"ถ้าคุณคิดว่างานดีไซน์โครงสร้างคือการเอาขยะทางความคิดมาแปะรวมกันอย่างไร้ทิศทาง ผมแนะนำให้ไปเปิดร้านขายลูกชิ้นปิ้งหน้าสำนักงานดีกว่าครับ จะได้ไม่ต้องมานั่งทรมานสังขารทำลายความน่าเชื่อถือของบริษัทผมอยู่แบบนี้"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือไปด้วยความเยียบเย็นและคมกริบราวกับใบมีดโกนบาดผ่านความเงียบงันในห้องประชุมใหญ่ จนทำให้บรรยากาศรอบตัวอุณหติลดฮวบลงอย่างฉับพลัน รวิศยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะกระจกนิรสายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาราคาแพงกวาดมองแผ่นกระดาษแพลนสถาปัตยกรรมที่เกลื่อนกลาดอยู่บนโต๊ะด้วยความดูแคลนอย่างไม่คิดจะปิดบัง
น้ำใสสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด เพื่อสะกดกลั้นอารมณ์กรุ่นโกรธที่กำลังตีรวนขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ ดวงตากลมโตคู่สวยจ้องมองสถาปนิกหนุ่มผู้เย่อหยิ่งตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว เธอไม่ใช่เด็กฝึกงานไร้ประสบการณ์ที่จะต้องมายืนก้มหน้ารับคำดูถูกเหยียดหยามจากผู้ชายปากจัดคนนี้
"ขยะทางความคิดเหรอคะคุณรวิศ" น้ำใสทวนคำด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกพยางค์กลับชัดเจนและทรงพลังพอที่จะทำให้คนฟังต้องหรี่ตามอง "ถ้างานอินทีเรียร์ที่ฉีกกรอบเดิมๆ เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่จำกัดมันดูไร้สาระในสายตาคุณ งั้นกรุณาช่วยถอดแว่นแล้วกวาดตามองดูโลกความเป็นจริงหน่อยเถอะค่ะว่า ลูกค้าเขาไม่ได้อยากได้ตึกปูนเปลือยทึบๆ ที่มีดีแค่ความสมบูรณ์แบบตามตำราโบราณของพวกคุณหรอกนะ"
รวิศแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก เขาขยับตัวเดินเข้ามาใกล้หญิงสาวทีละก้าวอย่างคุกคาม กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสานกับกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยมาแตะจมูก ยิ่งทำให้รัศมีกดดันรอบตัวเขารุนแรงขึ้นไปอีก
"ปากดี... แต่ฝีมือสวนทางกับความมั่นใจลิบลับ" รวิศโน้มใบหน้าลงมาหาเล็กน้อย ดวงตาคมปลาบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ "คุณใช้เวลาสามวันเต็มในการคลอดไอเดียที่เต็มไปด้วยช่องโหว่ทางวิศวกรรมชิ้นนี้ออกมาเนี่ยนะ? น้ำใส... คุณกำลังเล่นขายของอยู่หรือไง ถึงคิดว่าโครงสร้างรับน้ำหนักมันเป็นเรื่องล้อเล่นที่เอาความติสต์แตกมาอ้างได้ตามใจชอบ"
"มันไม่ใช่ความติสต์แตก!" น้ำใสโพล่งขึ้นมาทันควัน เธอไม่ยอมถอยหลังหนีแม้แต่ก้าวเดียว เงยหน้าสบตาเขากลับอย่างไม่ลดละ "โครงสร้างตรงนั้นถูกคำนวณมาแล้วว่าช่วยเซฟงบประมาณให้ลูกค้าได้อีกสิบเปอร์เซ็นต์ แถมยังเพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้มากกว่าดีไซน์แข็งกระด้างของคุณด้วยซ้ำ! แต่คุณ... คุณไม่เคยแม้แต่จะเปิดใจรับฟังไอเดียคนอื่น เพราะมัวแต่หลงใหลได้ปลื้มกับความสมบูรณ์แบบปลอมๆ ในโลกแคบๆ ของตัวเองต่างหาก!"
ห้องประชุมทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัดชนิดที่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงเครื่องปรับอากาศทำงาน ทีมงานคนอื่นๆ ต่างพากันก้มหน้าหลบสายตา ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงเมื่อเห็นมวยคู่เอกเปิดศึกปะทะคารมกันอย่างดุเดือดตั้งแต่เช้าตรู่
รวิศนิ่งงันไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะคำพูดตอกกลับที่เจ็บแสบของหญิงสาว แต่เป็นเพราะประกายไฟแห่งความท้าทายในดวงคู่นั้นต่างหากที่มันกำลังสร้างความปั่นป่วนบางอย่างขึ้นในอกของเขา ผู้หญิงคนนี้ดื้อรั้น หัวแข็ง และไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครเลยสักครั้ง... ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามาเหยียบในบริษัทนี้
ชายหนุ่มขบกรามแน่น ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยไร้ความรู้สึกดังเดิม ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำเอาเลือดในกายของน้ำใสเดือดพล่านขึ้นมาอีกรอบ
"ถ้าคิดว่างานชิ้นนี้มันดีเลิศเลอขนาดนั้น ก็เชิญเอาไปแก้ให้มันถูกต้องตามหลักการวิศวกรรมภายในวันนี้ซะ ถ้าทำไม่ได้... ก็เตรียมเก็บกระเป๋าออกจากโปรเจกต์นี้ได้เลย เพราะผมไม่มีทางเอาชื่อเสียงบริษัทมาเสี่ยงกับคนไม่มีมืออาชีพอย่างคุณเด็ดขาด"
พูดจบ รวิศก็สะบัดตัวหันหลังเตรียมก้าวเดินออกไปจากห้องประชุมทันที ทิ้งให้น้ำใสยืนกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความคับแค้นใจพวยพุ่งขึ้นมาจนเธอทนไม่ไหว
"คุณมันก็แค่คนขี้ขลาด!"
