ทายาทตระกูลดิ่งเหวกับบัลลังก์เงินตราที่เปลี่ยนไป•ตอนที่ 1

จุดจบคือจุดเริ่มต้น

ผลงานโดย เอวาลินน์ปลายพู่กัน
แฟ้มเอกสารสีชาดหนากว่าสามนิ้วถูกกระแทกลงบนโต๊ะไม้โอークอายุกว่าร้อยปีอย่างแรง จนเสียงกระดาษอัดแน่นกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวสะท้อนก้องห้องทำงานใหญ่ที่เคยโอ่อ่าแต่วันนี้กลับเย็นเยียบราวกับห้องเก็บศพ "เซ็นชื่อลงไปซะ เอวาลินน์ คาร์ไลล์! เลิกเล่นบทคุณหนูผู้สูงศักดิ์ที่ใกล้จะอดตายเสียที ตระกูลคาร์ไลล์ของเธอมันจบสิ้นแล้ว หนี้สินสามสิบล้านเหรียญทองในตลาดหุ้นลอนดอนไม่ได้ใช้คำว่า 'ขอร้อง' แล้วรอดตัวหรอกนะ!" เสียงแหลมสูงของเคาน์ส 'วิกตอเรีย มอนต์โกเมอรี' อดีตสหายสนิทที่พลิกลิ้นมาเหยียบย่ำในวันที่ตระกูลคาร์ไลล์ดิ่งลงเหว ดังบาดแก้วหู รอยยิ้มเยาะหยันบนริมฝีปากที่เคลือบทาด้วยลิปสติกสีแดงสดนั้นช่างน่าสะอิดสะเอียน ดวงตาคู่คมของวิกตอเรียทอดมองร่างระหงในชุดเดรสผ้าไหมสีดำสนิทที่นั่งไขว่ห้างอยู่หลังโต๊ะทำงานด้วยสายตาราวกับกำลังมองเศษขยะชิ้นหนึ่งที่รอเวลาถูกกวาดทิ้ง เอวาลินน์ คาร์ไลล์ ไม่ได้ขยับเขยื้อน ร่างบางในชุดสีดำสนิทราวกับไว้ทุกข์ให้ความล่มสลายของตระกูล เอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังอย่างเกียจคร้าน ดวงตาคู่คมกริบดั่งเพชรน้ำงามกวาดตามองตัวเลขหนี้สินมหาศาลบนกระดาษแผ่นนั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะเงยขึ้นสบตากับผู้มาเยือนด้วยความนิ่งสงบจนน่าขนลุก ไม่มีหยดน้ำตา ไม่มีอาการมือสั่นเทา หรือเสียงสะอื้นไห้ที่วิกตอเรียคาดหวังจะให้เกิดขึ้นแม้แต่น้อย มีเพียงรอยยิ้มมุมปากที่แฝงไว้ด้วยความเย้ยหยันอันล้ำลึก ชนิดที่ทำให้คนที่กำลังถือไพ่เหนือกว่าอย่างวิกตอเรียถึงกับชะงัก ลอบกลืนน้ำลายเหนียวลงคอโดยไม่รู้ตัว "สามสิบล้านเหรียญทอง..." เอวาลินน์ทวนตัวเลขด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นุ่มนวล แต่เย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก "ช่างเป็นตัวเลขที่น้อยนิดเหลือเกินสำหรับคนที่จ้องจะฮุบที่ดินเขตเหนือของตระกูลฉัน... วิกตอเรีย เธอคงทำการบ้านมาไม่ดีพอสินะ ถึงได้เอาเศษกระดาษชำระพวกนี้มาเสนอหน้าถึงคฤหาสน์ของฉัน" "เธอยังมีปากมาดีอีกงั้นเหรอ!" วิกตอเรียหน้าถอดสีด้วยความโกรธจัด ตบโต๊ะเสียงดังลั่น "ตระกูลคาร์ไลล์เหลือเงินในบัญชีไม่ถึงสามเหรียญทองแล้ว! พรุ่งนี้เช้า ธนาคารหลวงจะมายึดคฤหาสน์หลังนี้ และเธอจะต้องออกไปเร่ร่อนขอทานข้างถนน! ข้อเสนอของฉันในการซื้อที่ดินเขตเหนือในราคาถูกเป็นทางรอดเดียวที่สุนัขจนตรอกอย่างเธอควรจะกราบกรานรับไว้!" บรรยากาศในห้องทำงานอึมครึมลงถนัดตา กลิ่นอายความสิ้นหวังลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นฝุ่นของความเสื่อมสลาย ทว่า ท่ามกลางความตึงเครียดนั้น กลับมีเงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากมุมมืดของห้องอย่างเงียบเชียบ เซดริก เวสเทิร์น ชายหนุ่มในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้ม ร่างสูงใหญ่สง่างามดั่งพญาเสือซุ่มซ่อนเขี้ยวเล็บ ดวงตาสีอำพันภายใต้กรอบหน้าคมคายฉายแววอันตรายไร้ก้นบึ้ง เขาเดินเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างเก้าอี้ของเอวาลินน์อย่างจงรักภักดี มือหนาวางลงบนพนักพิงเก้าอี้เบาๆ ทว่าแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขากลับทำให้วิกตอเรียและบอดี้การ์ดด้านหลังถึงกับถอยหลังกรูดโดยสัญชาตญาณ เซดริกไม่เคยทิ้งเอวาลินน์ แม้ในวันที่เธอถูกขับไล่ออกจากสังคมชั้นสูง แม้ในวันที่ไม่มีใครเหลือใคร เขาก็ยังคงยืนหยัดเคียงข้างเธอในฐานะองครักษ์และผู้ช่วยเงาคนสนิทเสมอมา... หรือนั่นคือสิ่งที่คนนอกเข้าใจ "ระวังปากหน่อยครับ คุณมอนต์โกเมอรี" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอื้อnเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกพยางค์กลับหนักแน่นราวน้ำหนักค้อนทุบลงบนแผ่นอก "เจ้านายของผมไม่ชอบฟังเสียงสุนัขเห่าหอนน่ารำคาญแต่เช้า" "แก! ไอ้คนรับใช้ชั้นต่ำ กล้าดียังไงมาพูดจากับฉันแบบนี้!" วิกตอเรียกรีดร้องด้วยความอับอาย ก่อนจะหันไปทางเอวาลินน์ "เอวาลินน์! สั่งสอนคนของเธอซะ! หรือว่าเธอไม่มีปัญญาแม้แต่จะควบคุมสุนัขในบ้านตัวเองแล้ว!" เอวาลินน์หัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไพเราะราวกับเสียงกระดิ่งแก้ว แต่กลับทำให้สันหลังของวิกตอเรียเยือกเย็นวาบ เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปรับชุดเดรสให้เรียบก้อย ดวงตาสีมรกตพินิจพิเคราะห์ใบหน้าที่เริ่มซีดเผือดของอดีตสหายอย่างพึงพอใจ "สุนัขเห่าไม่เคยกัดใครหรอกนะ วิกตอเรีย" เอวาลินน์ก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้วิกตอเรียทีละน้อย เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นหินอ่อนดัง ก๊อป... ก๊อป... ราวกับเสียงนับถอยหลังสู่ความพินาศของอีกฝ่าย "เธอคิดจริงๆ น่ะหรือว่า ตระกูลคาร์ไลล์ที่ยืนหยัดมาได้สามร้อยปี จะล่มสลายลงได้ด้วยเล่ห์เหลี่ยมตื้นเขินของคนตระกูลจอมปลอมอย่างพวกเธอ?" "เธอ... เธอหมายความว่ายังไง..." วิกตอเรียเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง เหงื่อกาฬเริ่มผุดซึมตามขมับ เอวาลินน์ยกย่องรอยยิ้มเยعที่มุมปาก สัมผัสความตื่นตระหนกของเหยื่อที่ดิ้นรนอยู่ในกำมือ นี่แหละคือความสะใจที่แท้จริงของการเกิดใหม่เป็นตัวร้าย นางร้ายผู้ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา แต่จะเป็นผู้กำหนดมันด้วยเม็ดเงินและกลยุทธ์! "เซดริก จัดการเคลียร์บัญชีให้คุณหนูมอนต์โกเมอรีเขาสักหน่อยสิ" เอวาลินน์เอ่ยเสียงหวานหยดย้อย หันไปมองชายหนุ่มข้างกายที่พยักหน้ารับคำอย่างรู้ใจ เซดริกล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูท หยิบบัตรเครดิตโลหะสีดำสนิท ไร้ลวดลาย ประดับด้วยชิปทองคำแท้บริสุทธิ์ ออกมาวางลงบนโต๊ะตรงหน้าวิกตอเรีย บัตรที่ทั่วโลกต่างขนานนามว่า 'The Black Centurion' บัตรวงเงินไม่จำกัดที่แม้แต่มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกยังไม่มีสิทธิ์ครอบครอง! ดวงตาสีอำพันของเซดริกจ้องมองวิกตอเรียด้วยรอยยิ้มเยارเยือก ขณะที่นิ้วเรียวยาวกดเปิดสมาร์ทโฟนส่วนตัวเชื่อมต่อกับระบบการเงินระดับโลก พร้อมเอ่ยประโยคที่ทำเอาวิกตอเรียช็อกตาค้างจนแทบสิ้นสติ "ยอดหนี้สามสิบล้านเหรียญทองของคาร์ไลล์... ผมจัดการซื้อหนี้ทั้งหมดของบริษัทมอนต์โกเมอรีมาไว้ในมือเรียบร้อยแล้วนะครับ และตอนนี้..." เซดริกกดปุ่มยืนยันการทำธุรกรรมด้วยปลายนิ้ว "...บัญชีของตระกูลมอนต์โกเมอรี ถูกระงับ และถูกยึดทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อชดใช้หนี้เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วครับ" ติ๊ด! เสียงแจ้งเตือนการทำธุรกรรมผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนดังขึ้นก้องห้อง พร้อมกับเสียงโทรศัพท์มือถือของวิกตอเรียที่แผดเสียงกรีดร้องรัวเป็นชุดราวกับคนกำลังจะขาดใจตาย! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางไปกับความสะใจนี้นะคะ --- เอวาลินน์ปลายพู่กัน ---
สารจากนักเขียน (เอวาลินน์ปลายพู่กัน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทายาทตระกูลดิ่งเหวกับบัลลังก์เงินตราที่เปลี่ยนไป นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%