศมีกระบี่อันไร้เทียมทานนี้ ทว่าความอาฆาตพยาบาทก็เข้าครอบงำมันอีกครั้ง มันอ้าปากพ่นลูกไฟโลหิตนับพันดวงเข้าใส่ฉินอวี่ราวกับห่าฝน
"ตายซะเถอะ! กระบี่มารกลืนโลหิต!"
ฉินอวี่ไม่หลบเลี่ยง นิ้วมือขวาดีดเบื้องหน้า ด้ามกระบี่ในฝักเลื่อนหลุดออกมาเพียงหนึ่งนิ้ว... ประกายแสงสีครามเจิดจ้าบาดตาพุ่งวาบตัดผ่านความมืดมิด เสียงกระบี่กรีดร้องก้องกังวานดุจพญาอินทรีโผบิน กลืนกินลูกไฟโลหิตทั้งหมดให้สลายกลายเป็น1 0ุย์ผงในพริบตาเดียว!
วิถีกระบี่เดียวดาย... ไม่จำเป็นต้องมีกระบวนท่ามากมาย ขอเพียงมีใจที่มั่นคงและกระบี่ในมือ ก็เพียงพอที่จะสั่นคลอนฟ้าดิน!
ร่างของไป่หลางถูกพลังปราณกระบี่กระแทกจนกระเด็นถอยหลังไปไกลนับร้อยวจี กระอักโลหิตสีดำออกมาคำโต ดวงตาสดใสที่เคยเลือนรางไปกลับมามีความตื่นตระหนกและสำนึกผิดชั่วขณะ มันมองหน้าฉินอวี่ด้วยริมฝีปากที่สั่นเทา
"ฉิน... ฉินอวี่... ข้า..."
"เจ้าแพ้แล้ว ไป่หลาง" ฉินอวี่ก้าวเดินเข้าไปช้าๆ เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคง ทุกก้าวที่เหยียบลงไปเต็มไปด้วยสัจธรรมแห่งวิถีกระบี่
ทว่า ในวินาทีที่ฉินอวี่กำลังจะยื่นมือออกไปเพื่อชำระล้างจิตวิญญาณให้สหายเก่า ร่างของไป่หลางกลับหยุดชะงัก ดวงตาที่เคยเป็นสีแดงโลหิตกลับกลายเป็นสีดำสนิทสนิท ไร้ซึ่งแววตาของมนุษย์ เสียงหัวเราะเยือกเย็นที่มิใช่ของไป่หลางดังสะท้อนออกมาจากลำคอของมัน
"ฮ่าๆๆๆ... คิดว่ากำจัดหมากตัวนี้ได้แล้ว เจ้าก็ชนะงั้นรึ? ช่างโง่เขลาเสียจริง..."
รอยยิ้มอันน่าสะพรึงกลัวปรากฏบนใบหน้าของไป่หลาง ก่อนที่ร่างทั้งร่างของมันจะระเบิดออกเป็นกลุ่มควันสีดำทมิฬ!
*ตูม!*
เศษควันสีดำเหล่านั้นไม่ได้สลายไป... หากแต่รวมตัวกันกลางอากาศ กลายเป็นเงาดำมหึมาของชายชราในชุดคลุมโบราณผู้หนึ่ง ดวงตาสีเพลิงคู่ใหญ่จ้องมองลงมาจากเบื้องบน รัศมีพลังกดดันระดับ "ขอบเขตราชันย์เทพ" กดทับลงมาจนฉินอวี่และมู่หรงเซียนแทบกระอักเลือด
และสิ่งที่ทำให้หัวใจของฉินอวี่หล่นวูบไปถึงตาตุ่ม... คือใบหน้าของเงาดำมหึมานั้น กลับเป็นใบหน้าของ "ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักกระบี่นภา" ผู้ที่ควรจะเก็บตัวบำเพ็ญเพียรอยู่ในแดนลับแลมานานนับร้อยปี!
"ศิษย์หลานฉินอวี่... เจ้าช่างเก่งกาจสมคำร่ำลือ... แต่อย่าลืมสิว่า ศัตรูที่แท้จริงของเจ้า ไม่เคยอยู่ไกลจากตัวเจ้าเลยแม้แต่น้อย..."
เสียงหัวเราะเย้ยหยันก้องกังวานเสียดแทงโสตประสาท ก่อนที่เงาดำนั้นจะพุ่งหายเข้าไปในความมืดมิด ทิ้งให้ฉินอวี่ยืนนิ่งค้างอยู่กับความจริงอันโหดร้ายที่เพิ่งถูกเปิดเผย!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปกับตัวอักษรเหล่านี้ด้วยกันเสมอนะครับ
กระบี่เดียวดายร่ายวิถีเซียนท้าทายสวรรค์•ตอนที่ 14
ตามล่าวิญญาณอาฆาต
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดายร่ายวิถีเซียนท้าทายสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!