สถาปนิกมาดนิ่งกับนักวิจารณ์ปากกล้า•ตอนที่ 24

การปะทะกันครั้งใหญ่ที่สุด

ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
เสียงกริ่งหน้าห้องพักดังกังวานขึ้นสามครั้งด้วยจังหวะที่บ่งบอกถึงความเด็ดเดี่ยว ไร้ซึ่งความลังเล ราวกับผู้กดตั้งใจจะประกาศกร้าวให้โลกรู้ว่าเขามีสิทธิ์โดยชอบธรรมที่จะยืนอยู่ตรงนั้น... หน้าประตูห้องของพริมา สี่เหลี่ยมผืนผ้าสีเข้มของบานประตูถูกเปิดออกทันทีโดยเจ้าของห้องที่ยืนกอดอกรออยู่ก่อนแล้ว ดวงตาคู่คมของนักวิจารณ์สาวไม่ได้ฉายแววตกใจแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความท้าทายที่ถูกจุดขึ้นมาอย่างจงใจ ร่างสูงโปรดของธันวาในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นถึงข้อศอก กลิ่นน้ำหอมกลิ่นประจำตัวที่เจือจางความเย็นชาและแฝงความอบอุ่นไว้จางๆ ลอยปะทะเข้ากับจมูกทันทีที่ช่องว่างระหว่างทั้งคู่ถูกย่นระยะ “คุณมาช้าไปเจ็ดนาที ธันวา” พริมาเปิดฉากด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม บ่งบอกว่าเธอไม่ได้สะทกสะท้านต่อรังสีความกดดันที่เขากำลังแผ่ออกมาเลยแม้แต่น้อย “รถติด และผมเชื่อว่าเจ็ดนาทีนั้นไม่ทำให้คุณตายหรอก พริมา” สถาปนิกหนุ่มสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาต่ำทุ้มและแหบพร่าเล็กน้อยจากการสะสมความหงุดหงิดมาตลอดทาง ชายหนุ่มไม่รอให้อนุญาต เขาก้าวล้ำเข้ามาในอาณาเขตห้องนั่งเล่นของเธอทันที ปิดประตูไล่หลังด้วยเสียงดัง ‘คลิก’ ที่หนักแน่นจนน่าใจหาย พื้นที่ห้องขนาดกะทัดรัดบัดนี้แคบลงถนัดตาเมื่อผู้ชายสองคน... หรือจะพูดให้ถูกคือ คนสองคนที่มีทิฐิและอีโก้ระดับพญานาคราชมาเผชิญหน้ากันในระยะประชิด ธันวากวาดสายตาคมกริบมองสำรวจรอบห้องราวกับกำลังตรวจหน้างานก่อสร้างที่ผู้รับเหมาเบี้ยวแบบ แต่ลึกๆ แล้วมันคือการซ่อนความสั่นไหวในอกไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย “เชิญครับ นั่งสิครับคุณนักวิจารณ์ปากกล้า... ไหนล่ะเรื่องที่เรายังคุยกันไม่จบ” ธันวาผายมือไปที่โซฟาตัวยาว แต่ตัวเองกลับยืนค้ำหัวด้วยท่าทางคุกคามโดยไม่ยอมหย่อนตัวลงนั่งตามคำเชิญ พริมาแค่นหัวเราะในลำคอ เธอเดินไปทิ้งตัวลงนั่งไขว่ห้างบนโซฟาอย่างสบายอารมณ์ตรงกันข้ามกับบรรยากาศรอบตัว ส้นสูงสีดำถูกถอดทิ้งไว้ตั้งแต่หน้าประตู เผยให้เห็นเรียวขาเนียนที่ขยับเปลี่ยนอิริยาบถอย่างเยือกเย็น เธอยกมือขึ้นกอดอกอีกครั้ง เชิดปลายคางขึ้นเล็กน้อยเพื่อสบตากับผู้ชายที่กำลังทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของห้องของเธอ “ฉันไม่มีอะไรจะพูดกับคนที่ไม่เคยเคéรพความคิดเห็นของคนอื่นหรอกค่ะ... อ้อ ขอโทษที ติดปากไปหน่อย... ของคนอื่น ‘ครับ’!” พริมาเน้นเสียงคำว่าครับท้ายประโยคด้วยรอยยิ้มเยาะที่ชวนให้คนมองอยากจะเข้ามาเขย่าร่างบางตรงหน้าให้หายหมั่นไส้ ธันวากรามกระตุกทันที ความอดทนที่พกมาเต็มกระเป๋าเริ่มร่อยหรอลงทุกที