โลหิตสีชาดอุ่นระอุสายหนึ่งสาดกระเซ็นต้องเกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์ กล成为ความตัดกันที่บาดตาและงดงามราวกับภาพวาดพู่กันจีนอันโหดร้าย
ราตรีนี้ หุบเขาอัสดงมิได้เงียบสงบดังเช่นทุกครา ลมพายุเหมันต์พัดโหมกระหน่ำราวกับเสียงกรีดร้องของดวงวิญญาณนับพันที่ยังไม่ไปผุดไปเกิด เกล็ดหิมะคมกริบดั่งใบมีดกรีดแทะผิวเนื้อ แต่สำหรับ “หลิวชิงอวี้” แล้ว ความหนาวเหน็บภายนอกไหนเลยจะเทียบเท่าเพลิงแค้นที่สุมอกนางมาตลอดสามปีเต็ม
"แม่นางหลิว... ไว้ชีวิตข้าด้วย! เรื่องในอดีตตระกูลเฉินมิได้เกี่ยวข้องกับข้า..." เสียงร้องขอชีวิตสั่นเครือดังเล็ดลอดออกมาจากปากของผู้อาวุโสตระกูลเฉิน ร่างท้วมของมันสั่นเทาพับอยู่บนพื้นหิมะหนาทึบ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ยามที่เงาร่างระหงในชุดคลุมสีขาวปักลายเหมันต์ก้าวเข้าไปใกล้ทีละน้อย
หลิวชิงอวี้มิได้กล่าวคำใด นางหยุดยืนเบื้องหน้าร่างที่คุกเข่า เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวตามแรงลมหนาว ใบหน้ารูปไข่ราบเรียบเย็นชาดั่งรูปสลักหยกไร้ความรู้สึก นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นลึกล้ำดั่งเหวลึก สะท้อนเพียงประกายคมปลาบของกระบี่ในมือ—กระบี่เหมันต์สุริยันต์ ศัสตราชั้นเลิศที่อาบไล้ด้วยไอเย็นยะเยือกจนอากาศรอบกายกลายเป็นผลึกน้ำแข็ง
"สามปีก่อน ในคืนที่ตระกูลหลิวของข้าถูกเผาทำลายจนราบคาบ มีผู้ใดเคยเอ่ยคำว่า 'ไว้ชีวิต' แก่เด็กเล็กและคนชราในตระกูลข้าบ้างหรือไม่?"
น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นเยือก และบาดลึกเสียยิ่งกว่าสายลมเหมันต์ เป็นสุ้มเสียงที่ไร้ซึ่งความปรานี ราวกับยมทูตสาวผู้ก้าวออกมาจากขุมนรกน้ำแข็ง
"เจ้า... ปีศาจ! นังสารเลวตระกูลหลิว!" เมื่อรู้ว่าตนเองไม่มีทางรอด ผู้อาวุโสตระกูลเฉินจึงแปรเปลี่ยนความหวาดกลัวเป็นความเคียดแค้น มันแผดเสียงคำราม พลังปราณสีเพลิงถูกรีดเร้นออกมาจากตัน田จนสุดกำลัง หวาดหมายจะระเบิดพลีชีพพร้อมกับนางในคราเดียว!
ทว่า... ช้าเกินไป
หลิวชิงอวี้ไม่แม้แต่จะกะพริบตา ปลายกระบี่ในมือสะบัดออกเบาๆ ราวกับกิ่งหลิวลู่ลมในฤดูใบไม้ผลิ
*ฉับ!*
ประกายแสงสีฟ้าครามสว่างวาบตัดผ่านความมืดมิดของราตรี กาลเวลาคล้ายหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ลมพายุหยุดพัด เสียงคำรามเงียบงัน ร่างของผู้อาวุโสตระกูลเฉินแข็งค้างในท่าทางเดิม ดวงตายังคงเบิกค้างด้วยความแค้น ก่อนที่ลำคอจะปรากฏเส้นสายสีแดงบางๆ และศีรษะหลุดร่วงออกจากบ่า โลหิตสีแดงฉานพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ย้อมเกล็ดหิมะโปรยปรายให้กลายเป็นสีชาดน่าสะพรึงกลัว
วิชากระบี่เหมันต์ขั้นที่เจ็ด—*เหมันต์ไร้เงา โลหิตไร้รอย*
นี่คือการแก้แค้นครั้งแรก... และมันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของหนทางนองเลือดที่นางต้องเดินไป
หลิวชิงอวี้สะบัดกระบี่ไล่หยดเลือดออก หยดน้ำสีแดงร่วงลงสัมผัสพื้นหิมะจนเกิดเสียงฟู่เบาๆ นางเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยกิริยาสง่างดงามไร้ที่ติ ทว่าลมหายใจกลับเริ่มติดขัดเล็กน้อย พิษหยางเพลิงที่ตกค้างจากการฝึกฝนวิชาเมื่อปีก่อนกำลังตีกลับยามที่นางใช้พลังปราณหักโหม ร่างเพรียวเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว เลือดคำโตกระเปรอกออกมาจากมุมปาก ย้อมอาภรณ์สีขาวให้ด่างพร้อย
"ชิงอวี้!"
