"ความตายของคนตระกูลฉินสามร้อยชีวิต... มิใช่เพราะความอ่อนแอของพวกเรา แต่เพราะกระบี่ที่พวกมันเชิดชู มันเปื้อนเลือดทรยศมาตั้งแต่บรรพกาล!"
เสียงคำรามแหบพร่าดังก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของฉินมู่เฉิน ราวกับเสียงกู่ร้องมาจากขุมนรกโลกันตร์ที่ถูกกักขังมานานนับพันปี เงาร่างสีดำสนิทที่ปรากฏกายขึ้นพร้อมสายฟ้าฟาดเมื่อครู่ บัดนี้มิได้อยู่เบื้องหน้าเขาอีกแล้ว ทว่ามันทิ้งร่องรอยค่ายกลโลหิตที่กำลังแผดเผาพื้นศิลาเบื้องล่างจนเกิดควันสีม่วงพวยพุ่งส่งกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง
ฉินมู่เฉินยืนนิ่งสงบ ท่ามกลางพายุฝนกระหน่ำที่สาดซัดลงมาจนอาภรณ์สีขาวปักลายเมฆาของเขาเปียกชุ่ม แต่นัยน์ตาคู่คมกริบกลับดุดันราวกับพญาอินทรีที่จ้องมองเหยื่อ ปลายกระบี่ไร้ลักษณ์ในมือขวาไม่ได้สั่นเทราแม้แต่น้อย มันยังคงเปล่งประกายแสงสีเงินยวดยิ่งเย็นเยียบ ตัดกับความมืดมิดของค่ำคืนอย่างไร้ที่ติ
เขามิได้หันกลับไปมองเบื้องหลัง ทว่าเขารู้ดีว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังทอดมองมาด้วยความห่วงใยที่ถูกเก็บงำไว้ภายใต้ท่าทีอันเยือกเย็น
"มู่เฉิน..." สุ้มเสียงไพเราะดั่งหยกกระทบกันดังขึ้นเบาๆ แฝงไว้ด้วยความกังวลที่หาได้ยากยิ่ง ไป๋หลินฮวาปรากฏกายเคียงข้างเขาตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครล่วงรู้ นางเซียนผู้สูงส่งแห่งหอตำราเยือกแข็งก้าวผ่านสายฝนมาอย่างแช่มช้า อาภรณ์สีฟ้าครามพลิ้วไหวตามแรงลม รอบกายของนางแผ่ไอเย็นยะเยือกจนหยดน้ำฝนรอบตัวกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน แต่มือเรียวบางคู่นั้นกลับเอื้อมมาแตะที่แขนเสื้อของเขาเบาๆ เป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าคำพูดนับพันคำ
ฉินมู่เฉินเหลือบสายตามองนางเล็กน้อย ความแข็งกร้าวในแววตาพลันอ่อนลงสามส่วน เขายกมุมปากขึ้นยิ้มเยาะให้กับชะตากรรม ก่อนจะเอמהด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง "หลินฮวา... เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าบอกแล้วว่า หมากกระดานนี้ ข้าจะเป็นผู้เดินเอง แม้แต่เงาดำผู้นั้น ก็เป็นเพียงเบี้ยที่ถูกชักใยเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจเท่านั้น"
"เบี่ยงเบนความสนใจงั้นหรือ?" ไป๋หลินฮวาขมวดคิ้วเรียวงามเข้าหากันเล็กน้อย นัยน์ตาคู่สวยกวาดมองไปรอบซากปรักหักพังของวิหารโบราณแห่งสำนักกระบี่เมฆาคาราวะ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ "ถ้าเช่นนั้น สิ่งที่พวกมันต้องการปกปิดจริงๆ คืออะไร?"
