“เศษเสี้ยวละอองธาตุไฟผสมผสานกับแรงโน้มถ่วงระดับนั้น... ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าตั้งใจควบคุมขอบเขตให้อยู่ในรัศมีสามนิ้วจากฝ่ามือ ห้องทดลองใต้ดินของหอคอยบรรพกาลคงกลายเป็นเศษอิฐไปแล้วนะคะ ลูคัส”
น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยกระแสความตื่นตระหนกเจือความทึ่งดังขึ้น ท่ามกลางม่านหมอกควันสีเทาจางๆ ที่ยังคงลอยวนอยู่เหนือพื้นหินแกรนิต ลูคัสสะดุ้งเล็กน้อย หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองเพลในอก ประกายแสงสีฟ้าครามและสีแดงชาดที่เคยพวยพุ่งอยู่ปลายนิ้วเมื่อสักครู่ถูกดูดกลืนหายไปในพริบตา ราวกับไม่เคยมีปาฏิหาริย์แห่งธาตุทั้งสี่เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้มาก่อน
เด็กหนุ่มหอบหายใจถี่กระชั้น เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามไรผมและกรอบหน้าคมคาย เขารีบซ่อนมือทั้งสองข้างไว้เบื้องหลังผ้าคลุมสีดำสนิททันที ดวงตาสีรัตติกาลเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจระคนหวาดระแวงเล็กน้อย เมื่อร่างระหงในชุดคลุมยาวสีเงินยวงของอาจารย์สาวประจำหอคอยต้องห้ามก้าวออกมาจากเงื้อมเงาของเสาหินอัคนีโบราณ
มา... มาเรีย? ลูคัสกวาดสายตามองสำรวจผู้มาใหม่ด้วยความระแวดระวัง
บรรยากาศรอบตัวของอาจารย์สาวในยามนี้ช่างนิ่งสงบและกดดันในคราวเดียวกัน เธอก้าวเท้าย่างสามขุมเข้ามาใกล้ทีละน้อย ไร้ซึ่งเสียงฝีบทรบกวน ราวกับร่างของเธอล่องลอยอยู่บนสายลมธาตุลมบริสุทธิ์ ดวงตาคู่คมกริบใต้กรอบแว่นกรองเวทมนตร์กวาดมองร่องรอยการหลอมละลายบนพื้นหินอย่างพินิจพิเคราะห์ รอยร้าวเป็นรูปวงกลมสมบูรณ์ที่เกิดจากอณูเวทมนตร์อัดแน่นถูกสำรวจด้วยสายตาของนักวิชาการเวทมนตร์ระดับปรมาจารย์
“อาจารย์... คือว่าผม...” ลูคัสพยายามหาคำแก้ตัวที่สมเหตุสมผลที่สุดมากลบเกลื่อนสถานการณ์อันคับขันนี้ สมองอันชาดฉลาดของเด็กหนุ่มหลังห้องทำงานอย่างรวดเร็วดั่งกงจักร เปลือกตาหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อคำนวณความเสี่ยง “ผมแค่กำลัง... ทดลองสมการธาตุขั้นพื้นฐานตามตำราโบราณที่ยืมมาจากห้องสมุดเขตหวงห้ามครับ... เอ๊ย... ค่ะ!”
เขาเผลอหลุดปากใช้สรรพนามชายออกไปเสี้ยววินาทีเนื่องจากความตื่นตระหนก ก่อนจะรีบตบปากตัวเองเบาๆ แล้วแก้เสียงให้เข้ากับสถานการณ์เฉพาะหน้าอย่างรวดเร็ว
มาเรียหยุดยืนห่างจากเขาเพียงแค่เอื้อมมือถึง กลิ่นอายจางๆ ของสมุนไพรเวทมนตร์และกระดาษเก่าโชว์โอยลอยมาแตะจมูก รอยยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดาปรากฏขึ้นที่มุมปากเรียวสวยของเธอ อาจารย์สาวไม่ได้เอ่ยทักท้วงเรื่องสรรพนามที่ผิดเพี้ยนไปเมื่อครู่ แต่กลับเอื้อมมือเรียวขาวราวกับหยกสลักออกไปแตะที่เบื้องหน้าอากาศธาตุบริเวณที่วงเวทปริศนาเพิ่งสลายตัวไป
“เจ้าเด็กคนนี้นี่นะ...” มาเรียถอนหายใจยาวออกมาเบาๆ น้ำเสียงของเธอมิได้เจือด้วยความโกรธเคือง หากแต่เต็มไปด้วยความระอาปนเอ็นดู “คิดจะทดลองบทเวทมนตร์ผสานธาตุระดับสูงที่แม้แต่นักเวทชั้นปีที่สี่ก็ยังต้องใช้เวลาเตรียมตัวสามวันสามคืน โดยมีอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยเพียงแค่สองมือเปล่าอย่างนั้นหรือคะ? ช่างเป็นความกล้าหาญที่โง่เขลาเสียจริง”
“ผมแค่อยากรู้ว่าทฤษฎีในตำราเล่มนั้นมันใช้งานจริงได้ไหมนี่คะ...” ลูคัสก้มหน้าลงเล็กน้อย แสดงท่าทีสำนึกผิดแบบเด็กหลังห้องผู้ขยันผิดเวลา เพื่อลดทอนความน่าสงสัยลง “อีกอย่าง... แรงสั่นสะเทือนเมื่อกี้มันไม่ได้รุนแรงขนาดนั้นเสียหน่อยครับ... เอ๊ย... ค่ะ”
“เงียบไปเลยค่ะ” มาเรียปรายตามองด้วยความดุเล็กน้อย ก่อนที่แววตาของเธอจะเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นอย่างฉับพลัน
ฉับพลันนั้นเอง อากาศรอบตัวก็เริ่มบิดเบี้ยว มาเรียตวัดปลายนิ้วเรียวงามวาดเป็นอักขระเวทมนตร์กลางอากาศสามครั้ง บทเวทคาถาบทหนึ่งถูกร่ายออกไปด้วยความเร็วสูงจนมองไม่ทันเห็นร่องรอย ม่านพลังโปร่งใสสีฟ้าอมเขียวแผ่ขยายออกไปครอบคลุมพื้นที่รัศมีสิบเมตรทันที เสียงคลื่นความถี่ต่ำดังก้องกังวานอยู่ในหู ราวกับเสียงก้องจากก้นบึ้งของมหาสมุทร
*ปัง!*
เสียงระเบิดอัดอากาศเบาๆ ดังขึ้นที่ด้านนอกม่านพลัง พร้อมกับการปรากฏตัวของละอองพลังงานเวทมนตร์สีม่วงเข้มที่ลอยละล่องอยู่แถวหน้าต่างหอคอย ละอองเวทเหล่านั้นกำลังสั่นไหวและพยายามแทรกซึมเข้ามาภายในห้องอย่างกระหายหิว
ลูคัสหรี่ตามองละอองสีม่วงนั้นทันที สัญชาตญาณนักสู้บอกให้เขารู้ว่านั่นไม่ใช่ละอองเวทธรรมชาติ มันคือ “เนตรเวทสอดแนม” ระดับสูงที่ถูกส่งมาจากหอคอยอำนาจฝั่งตะวันออก—หอคอยของสภาผู้อาวุโส
“ดูเหมือนว่า ‘หูตา’ ของพวกเบื้องบนจะไวเกินคาดนะคะ” มาเรียเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ รอยยิ้มจางๆ หายไปจากใบหน้า เหลือเพียงความจริงจังที่น่าเกรงขาม เธอยกมือขึ้นอีกครั้ง ละอองเวทสีเงินสว่างวาบขึ้นที่ฝ่ามือ แล้วพุ่งเข้าใส่ละอองสีม่วงกลางอากาศราวกับสายฟ้าแลบ
*ฟรึ่บ!*
ละอองเวทสอดแนมสีม่วงถูกกลืนกินและถูกบิดเบือนโครงสร้างภายในเสี้ยววินาที มาเรียใช้มนตร์ลวงตาขั้นสูงในการสร้างภาพสะท้อนหลอกลวง เธอบันทึกภาพบรรยากาศห้องทดลองที่ว่างเปล่าและเต็มไปด้วยฝุ่นผงตามปกติ ส่งกลับไปยังปลายทางที่แอบสอดส่อง เพื่อตบตาผู้ไม่หวังดีว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้
ลูคัสยืนมองการกระทำอันรวดเร็วและเด็ดขาดของอาจารย์สาวด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน เขารู้ดีว่าหากมาเรียไม่มาปรากฏตัวในวินาทีชีวิตนี้ ละอองเวทสอดแนมเมื่อครู่คงจับภาพร่องรอยธาตุทั้งสี่ที่หลงเหลืออยู่บนฝ่ามือของเขาได้ และนั่นจะนำมาซึ่งปัญหาใหญ่หลวง เกินกว่าที่เด็กนักเรียนหลังห้องคนหนึ่งจะรับมือไหว
“อาจารย์...” ลูคัสเงยหน้าขึ้นสบตากับอาจารย์สาว น้ำเสียงของเขามีความจริงจังปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก “ทำไม... ถึงช่วยผมไว้ล่ะคะ?”
