สารวัตรมือสะอาดกับอัยการไร้เงา•ตอนที่ 22

เสียงกระซิบจากความมืด

ผลงานโดย พยานปากเอก
คราบเขม่าดินปืนบนกระดาษซับหมึกไม่ได้พิสูจน์ว่าใครเป็นคนลั่นไก แต่มันยืนยันชัดเจนว่ามีคนพยายามเช็ดรอยนิ้วมือบนนั้นจนเกลี้ยง สารวัตรกรณ์วางแฟ้มคดีลงบนโต๊ะไม้สักเก่าคร่ำคร่า เสียงกระดาษกระทบพื้นผิวไม้ดังทึบในความเงียบสงัดของห้องทำงานยามวิกาล แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะขับให้ใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้าดูเคร่งขรึมยิ่งขึ้น ดวงตาคู่คมจดจ้องไปยังภาพถ่ายที่เกิดเหตุฆาตกรรมอำพรางเมื่อสัปดาห์ก่อน ภาพของอดีตนายตำรวจผู้กุมความลับเรื่องส่วยสายตรวจไว้ครึ่งค่อนเมือง ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นเพียงศพไร้ลมหายใจในรถเก๋งหรูริมทางด่วน "หลักฐานในฮาร์ดดิสก์ที่คุณหมวดวินกู้มาได้... เริ่มส่งกลิ่นเน่าแล้วใช่ไหมครับสารวัตร" เสียงทุ้มต่ำแต่เย็นเยียบดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง อัยการพิมพ์ลภัสก้าวพ้นเงาสลัวของตู้หนังสือออกมา เธอยืนกอดอก ชุดสูทสีดำสนิทขับเน้นบุคลิกอันปราดเปรื่องและห่างเหิน เค้าโครงหน้าเรียบนิ่งไร้รอยยิ้ม ทว่าแววตาหลังกรอบแว่นทรงเหลี่ยมกลับพราวระยับด้วยประกายแห่งความท้าทาย กรณ์ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนาทันที เขายังคงเคาะนิ้วชี้ลงบนโต๊ะเป็นจังหวะสม่ำเสมอ "กลิ่นเน่าไม่ได้มาจากฮาร์ดดิสก์หรอกครับท่านอัยการ... แต่มันมาจากสำนวนคดีบนโต๊ะทำงานของพวกเราเองต่างหาก ที่พยายามป้ายสีให้คดีฆาตกรรมกลายเป็นการปล้นชิงทรัพย์ธรรมดา" พิมพ์ลภัสเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานอีกก้าว เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นซีเมนต์ขัดมันดังสะท้อนก้อง เธอโน้มตัวลงเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างเธอกับกรณ์ลดลงจนสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันตรายที่แผ่ออกมาจากตัวตนของคนทั้งคู่ "ความจริงบางเรื่อง... ถ้าขุดลึกเกินไป คนที่จะไม่ได้หายใจก่อนเพื่อนไม่ใช่ฆาตกรตัวจริงหรอกครับสารวัตร แต่จะเป็นตำรวจน้ำดีอย่างคุณนั่นแหละ" เธอย้ำเสียงหนักแน่นในคำว่า *'ตำรวจน้ำดี'* ด้วยน้ำเสียงที่เจือรอยเย้ยหยันจางๆ "ผมยอมตายเพราะความจริง ดีกว่ามีชีวิตอยู่โดยการเป็นหุ่นเชิดบนกองเงินสีเทาของใครบางคนครับ" กรณ์เงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายตรงๆ สายตาของเขานิ่งสนิทและดุดันราวกับคมมีดที่พร้อมกรีดแทงทุกข้อกล่าวหา ก่อนที่บทสนทนาเชือดเฉือนระหว่างคนทั้งสองจะดำเนินไปมากกว่านั้น เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะของกรณ์ก็แผดเสียงแหลมขึ้นท่ามกลางความเงียบ มันไม่ใช่เสียงเรียกเข้าปกติ แต่เป็นเสียงแจ้งเตือนจากระบบเข้ารหัสลับที่หมวดวินตั้งค่าไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินเท่านั้น กรณ์ขมวดคิ้วเล็กน้อย หยิบเครื่องขึ้นมาดู หน้าจอแสดงข้อความสั้นๆ จากเบอร์แปลกที่ไม่มีชื่อบันทึก: *[อยากรู้ไหมว่าใครเป็นคนสั่งเก็บสารวัตรใหญ่เมื่อคืนก่อน? มาที่โกดังร้างท่าเรือหมายเลข 7 ภายในสิบห้า นาทีนี้ ถ้าไม่อยากให้ลูกน้องคนสนิทของคุณกลายเป็นศพรายต่อไป]* บรรยากาศในห้องอุณหภูมิลดฮวบลงทันตาเห็น กรณ์เงยหน้าขึ้นมองอัยการสาวทันที พิมพ์ลภัสเองก็สังเกตเห็นความผิดปกติจากสีหน้าของเขา จึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงระแวดระวัง "มีเรื่องอะไร?" "พยานปากใหม่อีกรายติดต่อเข้ามา... พร้อมเงื่อนไขที่เดิมพันด้วยชีวิตของหมวดวิน" กรณ์ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ คว้าปืนพกประจำกายขึ้นมาตรวจสอบรังเพลิงอย่างรวดเร็ว เสียงเหล็กกระทบกันดัง *คลิก* หนักแน่นและเด็ดขาด "คุณกำลังจะไปที่ท่าเรือหมายเลข 7 ลำพังเหรอครับสารวัตร? นั่นมันเขตอิทธิพลของกองกำกับธนาเชียวนะ คุณก็รู้ว่าเขามีลูกน้องกระจายอยู่ทุกมุมเมือง" พิมพ์ลภัสขมวดคิ้วมุ่น