ฉินมู่เฉินไม่ตอบคำถาม เขาเพียงแต่ก้าวเท้าเดินไปเบื้องหน้าอย่างมั่นคง ปลายกระบี่ไร้ลักษณ์ลากผ่านพื้นศิลาเกิดประกายไฟสีฟ้าแล่บแปลบปลาดยามกระทบกับหินแข็ง เป้าหมายของเขาคือแท่นบูชาโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางซากปรักหักพัง แท่นบูชานี้ถูกปกคลุมด้วยม่านพลังอักขระโบราณหนาเตอะ ซึ่งหากเป็นคนทั่วไปคงยากจะฝ่าเข้าไปได้ แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตหลอมรวมวิญญาณยังต้องกระอักเลือดหากคิดจะแตะต้องมันโดยพลการ
ทว่า... สำหรับฉินมู่เฉินผู้รอบรู้เรื่องค่ายกลและยันต์อักขระยิ่งกว่าผู้ใดในใต้หล้า ม่านพลังเหล่านี้กลับมีความงดงามราวกับงานศิลปะที่รอการถอดรหัส
"ถอยไปก้าวหนึ่ง หลินฮวา" เขาเอמהเสียงทุ้มนุ่มแต่วางอำนาจเด็ดขาด ไป๋หลินฮวาน้อมรับคำอย่างว่าง่าย นางถอยหลังไปสามก้าวพร้อมกับรวบรวมลมปราณน้ำแข็งปกป้องคุ้มครองรอบกาย คอยระแวดระวังภัยจากความมืดรอบด้านแทนเขา
ฉินมู่เฉินสูดลมหายใจเข้าลึก E สมาธิของเขาพุ่งถึงขีดสุด นิ้วเรียวยาวทั้งห้าสะบัดออกกลางอากาศ วาดอักขระทองคำสว่างวาบขึ้นทีละตัว อักษรโบราณแต่ละตัวลอยเคว้งคว้างอยู่เบื้องหน้า ก่อนจะพุ่งชนเข้าใส่ม่านพลังอักขระโบราณที่แท่นบูชาอย่างแม่นยำ
*เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!*
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่า แผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ทว่าไม่มีเศษหินแม้แต่น้อยกระเด็นมาโดนตัวเขา อักขระทุกตัวทำงานประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ ราวกับกุญแจที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อไขประตูบานนี้โดยเฉพาะ
ในที่สุด ม่านพลังโบราณก็สลายกลายเป็นละอองแสงสีทองโปรยปรายลงมาดั่งหิมะโปรดปราน เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องล่างแท่นบูชา... แผ่นศิลาโบราณสีดำสนิทขนาดใหญ่ ฝังลึกอยู่ใต้พื้นดิน สลักลวดลายประหลาดที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัว
ฉินมู่เฉินก้าวเข้าไปใกล้ แสงจากกระบี่ไร้ลักษณ์ส่องกระทบเข้ากับตัวอักษรบนแผ่นศิลา นัยน์ตาของเขาหดแคบลงทันที ความทรงจำในอดีตที่ถูกฝังกลบไว้ภายใต้กองเลือดและน้ำตาค่อยๆ ไหลย้อนกลับมาดั่งกระแสน้ำเชี่ยว
"นี่คือ..." ไป๋หลินฮวาอุทานออกมาเบาๆ เมื่อก้าวเข้ามาใกล้และอ่านข้อความที่สลักอยู่บนศิลาโบราณนั้น "บันทึกแห่งตระกูลฉิน... บันทึกที่บอกว่าเหตุใดพวกท่านจึงต้องถูกกวาดล้าง!"
ศิลาโบราณแผ่นนั้นหาใช่ป้ายวิญญาณไม่ แต่มันคือ "ศิลาสารภาพบาป" ที่ถูกจารึกโดยผู้นำตระกูลฉินรุ่นก่อน ในยุคสมัยที่สำนักธรรมะและมารยังรวมเป็นหนึ่ง เนื้อหาบนศิลาจารึกเปิดเผยความจริงอันน่าสะเทือนใจ—ตระกูลฉินไม่ได้ถูกทำลายเพราะฝ่าฝืนกฎสวรรค์ หรือเพราะคบค้ากับพรรคมารตามที่สำนักใหญ่ทั้งเจ็ดกล่าวหา ทว่า... พวกเขาคือผู้กุมความลับเรื่อง "รากฐานวิญญาณสวรรค์" ที่สามารถควบคุมพลังแห่งฟ้าดินได้ทั้งหมด และผู้นำสำนักกระบี่เมฆาคาราวะในอดีต ก็คือผู้ทรยศที่ลงมือสังหารพี่น้องร่วมสาบานเพื่อแย่งชิงคัมภีร์ลับนี้!