มาเรียหันกลับมามองเด็กหนุ่ม ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงเวทมนตร์ เธอยกมือขึ้นดันกรอบแว่นเล็กน้อย ก่อนจะระบายยิ้มบางๆ ที่ดูอบอุ่นและลึกล้ำในเวลาเดียวกัน
“ช่วยเหรอคะ? เจ้าเข้าใจผิดแล้วลูคัส” มาเรียเดินเข้าไปใกล้เด็กหนุ่มอีกก้าวหนึ่ง จนลูคัสได้กลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกไม้ป่าในฤดูใบไม้ผลิจากตัวเธอ “ฉันไม่ได้ช่วยเจ้าเพราะความใจดีหรอกนะคะ... แต่ฉันช่วย ‘ความลับ’ ของหอคอยแห่งนี้ต่างหากล่ะคะ”
เธอยื่นมือเรียวบางออกไปแตะที่ไหล่ของลูคัสเบาๆ สัมผัสจากปลายนิ้วของเธอนั้นเย็นเฉียบ แต่มันกลับส่งกระแสความอบอุ่นบางอย่างไหลซึมผ่านเนื้อผ้าเข้ามาถึงหัวใจของเขา
“เด็กนักเรียนหลังห้องที่สอบได้คะแนนคาบเส้นทุกวิชา แต่กลับสามารถควบคุมอณูธาตุทั้งสี่ได้ในวัยเพียงเท่านี้... ถ้าเรื่องนี้หลุดรอดไปถึงหูของผู้อำนวยการหรือสภาผู้อาวุโส เจ้าคิดว่าอนาคตของเจ้าจะเป็นอย่างไรล่ะคะ?” มาเรียกระซิบเบาๆ ข้างหู น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่เฉียบคมราวน้ำแข็งสลัก “พวกเขาคงไม่พาเจ้าไปเลี้ยงน้ำชาชมสวนดอกไม้แน่ๆ ค่ะ”
ลูคัสยิ้มแห้งๆ ออกมา ความตึงเครียดเมื่อครู่เริ่มคลี่คลายลงบ้าง แต่ความอยากรู้อยากเห็นกลับพุ่งสูงขึ้นเป็นทวีคูณ “อาจารย์ดูเหมือนจะรู้เรื่องเกี่ยวกับตัวผม... มากกว่าที่ผมรู้เสียอีกนะคะ”
“ความลับก็คือความลับค่ะ ลูคัส” มาเรียชักมือกลับแล้วหมุนตัวเดินไปยังโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยตำราโบราณ เธอยกหนังสือปกหนังสีดำเล่มหนึ่งขึ้นมาเปิดผ่านๆ “และหน้าที่ของอาจารย์ประจำหอคอยต้องห้าม ก็คือการดูแลไม่ให้เด็กนักเรียนจอมซน... เผาโรงเรียนเวทมนตร์แห่งนี้ทิ้งเสียก่อนที่จะเรียนจบหลักสูตรค่ะ”
บรรยากาศในห้องทดลองกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง เสียงกระดาษพลิกดังแกรกกรากราชาท่ามกลางแสงไฟสีส้มสลัว ลูคัสมองแผ่นหลังของอาจารย์สาวด้วยความรู้สึกทึ่งระคนเคารพ เขาเริ่มตระหนักแล้วว่า การใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในฐานะเด็กหลังห้องนั้นคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไปแล้ว นับตั้งแต่ที่มีอาจารย์สาวผู้ลึกลับคนนี้ก้าวเข้ามาพัวพันในชีวิตของเขา
ทว่า ในขณะที่ความเงียบสงบกำลังปกคลุมทั่วห้องทดลองนั้นเอง...
*ติ๊ง!*
เสียงแจ้งเตือนอันคุ้นเคยที่ดังขึ้นในโสตประสาทของลูคัส ก็ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาแข็งค้างไปทันที
[ระบบตรวจพบการแทรกแซงจากพลังงานภายนอกระดับตำนาน: “เงาแห่งปราชญ์โบราณ” กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้พิกัดปัจจุบันในระยะ 500 เมตร!]
[คำเตือนระดับ SSS: ผู้ใช้ถูกระบุตัวตนโดย “บุคคลที่สาม” ผู้กุมกุญแจแห่งพันธสัญญาโบราณ การเผชิญหน้าครั้งใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นภายใน... 3... 2... 1...]
ประตูกลไม้โบราณที่ปิดสนิทที่มุมห้อง... ค่อยๆ ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดอันน่าสะพรึงกลัวออกมา พร้อมกับเงาร่างอันคุ้นเคยของใครบางคนที่ก้าวทะลุม่านเวทเข้ามาอย่างไม่มีใครคาดคิด!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมลุ้นและเดินทางมากับลูคัสในตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้ากับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญนะคะ!
แอสทริดธาตุมนต์
ท่านประธานครับ นักเรียนหลังห้องคนนี้เก่งเกินไปแล้ว•ตอนที่ 17
การช่วยเหลือในวินาทีชีวิต
ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานครับ นักเรียนหลังห้องคนนี้เก่งเกินไปแล้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!