เขาก้าวเข้าไปประชิดโซฟาตัวนั้น ใช้มือข้างหนึ่งค้ำพนักพิงเหนือศีรษะของหญิงสาว กักขังเธอไว้ในวงแขนอย่างจงใจ โน้มใบหน้าลงไปจนหน้าผากเกือบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้าหากันจนรับรู้ได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวเร็วกว่าปกติของอีกฝ่าย “คุณคิดว่าผมไม่เคารพคุณงั้นเหรอ พริมา?” ธันวาเค้นเสียงถาม ร่องรอยความเยือกเย็นหลุดหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความโกรธปนความน้อยใจที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวเผิน “ถ้าผมไม่เคารพคุณ ผมคงไม่ต้องมานั่งฟังคุณวิจารณ์งานของผมอย่างไร้ความปรานีต่อหน้าสาธารณชนแบบนั้น! ถ้าผมไม่แคร์คุณ ผมคงไม่จำเป็นต้องมายืนหัวเสียอยู่ตรงนี้ในยามวิกาลแบบนี้!” “อ๋อเหรอคะ!” พริมาสวนกลับทันควันโดยไม่เกรงกลัวประกายไฟในดวงตาคู่คมนั้นเลย เธอยื่นมือทั้งสองข้างขึ้นดันแผงอกกว้างของเขาไว้ ออกแรงผลักเบาๆ แต่ธันวากลับยืนปักหลักนิ่งสนิทราวกับภูเขาหิน “คุณแคร์งานของคุณต่างหาก ธันวา! คุณแคร์อีโก้ในฐานะสถาปนิกมือหนึ่งของคุณ! ทุกครั้งที่เราเถียงกันเรื่องแบบร่าง คุณไม่เคยฟังเหตุผลเชิงสังคมหรือมนุษยศาสตร์ที่ฉันพยายามจะสื่อเลย คุณมองว่ามันเป็นแค่ ‘ความเรื่องมาก’ ของฉัน!” “มันไม่ใช่ความเรื่องมาก!” ธันวาตะคอกกลับเสียงดังลั่นห้องจนสะท้อนก้อง เขากัดกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน “แต่มันคือโครงสร้าง! มันคือความปลอดภัย! มันคือความสมบูรณ์แบบที่ผมใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างมันขึ้นมา! และที่คุณพูดในบทความนั้น... คุณกำลังบอกว่างานของผมไร้จิตวิญญาณ! คุณกำลังดูถูกหยาดเหงื่อและหัวใจของผม พริมา!” “แล้วมันจริงไหมล่ะ?!” พริมาตบะแตกเช่นกัน เธอลุกพรวดขึ้นยืนเต็มความสูงจนลืมไปว่าตอนนี้ระยะห่างระหว่างเธอกับเขามันใกล้เกินกว่าความจำเป็น ดวงตากลมโตคลอหน่วยด้วยหยาดน้ำใสแห่งความอัดอั้นตันใจ แต่เธอไม่ยอมปล่อยให้มันไหลออกมาเด็ดขาด “ตึกหลังนั้นมันสวยงามอย่างไร้ที่ติในสายตาของคุณ... แต่คุณเคยเดินลงไปถามคนในชุมชนรอบๆ นั้นไหมว่าพวกเขาอยู่กันอย่างไรหลังกระจกนิรภัยราคาแพงที่คุณออกแบบ?! คุณสร้างกรงทองให้พวกเขา แล้วก็คาดหวังให้พวกเขากราบไกราบบูชาความอัจฉริยะของคุณ!” ความเงียบงันชั่วขณะเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างคนทั้งคู่ ราวกับออกซิเจนในห้องถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น คำพูดของพริมาเฉียบคมราวกับใบมีดที่กรีดลงกลางใจของสถาปนิกหนุ่ม ธันวาชะงักไป ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเจ็บปวดลึกๆ ที่ฉายชัดออกมาผ่านแววตา เขาไม่ได้มองว่าเธอกำลังโจมตีงานออกแบบของเขาอีกต่อไปแล้ว... แต่เธอกำลังโจมตี ‘ตัวตน’ และ ‘ทัศนคติ’ ในการใช้ชีวิตของเขา