เสียงกริ๊กลั่นไกที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องโถงจัดแสดงนิทรรศการ เปรียบเสมือนเสียงคำรามที่กรีดแทะประสาทสัมผัสของทุกคนให้แหลกละเอียดในเสี้ยววินาที ร่างของรินรดาแข็งทื่อ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างสะท้อนภาพปลายกระบอกปืนสีดำสนิทที่จ่ออยู่เหนือขมับของเธอเพียงคืบเดียว กลิ่นอายของความตายคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นสีน้ำมันและหยาดเหงื่อ
"อย่าขยับ... ใครขยับ หัวยัยนี่กระจายแน่" เสียงแหบพร่าของชายปริศนาในชุดสูทสากลดังขึ้น สติของสื่อมวลชนและแขกเหรื่อแตกกระเจิง เสียงกรีดร้องบางเบาถูกกลืนหายไปด้วยความหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าหายใจแรง แม้แต่แฟลชจากกล้องถ่ายรูปก็มอดดับลงเหลือเพียงความตึงเครียดที่แทบจะเชือดเฉือนผิวหนังได้
แต่มิลินไม่ได้หวาดกลัว... เปลวไฟในดวงตาคู่คมของศิลปินสาวไม่ได้สั่นไหวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับลุกโชนขึ้นด้วยโทสะอันรุนแรง
"ลดปืนลงซะ ไอ้โง่" เสียงใสแต่กังวานและเยือกเย็นจนน่ากลัวดังขึ้นจากริมฝีปากของมิลิน เธอไม่ได้ถอยหลัง กลับก้าวเท้าเข้าไปประชิดชายคนนั้นอย่างไม่เกรงกลัว ร่างเพรียวบางเคลื่อนไหวด้วยความเร็วที่ไม่มีใครคาดคิด พู่กันด้ามยาวในมือถูกกำแน่นราวกับมันคือดาบปลายปืน
ชายคนนั้นหันปากกระบอกปืนมาทางมิลินเสี้ยววินาที "แกอยากตายก่อนหรือไง นังศิลปินสติเฟื่อง!"
"สติเฟื่องเหรอ?" มิลินแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มมุมปากเย้ยหยันถูกส่งให้อีกฝ่ายอย่างท้าทาย ดวงตาสีเข้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของมือปืนราวกับจะสะกดจิต "แกคิดว่าเอาปืนมาขู่ในงานแสดงศิลปะของฉัน แล้วภาพวาดของฉันมันจะด้อยค่าลงงั้นเหรอ? แกมันก็แค่ไอ้ขี้แพ้ที่จ้างมาทำลายความจริง เพราะฝีมือของพวกแกมันกากเกินกว่าจะสู้ฉันได้ทางงานศิลปะ!"
"มิลิน! อย่า..." รินรดาอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า หัวใจของภัณฑารักษ์สาวกระหน่ำรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความหวาดกลัวที่เธอไม่เคยแสดงให้ใครเห็นตลอดชีวิต กลับพวยพุ่งขึ้นมาไม่ใช่เพราะความตายที่จ่ออยู่ตรงขขมับของตัวเอง แต่เป็นเพราะความบ้าบิ่นของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าต่างหาก
มิลินหันมาสบตากับรินรดาเพียงเสี้ยววินาที แววตาที่ดุดันและแข็งกร้าวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นล้ำลึกที่ส่งผ่านความเชื่อมั่นอันเต็มเปี่ยม "เชื่อฉันสิคะ ริน... ฉันไม่ยอมให้ใครมาทำลายผลงานของเราเด็ดขาด"
คำว่า 'ของเรา' กรีดลึกลงไปในหัวใจของรินรดา ความอบอุ่นวาบแล่นพล่านสวนทางกับความหนาวเหน็บก่อนหน้านี้ ร่างกายที่เคยชาหนึบกลับคืนสู่ความรู้สึกอีกครั้ง รินรดารู้ดีว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลามาอ่อนแอ เธอกวาดสายตาคมกริบไปยังมุมห้องที่หน่วยรักษาความปลอดภัยของหอศิลป์กำลังซุ่มอยู่
ในจังหวะที่มือปืนกำลังไขว้เขวกับวาจาเชือดเฉือนและท่าทีที่ไม่เกรงกลัวความตายของมิลิน รินรดาก็ใช้สัญชาตญาณความเจ้าระเบียบที่แม่นยำดั่งนาฬิกาจักรกล พุ่งตัวเข้ากระแทกข้อศอกใส่สีข้างของชายคนนั้นอย่างสุดแรง!
"โอ๊ย!" มือปืนร้องลั่นด้วยความจุก ปืนในมือหลุดร่วงลงกระแทกพื้นกระเบื้องเสียงดังสนั่น ทันใดนั้น ร่างของชายแปลกหน้าก็ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่กรูกันเข้ามาจากทุกทิศทุกทางกดตัวลงแนบพื้นอย่างรวดเร็ว ท่าوسطเสียงปรบมือและเสียงถอนหายใจด้วยความโล่งอกของคนทั้งห้องที่ดังระเบ็ง
ความเงียบงันกลับคืนสู่หอศิลป์อีกครั้ง ทว่าบรรยากาศกลับอัดแน่นไปด้วยพลังงานความกดดันที่ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างไร้ขีดจำกัด
รินรดายืนหอบหายใจเบาๆ เม็ดเหงื่อผุดพรายตามกรอบหน้าสวยคม เธอพยายามจัดระเบียบเสื้อผ้าและท่าทีของตัวเองให้กลับมาสง่างามตามวิสัยของภัณฑารักษ์มืออาชีพ ทว่ามือเรียวที่ประสานกันไว้กลับสั่นเทาเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด
มิลินก้าวเข้าไปหารินรดาอย่างไม่ลังเล ดวงตาคู่สวยกวาดสำรวจทั่วร่างของอีกฝ่ายด้วยความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ใต้มาดกวนประสาท "เจ็บตรงไหนไหมคะ คุณภัณฑารักษ์หน้าตาย?"
รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตากับศิลปินสาว เธอกลืนก้อนสะอื้นลงคอ ปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบและเย็นชาตามความคุ้นชิน แต่แววตากลับไหววูบด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้น "คุณมัน... บ้าที่สุด มิลิน ใครใช้ให้คุณเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงแบบนั้น?"
"ก็ฉันทนเห็นใครมาทำร้าย... คนที่ฉันหวงไม่ได้นี่คะ" มิลินกระซิบเสียงเบา ริมฝีปากหยักยกยิ้มเจ้าเล่ห์แม้ในสถานการณ์วิกฤต สายตาคู่นั้นพราวระยับจนรินรดารู้สึกร้อนผ่าวที่พวงแก้ม ทั้งที่พยายามจะตีสีหน้าดุใส่แต่กลับทำไม่ได้เต็มที่
"คุณนี่มัน..." รินรดาถอนหายใจออกมาเบาๆ ยอมแพ้ให้กับความดื้อรั้นของคนตรงหน้าอย่างราบคาบ
เสียงปรบมือเกรียวกราวจากกลุ่มนักวิจารณ์ศิลปะและสื่อมวลชนดังขึ้นขัดจังหวะการปะทะคารมของทั้งคู่ ทุกสายตาที่มองมายังมิลินในตอนนี้ไม่ได้มีเพียงความทึ่ง แต่เต็มไปด้วยการยอมรับและความนับถืออย่างสุดซึ้ง ภาพวาดชุด "รอยแผลแห่งกาลเวลา" ที่ถูกแขวนอยู่เบื้องหลัง เปล่งประกายความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อมันผ่านบทพิสูจน์ด้วยเลือด เนื้อ และจิตวิญญาณของศิลปินผู้สร้างสรรค์
รินรดากวาดสายตามองผลงานศิลปะเหล่านั้น ก่อนจะหันมามองใบหน้าเปื้อนฝุ่นสีและรอยยิ้มมั่นใจของมิลิน หัวใจของเธอพองโตด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ความภูมิใจเอ่อล้นจนขอบตาร้อนผ่าว รินรดารู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เป็นแค่นักศึกษาศิลปะนอกคอกหรือยัยจอมแสบที่ชอบกวนประสาทเธออีกต่อไปแล้ว แต่มิลินคือศิลปินผู้ทรงคุณค่า... ศิลปินผู้เข้ามาเปลี่ยนโลกทั้งใบของเธอไปตลอดกาล
"เก่งมากค่ะ..." รินรดาเอ่ยเสียงแผ่วเบา รอยยิ้มบางเบาที่หาดูได้ยากปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของภัณฑารักษ์สาว เป็นรอยยิ้มที่งดงามที่สุดเท่าที่มิลินเคยเห็นมาในชีวิต "คุณพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้ว... และฉันก็ภูมิใจในตัวคุณมากนะคะ มิลิน"
คำชมจากปากของคนเจ้าระเบียบและเย่อหยิ่งอย่างรินรดา ทำให้มิลินถึงกับนิ่งง่วงไปชั่วขณะ หัวใจของศิลปินสาวเต้นรัวยิ่งกว่าตอนเผชิญหน้ากับปลายกระบอกปืนเสียอีก เธอก้าวเข้าไปใกล้รินรดาอีกก้าว จนระยะห่างระหว่างกันแทบไม่เหลือพื้นที่ให้อากาศแทรกผ่าน
"ถ้าภูมิใจขนาดนั้น..." มิลินกระซิบชิดริมหูของรินรดา เสียงทุ้มต่ำพร่ามัวเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง "คืนนี้ไปฉลองกันแค่สองคนนะคะ... ที่ห้องทำงานส่วนตัวของคุณ"
รินรดายังไม่ทันได้เอ่ยปากปฏิเสธหรือต่อว่าความถือวิสาสะของอีกฝ่าย แสงไฟนีออนในห้องจัดแสดงนิทรรศการทั้งหมดก็ดับวูบลงพร้อมกันอย่างไร้สาเหตุ! ความมืดมิดเข้าปกคลุมพื้นที่ทันที เสียงอึกทึกครึกโครมของฝูงชนที่เริ่มตื่นตระหนกดังขึ้นระงมทั่วห้อง
ท่ามกลางความมืดที่กลืนกินทุกสิ่ง มืออุ่นจัดของใครบางคนก็คว้าหมับเข้าที่ข้อมือเรียวของรินรดา ลากเธอถอยร่นเข้าไปในมุมอับหลังผนังแกลเลอรีที่เงียบสงบ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอ พร้อมกับเสียงกระซิบที่แนบชิดจนหัวใจหล่นวูบ
"อย่าส่งเสียงนะคะ... ดูเหมือนว่าแขกไม่ได้รับเชิญตัวจริง จะเพิ่งก้าวเข้ามาในงานนี้แล้วล่ะค่ะ"
บลัดดี้แมรี่ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งเสียงเชียร์ให้คู่รักสายฟาดคู่นี้มาจนถึงตอนนี้นะคะ
ภัณฑารักษ์หน้าตายกับยัยจอมแสบแห่งหอศิลป์ร้าง•ตอนที่ 24
บทพิสูจน์ศิลปิน (Climax 2)
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์หน้าตายกับยัยจอมแสบแห่งหอศิลป์ร้าง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!