รอยอาคมซ่อนเงาตาคุณชาย•ตอนที่ 17

ความสัมพันธ์ที่เริ่มคลุมเครือ

ผลงานโดย ขวัญเนตรทายใจ
กลิ่นอายของกำยานจันทน์หอมผสมกับสนิมเหล็กจางๆ ลอยอวลอยู่ในห้องใต้ดินคับแคบ แสงเทียนสีส้มสั่นไหววูบวาบตามแรงลมที่ลอดผ่านรอยแตกของอิฐโบราณ ทอดเงายาวน่ากลัวของชั้นหนังสือเก่าคร่ำคร่าให้ทาบทับลงบนผนัง ศิลายืนนิ่งค้าง สองมือยังคงถือแผ่นยันต์โบราณที่สลักด้วยอักขระขอมโบราณชุ่มเลือดไว้แน่น เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายซึมตามไรผมและกรอบหน้าคมคาย หัวใจของเขาเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุกระดูกซี่โครง ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัวต่ออาคมอาถรรพ์ที่เพิ่งคลี่คลายลงเมื่อครู่ แต่เป็นเพราะระยะห่างระหว่างเขากับร่างสูงโปร่งของอาจารย์เพทายที่ยืนประชิดอยู่เบื้องหลังในเวลานี้... มันใกล้ชิดจนเกินกว่าจะรักษาความสำรวมใดๆ ไว้ได้ "ตั้งสติหน่อย ศิลา... อาคมย้อนรอยยังไม่สมบูรณ์ ถ้าจิตแกว่งตอนนี้ ยันต์นี้จะย้อนเข้าตัว" น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบเป็นเอกลักษณ์ดังอยู่ชิดข้างใบหู ลมหายใจอุ่นๆ ที่เจือกลิ่นอายสมุนไพรจีนจางๆ ปะทะเข้ากับต้นคอของศิลาอย่างจัง ส่งผลให้ขนลุกซู่ไปทั้งร่างอย่างห้ามไม่อยู่ ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สายตาคมกริบที่ปกติมักจะฉลาดรอบคอบและจับผิดทุกพิรุธ กลับพร่าเลือนลงชั่วขณะเมื่อแผ่นหลังของเขาแนบชิดเข้ากับอกแกร่งของอีกฝ่ายโดยไม่ตั้งใจ เนื่องจากพื้นที่ในซอกมุมนี้แคบเกินกว่าจะขยับตัวได้ ศิลาขยับตัวเล็กน้อยเพื่อจะถอยห่าง แต่ปลายนิ้วเรียวยาวและเย็นเฉียบราวกับหยกอุ่นของอาจารย์เพทายกลับเอื้อมมาทาบทับลงบนหลังมือของเขาที่กำลังสั่นเทา บังคับให้มือทั้งสองข้างมั่นคงลงบนแผ่นยันต์อีกครั้ง สัมผัสที่แนบแน่นนั้นส่งกระแสความร้อนวูบวาบแล่นพล่านไปตามปลายประสาทจนศิลากลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว "อาจารย์... ผมไหวครับ... เอ๊ย... ไหวค่ะ" ศิลาเผลอหลุดปากเกือบใช้สรรพนามชายออกไปตามความเคยชิน ทว่าความตื่นตระหนกทำให้ต้องรีบแก้คำพูดแทบไม่ทัน อาจารย์เพทายชะงักไปนิด ดวงตาคมกราบใต้กรอบแว่นสายตาเปล่งประกายระยิบระยับในความสลัว มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างรู้ทัน แม้ในยามวิกฤตที่เบื้องหน้าของพวกเขายังมีเงื่อนปริศนาจากคดีฆาตกรรมไสยเวทเมื่อสิบปีก่อนรอการสะสาง แต่บรรยากาศรอบตัวกลับถูกลดทอนความตึงเครียดลงด้วยความใกล้ชิดที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงนี้ "หึ... ปากแข็งเก่งเสียจริงนะ แม่ศิลา" อาจารย์เพทายกระซิบแผ่วเบa น้ำเสียงเจือแววเย้าแหย่ที่หา "ยาก" ยิ่งนักที่จะได้ยินจากปากของอาจารย์ผู้เคร่งขรึมคนนี้ "ถ้าสมาธิกระเจิงเพราะเรื่องแค่นี้ เกรงว่าความจริงเบื้องหลังตระกูลของคุณที่พยายามตามหามาตลอดชีวิต คงต้องพับเก็บไว้ก่อนกระมัง" คำพูดนั้นราวกับค้อนทุบลงกลางใจ ศิลากะพริบตาถี่ๆ เพื่อเรียกสมาธิกลับคืนมา ความดื้อรั้นและปมในใจเรื่องครอบครัวที่หายสาบสูญทำให้เขาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งหลักอีกครั้ง ดวงตากลมโตฉายแววดื้อรั้นขึ้นมาวับหนึ่ง เขาไม่ใช่เด็กน้อยที่จะปล่อยให้ความหวั่นไหวทางอารมณ์มาทำลายเป้าหมายสำคัญได้ "ผม... ฉันไม่เคยคิดจะยอมแพ้อยู่แล้วค่ะอาจารย์" ศิลาตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แม้ใบหน้าจะยังคงแดงก่ำด้วยความเขินอายที่ซ่อนไม่มิด "เพียงแต่... อาจารย์ช่วยถอยออกไปห่างอีกนิดจะได้ไหมคะ บรรยากาศมันชวนให้อึดอัดชอบกล" "อึดอัด หรือว่า... ใจสั่นกันแน่ล่ะ" อาจารย์เพทายโน้มใบหน้าลงมาใกล้ขึ้นอีกนิด จนศิลาต้องเอนตัวหนีจนแผ่นหลังแนบชิดผนังปูนเย็นเฉียบ "จำไว้ว่าในโลกของไสยเวทและอาคมมืด