ซึ่งนั่นมันเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าการโดนวิจารณ์งานสถาปัตยกรรมเสียอีก “คุณคิดว่าผมเป็นคนเย็นชาไร้หัวใจขนาดนั้นเลยเหรอ พริมา...” เสียงของธันวาอ่อนลงทันที ความแข็งกร้าวหายวับไป เหลือเพียงความเว้าวอนที่ถูกกลบเกลื่อนไว้ด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “คุณรู้จักผมแค่ไหนกันเชียว ถึงกล้าตัดสินว่าผมไม่เคยแคร์ใคร... คุณเคยหันมามองความรู้สึกของผมจริงๆ สักครั้งบ้างไหม ตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกัน จนถึงวันนี้... มีสักวินาทีไหมที่คุณคิดว่าไอ้คนที่คุณปากจัดใส่ทุกวันเนี่ย มันอาจจะกำลังคลั่งไคล้คุณจนแทบคลั่งอยู่แล้ว?!” คำสารภาพที่พรั่งพรูออกมาจากปากของสถาปนิกหนุ่มผู้แสนเย่อหยิ่งและมาดนิ่ง ทำให้พริมาชะงักค้าง ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง สมองของเธอประมวลผลคำพูดเหล่านั้นไม่ทัน หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก นี่เขา... กำลังพูดเรื่องอะไรอยู่? นี่คือการสารภาพรักหรือการทะเลาะกันแน่ทำไมมันถึงปะปนกันจนแยกไม่ออกแบบนี้! “ธันวา... คุณ...” พริมาอ้าปากค้าง สมองตื้อตันไปหมด ทิฐิและคำพูดจิกกัดนับร้อยที่เตรียมไว้ในหัวมลายหายไปในพริบตา “ใช่! ผมคลั่งรักคุณ!” ธันวาพูดซ้ำด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายที่เริ่มลามเลียไปทั่วใบหน้าคมคายของเขา มือหนาทั้งสองข้างคว้าจับไหล่บางของหญิงสาวไว้แน่น บังคับให้เธอยืนนิ่งรับฟังความจริงที่เขาเก็บงำมานาน “ผมหงุดหงิดทุกครั้งที่คุณไปยืนวิจารณ์งานคนอื่น ผมหึงทุกครั้งที่คุณยิ้มให้ไอ้พวกสถาปนิกหนุ่มๆ ในงานสัมมนา และผมเกลียดตัวเองที่สุดที่ต้องมานั่งทะเลาะกับผู้หญิงปากเก่งอย่างคุณแบบนี้... แต่ผมก็เกลียดมากกว่า ถ้าวันหนึ่งคุณจะเดินจากไปแล้วไม่หันกลับมามองผมอีกเลย!” บรรยากาศในห้องอัดแน่นไปด้วยกระแสไฟฟ้าที่วิ่งพล่าน หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ มองผู้ชายตรงหน้าที่ตอนนี้ใบหูขึ้นสีแดงจัดอย่างเห็นได้ชัด ความเย่อหยิ่งและมาดนิ่งหายไปไหนหมด เหลือเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังทุ่มเทความรู้สึกทั้งหมดระบายออกมาให้เธอได้ยิน พริมาเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจที่เคยพองโตด้วยความโกรธเมื่อครู่ กลับถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอุ่นวาบที่แผ่ซ่านไปทั่วอก ทว่า... สัญชาตญาณของการเป็นนักวิจารณ์ปากกล้าและคนที่ไม่เคยยอมใคร ทำให้เธอยังคงเชิดหน้าขึ้น แม้ว่าเสียงหัวใจมันจะเต้นดังกลบเสียงความคิดของเธอไปหมดแล้วก็ตาม “ถ้าคุณคิดว่าการสารภาพรักแบบนี้มันจะทำให้ฉันลืมเรื่องที่คุณดูถูกไอเดียชุมชนของฉันเมื่ออาทิตย์ก่อนได้ล่ะก็... ฝันไปเถอะค่ะ ธันวา” พริมาพยายามดึงเสียงให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่ามือที่เกาะอยู่บนไหล่ของเธอจะสั่นน้อยๆ ก็ตาม “เรายังเคลียร์กันไม่จบเรื่องทัศนคติของคุณ...” “งั้นก็เคลียร์กันตอนนี้เลยสิครับ” ธันวาพูดแทรกขึ้นทันที ดวงตาคู่คมฉายแววเจ้าเล่ห์และดุดันขึ้นมาในเสี้ยววินาที “คุณบอกว่าผมไม่ฟังคุณใช่ไหม งั้นพิสูจน์ให้ผมเห็นสิ... ว่าปากคมๆ ของคุณเนี่ย มันจะเก่งกาจแค่ไหนเวลาที่อยู่ใกล้ผมแบบนี้” พูดจบ ธันวาไม่เปิดโอกาสให้พริมาได้อ้าปากเถียงแม้แต่คำเดียว ร่างสูงก้มลงประกบเรียวปากลงบนกลีบปากนุ่มของเธอทันทีอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด! สัมผัสที่เกิดขึ้นไม่ได้นุ่มนวลและอ่อนหวานเหมือนฉากในนิยายรักทั่วไป แต่มันเต็มไปด้วยความโหยหา ความดุดัน และความอัดอั้นที่สะสมมานานนับเดือน พริมาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ สมองขาวโพลนจนคิดอะไรไม่ออก มือเล็กที่เคยผลักไสกลับเปลี่ยนเป็นกำเสื้อเชิ้ตของเขาแน่นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกตื่นเต้นหวาดหวั่นตีรวนขึ้นมาในท้องจนขาแทบทรุด ธันวาประคองท้ายทอยของเธอไว้มั่น ลึกลงไปในรสจูบที่ทั้งเอาแต่ใจและเว้าวอน เขากวาดต้อนความหวานจากโพรงปากนุ่มอย่างไม่ยอมให้หลบหนี ก่อนจะค่อยๆ ผ่อนน้ำหนักลงเมื่อรับรู้ว่าหญิงสาวเริ่มตอบสนองด้วยความเก้ๆ กังๆ แต่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดที่ทำให้เขาแทบคลั่ง ห้องนั่งเล่นที่เคยเป็นสนามรบทางความคิด บัดนี้เหลือเพียงเสียงลมหายใจหอบกระชั้นและอุณหภูมิความร้อนที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังลึกซึ้งและชวนให้หัวใจเต้นระส่ำจนแทบหลุดออกมาจากอก ทว่า... ในจังหวะที่ธันวาผ่อนลมหายใจออกเล็กน้อยเพื่อจะกระซิบคำบางคำชิดริมฝีปากนุ่มที่บวมเจ่อจากการจูบ... *กริ๊งงงงงงงงง!* เสียงกริ่งหน้าห้องดังแทรกขึ้นมาอย่างทำลายบรรยากาศโดยสิ้นเชิง! ธันวาชะงัก ถอนริมฝีปากออกช้าๆ อย่างขัดใจ ดวงตาคู่คมฉายแววหงุดหงิดสุดขีดที่ถูกขัดจังหวะในวินาทีสำคัญ ส่วนพริมาสะดุ้งสุดตัว สติที่กระเจิดกระเจิงกลับเข้าร่าง เธอยกมือขึ้นดันอกเขาออกเบื้องหน้าอย่างแรง ใบหน้าหวานแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู เสียงฝีเท้าและเสียงเคาะประตูดังปึงปังจากด้านนอก ตามด้วยเสียงตะโกนคุ้นเคยของเพื่อนสนิทที่ถือวิสาสะกดรหัสผ่านประตูเข้ามาเองโดยไม่รอให้เจ้าของอนุญาต! *“ยัยพริมา! แกเปิดประตูให้ฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ! ฉันรู้ว่าแกอยู่ข้างใน... ตายจริง! ฉันไม่ได้ขัดจังหวะอะไรแกกับคุณธันวาใช่ไหมเนี่ย?!”* -------------------------------------------------- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟินและลุ้นไปกับความปากแข็งของคู่นี้ด้วยกันนะครับ!
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกมาดนิ่งกับนักวิจารณ์ปากกล้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%