“ถ้ามึงจะเปิดปากพูดอะไรออกมาหลังจากนี้ ก็ช่วยเลือกคำที่มันฉลาดกว่าการด่ากูโง่ด้วยนะ เพราะถ้ามันห่วยแตก... กูก็คงไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องฟังต่อแล้วเหมือนกัน”
อลิสาเอ่ยประโยคนี้ท่ามกลางเสียงฮือฮาที่เงียบกริบลงราวกับมีใครกดปุ่มหยุดเวลาในห้องแถลงข่าว แฟลชกล้องนับร้อยดวงสาดเข้าใส่ใบหน้าของศัตรูหัวใจที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่เบื้องหน้า เธอไม่ได้สั่นเทาเหมือนที่ใครหลายคนคิด แต่ที่เธอยืนหยัดอยู่ได้เพราะแผ่นหลังกว้างของคนที่ยืนเคียงข้างต่างหาก รณกรไม่ได้เอ่ยคำใดออกมาสักคำ แต่มือหนาของเขากลับกุมมือเธอไว้แน่น สัมผัสที่ถ่ายทอดความมั่นใจมาให้กันทำให้เธอกล้าที่จะเดินเกมสุดท้ายนี้จนสุดทาง
“ข้อมูลในแฟลชไดรฟ์นี้... คือความจริงที่คุณพยายามจะฝังมันไว้ใต้ซากปรักหักพังของความโลภ” อลิสาชูอุปกรณ์ชิ้นเล็กขึ้นสูง สายตาของเธอไม่หลบเลี่ยงใครเลย
“คุณอลิสา! คุณทำแบบนี้มันเกินไปหรือเปล่า!” เสียงฝั่งคู่กรณีตวาดสวนกลับมา
“คำว่าเกินไปน่ะ ใช้กับคนที่มีจริยธรรมนะคะ” รณกรแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม เขาก้าวขึ้นมาอยู่เคียงข้างอลิสาเต็มตัว ดวงตาคมกริบของช่างภาพหนุ่มจ้องมองอีกฝ่ายราวกับจะสแกนความผิดบาปที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง “ผมเป็นคนบันทึกภาพพวกนี้มากับมือ และผมก็เป็นคนเลือกเองว่าจะให้ใครได้เห็นความจริง... ซึ่งหนึ่งในนั้นคือสาธารณชน ไม่ใช่คนหน้าไหว้หลังหลอกอย่างคุณ”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง ก่อนที่เสียงกดชัตเตอร์จะดังระงมดั่งพายุ อลิสารู้สึกได้ว่าหัวใจที่เคยเต้นรัวเริ่มกลับมาเป็นจังหวะที่มั่นคง เธอหันไปมองรณกรที่เวลานี้เลิกทำตัวเป็นช่างภาพผู้รักสันโดษ และกลายเป็นเกราะคุ้มกันที่แกร่งที่สุดในชีวิตของเธอ
เมื่อประตูห้องโถงเปิดออกอีกครั้งพร้อมกับการปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่รัฐ ความวุ่นวายก็จบลงด้วยชัยชนะที่เธอไม่เคยคิดว่าจะได้มาง่ายดายขนาดนี้ รณกรลากตัวเธอออกมาจากวงล้อมนักข่าวทันทีที่โอกาสอำนวย เขาพาเธอเดินฝ่ากลุ่มคนไปจนถึงลานจอดรถด้านหลังที่เงียบเชียบ
“เหนื่อยไหม?” เขาถามพลางหันมามองเธอ แววตาที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้เหลือเพียงความอ่อนโยนจนน่าประหลาดใจ
อลิสาหัวเราะเบาๆ ทั้งที่ขอบตาร้อนผ่าว “เหนื่อยสิคะ จะไม่เหนื่อยได้ไง เล่นเอาชีวิตที่เหลือไปวางเดิมพันขนาดนั้น”
“ถ้าผมบอกว่าผมภูมิใจในตัวคุณ คุณจะหาว่าผมเลี่ยนไหม?” รณกรพิงตัวกับรถคันโปรด แสงไฟสลัวจากเสาไฟในลานจอดรถกระทบใบหน้าของเขาให้ดูคมชัดขึ้นไปอีก
อลิสาขยับเข้าไปใกล้ ระยะห่างระหว่างกันน้อยลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของอีกฝ่าย “ถ้าคำพูดนั้นมาจากปากคนที่ชอบด่าว่าคนอื่นโง่ตลอดเวลาอย่างคุณ... ฉันว่ามันน่าฟังกว่าคำชมจากคนอื่นร้อยเท่าเลยค่ะ”
รณกรแค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะคว้าข้อมือเธอแล้วดึงให้เข้าใกล้จนแผ่นหลังของเธอแนบไปกับตัวรถ เขาโน้มใบหน้าลงมา สายตาของเขาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอราวกับจะค้นหาคำตอบสุดท้ายที่ค้างคาอยู่ในใจตลอดการเดินทางที่ผ่านมา
“โปรเจกต์นี้จบแล้วนะอลิสา... ต่อไปนี้ไม่มีข่าวฉาว ไม่มีศัตรูที่ต้องคอยหนี ไม่มีกล้องตัวไหนต้องมาส่องหน้าเราอีกแล้ว”
“แล้วจะให้ฉันทำยังไงต่อไปล่ะคะ ในเมื่อทุกอย่างมันจบลงที่ตรงนี้” อลิสาแกล้งถาม ทั้งที่ใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
“ก็แค่กลับไปใช้ชีวิตที่เหลือด้วยกัน... แบบที่คนปกติเขาทำกัน” รณกรพูดเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าเธอ “ผมไม่ได้ต้องการแค่ช่างภาพในสตูดิโอที่ผมจ้าง แต่ผมต้องการคนคนนี้... คนที่กล้าเถียงผมทุกคำและอยู่ข้างผมในวันที่โลกพังทลาย”
อลิสาหลับตาลง ซึมซับสัมผัสอุ่นที่ข้างแก้ม เธอกำลังจะเปิดปากพูดอะไรบางอย่างเพื่อตอบรับความรู้สึกนั้น แต่ทว่า...
เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ดังแทรกเข้ามาในความเงียบทำให้ทั้งคู่ต้องผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว ชายในชุดสูทสีดำสนิทสามคนเดินตรงเข้ามาหาพวกเขาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด หนึ่งในนั้นก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมกับซองเอกสารสีน้ำตาลที่ดูคุ้นตา
“คุณรณกรครับ... เรามีเรื่องต้องคุยกันเรื่องภาพถ่ายชุดสุดท้ายที่ยังไม่ได้รับการอนุญาตให้เผยแพร่”
รณกรขมวดคิ้วแน่น มือของเขาที่กุมมืออลิสาอยู่กระชับแน่นขึ้นกว่าเดิม เขามองเอกสารนั้นแล้วหันมาสบตาอลิสาด้วยแววตาที่สั่นไหววูบหนึ่ง
“ผมว่าเรื่องของเรา... คงยังไม่จบง่ายๆ อย่างที่คิดแล้วล่ะ”
ตุ๊กตาโบราณหวังว่าบทนี้จะทำให้ทุกคนฟินไปกับความสัมพันธ์ที่เริ่มชัดเจนขึ้นของทั้งคู่นะคะ ขอบคุณที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันจนถึงตอนนี้ค่ะ!
เซฟเฮาส์หัวใจของนายช่างภาพสายวีน•ตอนที่ 27
ความภูมิใจที่ได้ร่วมทาง
ผลงานโดย ตุ๊กตาโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ตุ๊กตาโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายช่างภาพสายวีน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!