ความไว้วางใจและความใกล้ชิดคือเกราะป้องกันเดียวที่เรามี... หรือคุณคิดว่าควรจะยืนห่างกัน แล้วปล่อยให้พลังงานสะท้อนกลับมาฉีกร่างเราเป็นชิ้นๆ ดีล่ะ" เป็นเหตุผลที่หักล้างไม่ได้เลยสักนิด ศิลาเม้มริมฝีปากแน่นอย่างขัดใจ รู้สึกได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจของอีกฝ่ายที่สะท้อนผ่านแผ่นอกที่แนบชิดกันอยู่ มันไม่ใช่จังหวะของคน3ที่ตื่นกลัว แต่เป็นจังหวะที่มั่นคงและหนักแน่นราวกับคอยประคับประคองให้อีกฝ่ายก้าวผ่านพายุร้ายไปด้วยกัน ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังระอุไปด้วยแรงดึงดูดประหลาดนั้นเอง เสียงหอนยาวโหยหวนของสุนัขจรจัดจากตรอกด้านนอกก็ดังแทรกขึ้นมา ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ที่กำลังวิ่งตรงเข้ามายังห้องใต้ดินแห่งนี้อย่างเร่งรีบ! "พวกมันตามมาเร็วเกินคาด..." อาจารย์เพทายหุบยิ้มทันที แววตาเปลี่ยนเป็นคมกราบและเย็นชาดังเดิม ร่างสูงขยับตัวบังศิลาไว้ด้านหลังด้วยสัญชาตญาณการปกป้อง พร้อมกับมืออีกข้างที่สะบัดออกเบาๆ เรียกกริชโบราณอาคมกล้าให้ปรากฏขึ้นในอุ้งมือด้วยไอสีดำจางๆ "อาจารย์คะ ระวัง! แรงกดดันนี่มัน..." ศิลาเบิกตากว้างเมื่อสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานชั่วร้ายที่แผ่พุ่งทะลุกำแพิงปูนเข้ามา มันไม่ใช่พลังของมนุษย์ทั่วไป แต่มันคือไออาคมระดับสูงที่ถูกควบคุมโดยผู้มีวิชาแก่กล้า กริ๊ง... เสียงกระดิ่งโบราณดังขึ้นสะท้อนก้องกังวานในความมืด ตามมาด้วยเงาดำมหึมาที่พุ่งทะลุกำแพิงอิฐเข้ามาอย่างไม่เกรงกลัวกฎเกณฑ์ใดๆ ร่างนั้นมีรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่บิดเบี้ยวผิดสัดส่วน ดวงตาสองคู่สีแดงก่ำเปล่งประกายวาววโรจน์ในความมืด พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าที่บาดลึกถึงโสตประสาท "เจอตัวจนได้นะ... ทายายคนสุดท้ายของตั้วฉั่ง..." เสียงแหบแห้งนั้นเอ่ยขึ้นพร้อมกับเงาดำที่พุ่งเข้าใส่ทั้งสองคนด้วยความเร็วแสง! อาจารย์เพทายไม่รอช้า พุ่งทะยานออกไปปะทะกับเงาดำนั้นทันที ประกายไฟจากการปะทะกันของอาคมสว่างวาบไปทั่วห้องใต้ดินคับแคบ แรงระเบิดจากพลังไสยเวททำให้ชั้นหนังสือล้มระเนระนาด ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่ว ศิลากำแผ่นยันต์ในมือแน่น ดวงตาจ้องมองสถานการณ์เบื้องหน้าด้วยความรอบคอบและวิเคราะห์จุดอ่อนของศัตรูอย่างรวดเร็ว ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่อาจารย์เพทายกำลังเพลี่ยงพล้ำให้กับเงาดำปริศนาที่แยก2ร่างออกเป็นคู่ขนาน ศิลากลับสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้รอยสักรูปอักขระบนข้อมือของเงาดำตนนั้น... มันคือตราสัญลักษณ์โบราณแบบเดียวกับที่ปรากฏในสมุดบันทึกของมารดาผู้ล่วงลับ! สมุดบันทึกที่หายไปพร้อมกับการหายตัวไปของครอบครัวเมื่อสิบปีก่อน! หัวใจของศิลาหยุดเต้นไปวูบหนึ่ง ความจริงที่พยายามตามหามาตลอดกำลังจะถูกเปิดเผยตรงหน้า แต่มันมาพร้อมกับเสียงแจ้งเตือนแปลกประหลาดที่ดังขึ้นในหัวของเขาโดยไม่มีที่มา... *[แจ้งเตือนระบบภารกิจพิเศษระดับ SSS: ค้นพบร่องรอยของ "ผู้บงการเงาโลหิต" — เงื่อนไขการปลดล็อกความทรงจำที่ถูกผนึกไว้ทำงานสมบูรณ์ 100%]* *[คำเตือน: หากท่านเลือกที่จะเปิดเผยความลับนี้ในอีก 10 วินาทีข้างหน้า ชีวิตของสหายร่วมรบเบื้องหน้าจะตกอยู่ในภาวะวิกฤตสูงสุดถึงขั้นสูญเสียพลังปราณทั้งหมด... ท่านจะเลือก "ช่วยชีวิต" หรือ "ไขความจริง"?]* ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาลุ้นระทึกในบทนี้ และเตรียมตัวพบกับความจริงที่กำลังจะสั่นคลอนทุกความเชื่อในตอนถัดไปนะคะ!
สารจากนักเขียน (ขวัญเนตรทายใจ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยอาคมซ่อนเงาตาคุณชาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%