"ที่แท้... ความชอบธรรมที่พวกมันพร่ำสอน ยยยยัคฆ์ห่มหนังแกะ!" ฉินมู่เฉินแค่นหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น รอยยิ้มบนใบหน้าของเขานั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและจิตสังหารที่รุนแรงจนบรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนติดลบ ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ระเบิดออกมาจากร่างของเขาอย่างไร้การควบคุม จนพื้นศิลาโดยรอบแตกละเอียดเป็นผุยผง
ไป๋หลินฮกจับจ้องมองแผ่นหลังอันมั่นคงของบุรุษผู้นี้ นางรู้ดีว่าความเจ็บปวดที่เขาแบกรับมาตลอดหลายปีนั้นหนักหนาสสาหัสเพียงใด นางก้าวเข้าไปใกล้ ชายเสื้อของนางปลิวไสวตามแรงปราณ ก่อนที่มือเรียวบางจะยื่นไปกุมมือข้างที่ถือกระบี่ของเขาไว้แน่น
ความอบอุ่นจากฝ่ามือของนางแผ่ซ่านผ่านผิวหนังเข้าสู่หัวใจที่เย็นชาของฉินมู่เฉิน ช่วยดึงสติของเขากลับมาจากห้วงแห่งความแค้น
"มู่เฉิน... เจ้ายังมีข้า" เสียงหวานกังวานของนางกล่าวอย่างหนักแน่นและมั่นคง "ไม่ว่าศัตรูเบื้องหน้าจะยิ่งใหญ่เพียงใด หรือแม้กระทั่งฟ้าดินจะลิขิตให้เจ้าต้องโดดเดี่ยว... ข้า ไป๋หลินฮวา จะเคียงข้างใช้กระบี่เล่มนี้ ฟาดฟันอุปสรรคกับเจ้าจนกว่าชีวิตจะหาไม่"
ฉินมู่เฉินหันกลับมามองสตรีผู้ยืนหยัดเคียงข้างเขาในยามที่โลกทั้งใบหันหลังให้ แววตาที่ดุดันเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความลึกซึ้งและอ่อนโยน เขาใช้มืออีกข้างประคองใบหน้างามของนางขึ้นมาเบาๆ นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยหยดน้ำฝนบนแก้มเนียนอย่างทะนุถนอม
"ขอบคุณเจ้า... หลินฮวา" เขาเอמהด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดตั้งแต่เกิดมา
ทว่า... ในวินาทีที่ความอบอุ่นกำลังโอบล้อมคนทั้งสองไว้ ทันใดนั้นเอง!
แผ่นศิลาโบราณเบื้องล่างก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงอีกครั้ง อักขระสีดำที่เคยสงบนิ่งกลับเรืองแสงสีโลหิตขึ้นมาอย่างน่ากลัว เสียงคำรามก้องกังวานจากใต้พิภพดังขึ้น พร้อมกับเงาร่างนับร้อยที่พุ่งทะยานขึ้นมาจากพื้นดินล้อมรอบพวกเขาไว้ในพริบตา!
"ฮ่าๆๆๆ ช่างเป็นภาพที่ซาบซึ้งใจยิ่งนัก... ฉินมู่เฉิน เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการค้นพบความจริงนี้ จะทำให้เจ้าเป็นผู้ชนะ?"
เสียงหัวเราะเยือกเย็นอันคุ้นเคยดังแหวกอากาศมา พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษในชุดคลุมสีทองลายมังกรทะยานฟ้า ผู้ถือครอง "กระบี่สะท้อนสุริยัน" อาวุธวิเศษระดับนภาที่หายสาบสูญไปนานนับร้อยปี และที่สำคัญ... ใบหน้าของมันคือผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักกระบี่เมฆาคาราวะผู้ที่ควรจะดับสูญไปแล้ว!
ฉินมู่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเย้ยหยันผุดขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง โดยที่มือข้างหนึ่งยังคงกุมมือของไป๋หลินฮวาไว้ไม่ปล่อย
"ที่แท้... เจ้าก็คือสุนัขรับใช้ตัวจริงที่หลบอยู่หลังฉากสินะ..."
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้ตัวละครเติบโตมาจนถึงตอนนี้นะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยโปรดปรานเพียงข้า•ตอนที่ 11
ความจริงที่ถูกฝังไว้
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะโปรยโปรดปรานเพียงข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!