เสียงตะโกนไล่หลังของน้ำใสมันทำให้ฝีเท้าของรวิศหยุดชะงักลงทันที ชายหนุ่มค่อยๆ หันกลับมามองเธอด้วยแววตาดุดันที่เริ่มฉายแววอันตราย
"คุณว่าอะไรนะ?" รวิศเค้นเสียงถาม
น้ำใสสูดหายใจเข้าลึก เดินเข้าประชิดตัวเขาด้วยความโกรธที่พุ่งถึงขีดสุด ดวงตาคู่สวยรื้นไปด้วยหยาดน้ำใสจากความอัดอั้น แต่เธอกะพริบตาไล่ความอ่อนแอนั้นออกไปอย่างรวดเร็ว
"ฉันบอกว่าคุณมันขี้ขลาดไงคะ!" น้ำใสย้ำชัดทุกถ้อยคำ "คุณกลัว... กลัวว่าไอเดียของคนอื่นมันจะดีกว่างานของคุณ กลัวว่าความสมบูรณ์แบบที่คุณสร้างภาพขึ้นมามันจะพังทลายลง ถ้าคุณเก่งนัก ทำไมไม่ลองมาทำโปรเจกต์นี้ด้วยกันตั้งแต่ต้นล่ะคะ หรือว่ากลัว... กลัวว่าจะแพ้ผู้หญิงที่คุณดูถูกนักดูถูกหนาอย่างฉัน!"
ระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงเหลือเพียงแค่คืบเดียว ไออุ่นจากร่างกายของทั้งสองสะท้อนความตึงเครียดออกมาอย่างเด่นชัด รวิศก้มมองหญิงสาวที่เชิดหน้าท้าทายเขาอยู่ตรงหน้า ดวงตาคมกริบกวาดมองริมฝีปากที่กำลังขยับเถียงเขาฉอดๆ ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาสบตากับเธอ
ความเงียบงันเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันเต็มไปด้วยกระแสไฟฟ้าที่วิ่งพล่านอยู่กลางอากาศ รวิศไม่ได้โกรธอย่างที่ควรจะเป็น หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นรัวผิดจังหวะให้กับความดื้อรั้นและแววตาดุดันที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อย่างประหลาดของคนตรงหน้า
ชายหนุ่มโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนใจสั่น รวิศกระซิบเสียงต่ำลอดไรฟันด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อยแต่ยังคงความหยิ่งยโสเอาไว้ได้ครบถ้วน
"คิดว่าใช้วิธีนี้มายั่วโมโหแล้วผมจะยอมใจอ่อนให้เหรอ... ฝันไปเถอะน้ำใส" รวิศหยุดเว้นจังหวะ สายตาดุดันแปรเปลี่ยนเป็นความลึกล้ำยากจะหยั่งถึง "แต่อยากลองดูนักใช่ไหม... ได้! พรุ่งนี้เช้า เราสองคนจะมานั่งรื้อโปรเจกต์นี้ทีละบรรทัดด้วยกัน ถ้าคุณพิสูจน์ไม่ได้ว่าไอเดียของคุณมันเจ๋งจริงอย่างที่ปากว่า..."
รวิศจงใจเว้นคำพูด ปล่อยให้ความใกล้ชิดและบรรยากาศชวนหายใจไม่ทั่วท้องทำหน้าที่ของมัน
"...คุณจะต้องโดนลงโทษ"
น้ำใสชะงัก หัวใจกระตุกวูบเมื่อสบเข้ากับดวงตาพราวระยับที่ซ่อนความคลั่งรักเอาไว้ภายใต้ท่าทีเย่อหยิ่ง ขณะที่รวิศกำลังจะเอ่ยคำพูดท้าทายเพิ่มเติมเพื่อยื้อเวลานี้ออกไปอีกนิด
*ก๊อกๆๆ!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะ ตามด้วยการผลักเปิดเข้ามาอย่างกะทันหันของบุคคลที่สาม ซึ่งทำให้โลกที่กำลังหมุนรอบตัวคนทั้งสองต้องหยุดชะงักลงทันที
"คุณรวิศครับ... แขกคนสำคัญจากบริษัทพาร์ทเนอร์มาถึงแล้วครับ และเขา... ขอพบคุณน้ำใสเป็นการส่วนตัวด้วยครับ"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับตัวละครของเราด้วยกันนะครับ
"เมทริกซ์ซีโร่"
เลิกปากร้ายใส่กันสักทีได้ไหมไอ้ตัวแสบ•ตอนที่ 2
ทฤษฎีความเละเทะ
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เลิกปากร้ายใส่กันสักทีได้ไหมไอ้ตัวแสบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
