ไกด์สาวสายลุยกับคุณชายนักชิมผู้เรื่องมาก•ตอนที่ 17

เมื่อระยะห่างเหลือเพียงลมหายใจ

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
เสียงล็อกกลอนประตูห้องพักโรงแรมดังกริ๊ก... เป็นเสียงที่แหวกความเงียบงันยามวิกาลให้ขาดวิ่นลงในเสี้ยววินาที ร่างสูงของศิลาพุ่งตัวเข้ามาด้านในพร้อมกับฉุดข้อมือผม—เอ้ย ฉุดข้อมือกะทิเข้ามาด้วยแรงที่ไม่ได้เบาเลย ประตูไม้บานหนาถูกปิดสนิทตามด้วยการเลื่อนกลอนโซ่นิรภัยและล็อกกุญแจซ้ำอีกชั้นอย่างรวดเร็ว ทุกการกระทำของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความร้อนรนจนลมหายใจของผมกระชั้นกระฉับตามไปด้วย "คุณ... จะรีบอะไรขนาดนั้นเนี่ย เจ็บข้อมือนะ!" ผมโวยเบาๆ พร้อมกับสะบัดข้อมือออกจากการกุมกระชับของเขา แต่นั่นแหละครับ แทนที่เขาจะสำนึกผิด ศิลากลับยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองเบาๆ เป็นเชิงสั่งให้เงียบ "ชูش... เงียบก่อนครับกะทิ" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและจริงจังจนผมต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือน ผ่านกระจกหน้าต่างบานใสที่ปิดม่านทึบไว้ครึ่งหนึ่ง เงาร่างของใครบางคนเดินผ่านหน้าห้องเราไปอย่างเชื่องช้า เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่หยุดชะงักลงตรงหน้าห้องพักหมายเลข 404 ทำให้หัวใจของผมกระตุกวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม บรรยากาศในห้องพักแคบๆ แห่งนี้ถูกบีบอัดจนแทบหายใจไม่ออก ระยะห่างระหว่างเราสองคนในตอนนี้... มันใกล้เสียจนผมได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นฝนจางๆ จากเสื้อสูทของเขา "เขาไปหรือยัง..." ผมกระซิบถามโดยขยับปากแทบไม่ให้มีเสียง ใบหน้าของเราห่างกันไม่ถึงคืบ ศิลาไม่ได้ตอบคำถาม เขายังคงยืนชิดติดประตู คอยเงี่ยหฟังเสียงภายนอกอย่างระมัดระวัง แผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อเชิ้ตสีเข้มขยับไหวตามจังหวะการหายใจที่ลึกและช้า ท่าทางจริงจังแบบนี้... มันทำให้คุณชายผู้เรื่องมากและปากจัดคนเดิม กลายร่างเป็นพระเอกหนังแอ็กชันจำเป็นไปเสียแล้วล่ะครับ และในจังหวะที่ผมกำลังจะถอยหลังเพื่อเว้นระยะห่าง ศิลากลับหันขวับมาพอดี! พรวด! จมูกโด่งเป็นสันของเขาเฉียดเข้ากับแก้มของผมไปอย่างเฉียดฉิว ความอุ่นร้อนจากลมหายใจที่ปะทะเข้ากับผิวแก้มทำเอาผมสะดุ้งสุดตัว ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ ขณะที่ศิลาก็ชะงักค้างไปเช่นกัน นัยน์ตาคมกริบของนักวิจารณ์อาหารหน้านิ่งไหววูบเล็กน้อย ก่อนที่มันจะกวาดสายตามองสำรวจใบหน้าของผมในระยะประชิด ชนิดที่ว่านับเส้นขนตาได้เลยทีเดียว "เอ่อ... คือ... คุณช่วยถอยไปหน่อยได้ไหมครับ ห้องมันแคบ" ผมพยายามเปล่งเสียงให้เป็นปกติที่สุด แต่ไม่รู้ทำไมเสียงมันถึงได้สั่นพร่าเสียเหลือเกิน "ห้องไม่ได้แคบหรอกครับกะทิ..." ศิลาตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่ดังก้องอยู่ในความเงียบ มันไม่ใช่การกวนประสาทแบบทุกที แต่เป็นน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ผมไม่อาจคาดเดา "แต่เพราะคุณชอบถอยหนีต่างหาก... เราถึงได้ใกล้กันแค่นี้" "นี่คุณ! สถานการณ์แบบนี้ยังมีอารมณ์มาหยอดอีกเหรอ คนข้างนอกนั่นอาจจะเป็นแก๊งทวงหนี้ หรือไม่ก็พวกลักพาตัวนักท่องเที่ยวก็ได้นะ!" ผมแหวใส่เพื่อกลบเกลื่อนความวูบไหวในอกที่เริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ "ไม่มีใครตามทวงหนี้ผมหรอกครับ... ส่วนพวกนักลักพาตัว ถ้าเขาเห็นหน้าคุณตอนนี้ เขาก็คงอยากจะส่งคืนผมแทบไม่ทันเหมือนกัน" "นี่คุณว่าผมหน้าตาเหมือนของแถมที่ไม่มีใครอยากได้เรอะ!" "เปล่าครับ..." ศิลาถอนหายใจยาว แววตาดุๆ คู่นั้นอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เขายกมือขึ้นเสยผมที่ชื้นเหงื่อเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเข้ามาประชิดตัวผมอีกนิด จนแผ่นหลังของผมชนเข้ากับบานประตูไม้โดยสมบูรณ์ "ผมหมายถึง... คุณเป็นของมีค่าชิ้นเดียว ที่ผมไม่อยากให้ใครหน้าไหนมาแตะต้องต่างหาก" ตู้ม! เหมือนมีพลุลูกใหญ่ระเบิดกลางอก บ้าจริง... นี่มันมุกจีบหรือประโยคบอกเล่ากันเนี่ย ทำไมคุณชายสายเปย์ถึงขยันทำให้ผมใจสั่นอยู่เรื่อยเลย! ผมเม้มริมฝีปากแน่น สมองประมวลผลไม่ทันกับคำพูดกำกวมที่หลุดออกมาจากปากของคนตรงหน้า มือเรียวที่พยายามดันอกเขาไว้รู้สึกได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจอีกดวงที่ดังสะท้อนผ่านเนื้อผ้า... มันเต้นเร็วและรัวไม่แพ้ผมเลยแม้แต่น้อย "ศิลา..." ผมเผลอหลุดปากเรียกชื่อจริงของเขาโดยไม่มีคำว่า 'คุณ' นําหน้าเป็นครั้งแรก เจ้าตัวชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคู่คมจ้องมองผมด้วยประกายแสงบางอย่างที่อ่านไม่ออก "หืม? เมื่อกี้คุณเรียกผมว่าอะไรนะครับ?" เขายิ้มมุมปาก รอยยิ้มร้ายกาจที่คุ้นเคยเริ่มกลับมาทวงบัลลังก์ความกวนประสาท "ติดใจเสียงตัวเองเวลาเรียกชื่อผมแล้วเหรอครับ บล็อกเกอร์สาวสายลุย" "เปล่าสักหน่อย! หูฝาดน่า!" ผมรีบปฏิเสธเสียงสูงพร้อมกับเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อซ่อนใบหน้าที่เริ่มร้อนผ่าวจนลามไปถึงใบหู "ถอยไปเลยนะ ผมจะไปอาบน้ำนอน เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว" "ไม่อ่ะครับ" ศิลาส่ายหน้าช้าๆ เขายื่นมือข้างหนึ่งมาทาบกับบานประตู กักตัวผมให้อยู่ในอ้อมแขนของเขาโดยปริยาย ใบโน้มลงมาใกล้จนหน้าผากของเราแทบจะชนกัน "จนกว่าคุณจะตอบคำถามผมข้อหนึ่งก่อน..." "คำถามอะไรอีกเล่า ดึกดื่นป่านนี้แล้วนะ!" "คำถามที่ว่า..." ศิลาเว้นจังหวะไปชั่วครู่ ดวงตาคู่คมมองลึกลงมาในดวงตาของผมราวกับต้องการค้นหาคำตอบบางอย่างที่ซ่อนอยู่ข้างใน "ตลอดทริปที่ผ่านมา... ที่เราเดินทางด้วยกัน กินของอร่อยด้วยกัน เถียงกันเรื่องไร้สาระทุกวัน... ในใจของคุณ เคยมีพื้นที่ให้ผู้ชายเรื่องมากคนนี้ เข้าไปยืนข้างๆ บล็อกเกอร์อย่างคุณบ้างไหมครับ" ความเงียบเข้าปกคลุมห้องพักชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเก่าๆ ที่ส่งเสียงฮัมเบาๆ คำถามนั้นไม่ใช่คำถามหยอกล้อเล่นๆ แต่มันคือความจริงจังที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความกวนประสาทตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หัวใจของผมเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก สมองขาวโพลน คิดคำตอบอะไรไม่ออกเลยสักนิด นัยน์ตาที่มองประสานกันนั้นเต็มไปด้วยความคาดหวังที่ทำให้คนใจแข็งอย่างผมต้องยอมจำนน ผมอ้าปากเตรียมจะเอ่ยปากตอบคำถามที่ค้างคาใจ... ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันจากด้านนอก ทำเอาทั้งผมและศิลาสะดุ้งสุดตัว ร่างสูงชักมือกลับทันทีและหันไปมองหน้าประตูด้วยความระแวดระวังอีกครั้ง "ศิลา..." ผมกระซิบเรียกชื่อเขาด้วยความตื่นตระหนก ศิลาขมวดคิ้วมุ่น นิ้วชี้จรดริมฝีปากอีกครั้งก่อนที่เขาจะค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้รูตาแมวที่ประตูเพื่อมองดูว่าใครคือผู้มาเยือนยามวิกาล แต่ทว่า... ทันทีที่ดวงตาของเขาแนบลงไปกับช่องมองประตู ร่างทั้งร่างของศิลาก็แข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน สีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นซีดเผือดในเสี้ยววินาที พร้อมกับเสียงกระซิบเบาหวิวที่ลอดไรฟันออกมาด้วยความตกใจสุดขีด "ฉิบหายแล้ว... คนที่ยืนอยู่ข้างนอกนั่น... ไม่ใช่พวกตามรอยเราหรอกครับ..." ศิลาหันกลับมามองหน้าผมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน "แต่เป็น... แม่ผมเอง!" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับคู่กัดคู่นี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์สาวสายลุยกับคุณชายนักชิมผู้เรื่องมาก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%