เสียงทุ้มกังวานด้วยความร้อนรนดังขึ้นแหวกพายุหิมะ ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายพยัคฆ์เหินเวหาพุ่งทะยานเข้ามาประคองร่างของนางไว้ได้อย่างทันท่วงที กลิ่นอายป่าสนและสุราฤทธิ์แรงโชยปะทะนาสิก
เซียวจ้าน... สหายร่วมสำนักผู้มักจะมาปรากฏกายในยามที่นางตกอยู่ในอันตรายเสมอ
ดวงตาคมปลาบของเซียวจ้านเต็มไปด้วยความกังวลยามมองคราบเลือดที่มุมปากของนาง มือหนารีบคว้าข้อมือเรียวเพื่อถ่าย 1 ถ่ายทอดพลังปราณคุ้มกันชีพจรให้ทันที "เจ้าบ้าไปแล้วหรือไร! รู้ทั้งรู้ว่าพิษหยางเพลิงในกายยังไม่ถูกขับออกจนหมดสิ้น เหตุใดจึงฝืนใช้กระบี่เหมันต์ขั้นที่เจ็ดสังหารมารเฒ่าผู้นั้นด้วยตัวคนเดียว!"
หลิวชิงอวี้ดึงมือกลับอย่างนุ่มนวลแต่มั่นคง นางปาดคราบเลือดที่มุมปากออกอย่างไร้ความรู้สึก นัยน์ตาคู่สวยยังคงทอประกายดื้อรั้นและเด็ดเดี่ยว "ความแค้นของตระกูลหลิว หากไม่ให้พวกมันชดใช้ด้วยเลือด จะให้ข้ารอคอยปาฏิหาริย์จากที่ใดอีก?"
เซียวจ้านมองสหายสาวด้วยแววตาซับซ้อน มีทั้งความปวดร้าว ความห่วงใย และความรู้สึกบางอย่างที่เขาต้องเก็บซ่อนไว้ใต้ก้นบึ้งของหัวใจมาเนิ่นนาน "เจ้าดื้อรั้นเช่นนี้เสมอ... แล้วรู้หรือไม่ว่า การที่เจ้าลงมือที่หุบเขาอัสดงคืนนี้ ได้ไปเหยียบย่างเส้นตายของใครเข้าแล้ว"
หลิวชิงอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย "หมายความว่าอย่างไร?"
ยังไม่ทันที่เซียวจ้านจะได้เอ่ยคำใดตอบ บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนเป็นอึดอัดจนหายใจไม่ออก ไอความร้อนระอุแผ่ซ่านเข้ามาในพายุหิมะอย่างรวดเร็ว จนเกล็ดหิมะรอบรัศมีร้อยลี้ระเหยกลายเป็นไอหมอกสีขาวโพลนในพริบตา!
แรงกดดันจากลมปราณระดับมหาเทพกดทับลงมาบนบ่าของทั้งคู่ราวกับขุนเขา
เงาร่างหนึ่งก้าวเดินออกมาจากม่านหิมะหนาทึบอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกย่างก้าวกลับทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน บุรุษในชุดคลุมสีแดงเพลิงราวกับเปลวเพลิงโลกันตร์ ใบหน้าหล่อเหลาดุดันคมคายราวกับเทพสงครามผู้เย้ยหยันฟ้าดิน นัยน์ตาคู่นั้นดั่งห้วงอัคคีที่พร้อมแผดเผาทุกสิ่งให้มอดไหม้ และที่สำคัญ... บนเอวของเขามีป้ายหยกประจำตัวสลักตรา 'พรรคอัคคีผลาญสวรรค์' ห้อยอยู่
มู่หรงเฟิง... ประมุขแห่งพรรคอัคคีผลาญสวรรค์ ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าโหดเหี้ยมและไร้ความปรานีที่สุดในยุทธภพ
"บังani... กล้าดียังไง ถึงได้สังหารคนของเราในอาณาเขตของข้า"
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นอย่างเย็นชา ขณะที่นัยน์ตาคมกริบดั่งพญาอินทรีย์กวาดมองร่างของผู้อาวุโสตระกูลเฉินที่ไร้ศีรษะ ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างระหงของหลิวชิงอวี้—สตรีผู้ซึ่งกล้าหาญหรือโง่เขลาถึงเพียงนี้ที่กล้าชักกระบี่ใส่คนของเขา
หลิวชิงอวี้เงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษผู้ทรงอำนาจตรงหน้าโดยไม่หลบเลี่ยง แม้ลมปราณในกายจะปั่นป่วน แม้ความตายจะอยู่ห่างเพียงเอื้อมมือ แต่นางกลับยกยิ้มเยาะที่มุมปากอย่างท้าทาย
ทว่าในวินาทีที่สายตาของทั้งคู่ประสานกัน มู่หรงเฟิงกลับชะงักไปเล็กน้อย คล้ายมีกระแสไฟฟ้าสายหนึ่งวิ่งพล่านผ่านหัวใจอันด้านชาของประมุขพรรคอัคคีผู้เย่อหยิ่ง ขณะที่หลิวชิงอวี้กลับรู้สึกราวกับถูกเปลวเพลิงแผดเผาจนลมหายใจสะดุด เมื่อพบว่าบุรุษผู้เป็นศัตรูคู่อาฆาตรายนี้... กลับเป็นคนเดียวกับที่เคยช่วยชีวิตนางไว้ในความทรงจำเมื่อหลายปีก่อน
หลิวเยี่ยนซีขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในเส้นทางกระบี่อันเหน็บหนาวนี้นะคะ
กระบี่เยือกน้ำแข็งกับทัณฑ์อัคคีโลหิต•ตอนที่ 1
รอยกระบี่กลางพายุหิมะ
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เยือกน้ำแข็งกับทัณฑ์อัคคีโลหิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!