ความเย็นชาบนใบหน้าถูกแทนที่ด้วยความกังวลชั่วขณะ แม้เธอจะพยายามเก็บอาการไว้อย่างแนบเนียนก็ตาม "ถ้าผมไม่ไป คนที่จะไม่มีโอกาสพูดความจริงอีกเลยคือวิน... และความลับเรื่องเบื้องหลังผู้กำกับธนาจะฝังลงหลุมไปพร้อมกับเขา" กรณ์ก้าวเดินไปที่ประตูห้องอย่างรวดเร็ว "เดี๋ยวก่อนครับสารวัตร!" พิมพ์ลภัสก้าวตามมาคว้าแขนเขาไว้ มือเรียวบีบแน่นผ่านเนื้อผ้าสูท แรงสัมผัสนั้นเต็มไปด้วยความลังเลและความหวาดกลัวที่ถูกซ่อนไว้ใต้ท่าทีเย่อหยิ่ง "การเดินทางเข้าไปในดงเสือโดยไม่มีแผนสำรอง... มันไม่ใช่ความกล้าหาญ แต่มันคือการฆ่าตัวตายชัดๆ" กรณ์หยุดเดิน เขาก้มลงมองมือเรียวที่จับแขนตนเองอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองลึกลงไปในดวงตาคู่สวยที่ไหววับด้วยความรู้สึกซับซ้อน "บางครั้ง... เราก็ต้องยอมเดินเข้าไปในปากอبارเพื่อกระชากหน้ากากมันออกมาครับท่านอัยการ" กรณ์ดึงแขนออกอย่างสุภาพแต่เด็ดขาด "ถ้าผมไม่กลับมาในอีกหนึ่งชั่วโมง... เอกสารลับทั้งหมดในตู้เซฟจะถูกส่งต่อไปยังสื่อมวลชนทันที ฝากจัดการต่อด้วยนะครับ" พูดจบ สารวัตรหนุ่มก็ผลักประตูเดินออกไปอย่างไร้ความลังเล ทิ้งให้อัยการสาว站นิ่งอยู่ลำพังท่ามกลางแสงไฟสลัว พิมพ์ลภัสสูดหายใจเข้าลึกเพื่อควบคุมความสั่นเทวราบในอก เธอรีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาต่อสายหาใครบางคนทันทีด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย "เตรียมกำลังคนทั้งหมด... เรากำลังจะไปที่ท่าเรือหมายเลข 7" เธอสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดที่ซ่อนความร้อนรนไว้แทบไม่มิด ในขณะเดียวกัน ที่ท่าเรือหมายเลข 7 ลมทะเลคาวคลุ้งพัดตีปะทะร่างของสารวัตรกรณ์ที่ก้าวลงจากรถยนต์ส่วนตัว ความมืดมิดโรยตัวปกคลุมทั่วบริเวณ มีเพียงแสงไฟกะพริบจากเรือสินค้าขนาดใหญ่ที่จอดเทียบท่าอยู่ไกลออกไป เงาตะคุ่มของโกดังสินค้าเก่าแก่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ราวกับสัตว์ประหลาดอ้าปากรอรับเหยื่อผู้โชคร้าย กรณ์ก้าวเดินเข้าไปในความเงียบงัน เสียงฝีเท้าของตนเองดังสะท้อนก้องบนพื้นคอนกรีตที่เปียกชื้น ปืนพกในมือถูกกำไว้แน่น นิ้วชี้ทาบอยู่ข้างโครงปืนพร้อมตอบสนองทุกสถานการณ์ *เอี๊ยด...* เสียงประตูเหล็กบานใหญ่ของโกดังถูกเปิดออกโดยแรงลม หรือบางที... อาจจะมีใครบางคนเปิดมันรอต้อนรับเขาอยู่แล้ว กรณ์หยุดยืนนิ่งอยู่ที่หน้าทางเข้า สายตาสอดส่องฝ่าความมืดเข้าไปด้านใน ทันใดนั้น ไฟส่องสว่างดวงใหญ่ใต้เพดานโกดังก็ถูกเปิดขึ้นพรวดเดียวจนแสบตา แสงสีขาวจ้าสาดส่องลงมาตรงกลางพื้นที่โล่งกว้าง ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้ลมหายใจของสารวัตรมือสะอาดสะดุดกะทันหัน หมวดวินถูกมัดติดอยู่กับเก้าอี้ไม้เก่า ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและคราบเลือด สติสัมปชัญญะเลือนราง แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือร่างของชายอีกคนหนึ่งที่นอนคว่ำหน้าจมกองเลือดอยู่ใกล้ๆ – ชายคนนั้นคือสายลับที่เคยส่งข้อมูลให้เขาเมื่อสัปดาห์ก่อน และเหนือร่างไร้วิญญาณนั้น มีเงาร่างหนึ่งยืนถือปืนพكจ่อขมับหมวดวินไว้อย่างเลือดเย็น กรณ์เบิกตากว้างเมื่อเห็นใบหน้าที่ค่อยๆ เงยขึ้นมาจากความมืด พร้อมกับรอยยิ้มคุ้นเคยที่ส่งตรงมาหาเขา... รอยยิ้มอันแสนอบอุ่นของผู้บังคับบัญชาที่เขาเคารพรักมาตลอดชีวิต "มาช้าเสียจริงนะ... สารวัตรกรณ์" ผู้กำกับธนาเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ราวกับพวกเขากำลังยืนคุยกันเรื่องดินฟ้าอากาศในสำนักงาน ไม่ใช่การเผชิญหน้ากันบนกองเลือด ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดและจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของความขัดแย้งนี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สารวัตรมือสะอาดกับอัยการไร้เงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%