กลิ่นคาวเลือดจางๆ ผสมกับกลิ่นอับชื้นของอาคารร้างที่ถูกทิ้งร้างมานับสิบปีไม่ได้ทำให้รวินท์รู้สึกสะท้านสะเทือน เขากำลังก้มลงตรวจสภาพศพที่นอนบิดเบี้ยวอยู่กลางห้องโถง แสงไฟจากหน้าจอสมาร์ทโฟนของเขาสาดกระทบใบหน้าที่ซีดเผือดของผู้ตาย ดวงตาที่เบิกโพลงค้างจ้องมองเพดานด้วยความหวาดกลัวสุดขีด รวินท์ขมวดคิ้วแน่น มือที่สวมถุงมือยางเอื้อมไปสัมผัสรอยไหม้แปลกประหลาดที่ข้อมือซ้ายของศพ มันไม่ใช่รอยไหม้จากสารเคมี แต่มันเป็นรอยประทับที่เหมือนกับอักขระโบราณซึ่งเขามักเห็นในตำราที่พ่อเขาเคยเก็บซ่อนไว้ใต้เตียงนอนในวัยเด็ก
"คุณกำลังมองหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์จากสิ่งที่วิทยาศาสตร์เข้าไม่ถึงหรือครับ ร้อยตำรวจเอก"
เสียงทุ้มนุ่มลึกที่แฝงไปด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยดังขึ้นจากความมืดด้านหลัง รวินท์ไม่จำเป็นต้องหันไปมอง เขารู้ดีว่าใครยืนอยู่ตรงนั้น กลิ่นกำยานจางๆ ที่ลอยมาแตะจมูกเป็นเอกลักษณ์ของคนผู้นี้—ศศิ
รวินท์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลิกตัวกลับไปเผชิญหน้ากับร่างสูงโปร่งที่สวมชุดสูทเนี้ยบกริบซึ่งดูขัดกับสภาพตึกร้างที่เต็มไปด้วยฝุ่น เขายืนกอดอกพิงเสาปูนที่กะเทาะจนเห็นเนื้อเหล็กข้างใน ท่าทางผ่อนคลายราวกับกำลังเดินเล่นในแกลเลอรีศิลปะ ไม่ใช่ที่เกิดเหตุฆาตกรรมโหด
"ผมไม่ได้มองหาเหตุผล ผมกำลังมองหาความจริง" รวินท์ตอบเสียงเรียบ พยายามคุมจังหวะหัวใจให้คงที่ "ส่วนคุณ... ในฐานะบุคคลไม่ได้รับเชิญ ควรจะหันหลังกลับไปก่อนที่ผมจะข้อหาขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่"
ศศิหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก้าวเท้าออกมาจากเงามืดอย่างเชื่องช้า ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องรวินท์ราวกับกำลังมองทะลุผ่านเสื้อผ้าไปถึงกระดูก "ความจริงที่ว่าคุณกำลังพยายามกดทับสายเลือดหมอผีในกายตัวเองด้วยการอ้างชื่อนิติวิทยาศาสตร์น่ะหรือครับ? น่าสงสารจัง... ทั้งที่คุณรู้ดีว่ารอยประทับบนข้อมือศพไม่ใช่การฆาตกรรมธรรมดา แต่มันคือ 'การสังเวย'"
"หยุดเพ้อเจ้อได้แล้ว" รวินท์ก้าวเข้าหาศศิหนึ่งก้าว ระยะห่างที่ลดลงทำให้ทั้งคู่สัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลจากกันและกัน "ที่นี่เป็นคดีฆาตกรรมอำพราง ผมไม่ต้องการคำบอกเล่าเรื่องไสยศาสตร์จากคุณ"
"งั้นลองดูนี่สิครับ" ศศิไม่ได้โต้เถียง แต่เขายื่นมือขวาออกมา ในนั้นมีวัตถุบางอย่างห่อด้วยผ้าไหมสีดำสนิท เขาวางมันลงบนโต๊ะไม้ผุๆ ใกล้ศพแล้วคลี่ผ้าออก เผยให้เห็นเศษชิ้นส่วนของ 'กระจกเงาอาถรรพ์' ที่แตกกระจาย "สิ่งที่คุณหาไม่เจอ... คือสิ่งที่ถูกซ่อนไว้ในรอยต่อของความจำ เหยื่อคนนี้ไม่ได้ถูกฆ่าเพราะความแค้น แต่เขาถูกฆ่าเพราะเขา 'จำ' ในสิ่งที่เขาไม่ควรจำได้ต่างหาก"
รวินท์ชะงัก สายตาจ้องเขม็งไปยังชิ้นส่วนกระจกนั้น เขาจำมันได้ดี มันไม่ใช่กระจกธรรมดา หากเป็นเครื่องมือสะกดวิญญาณที่เขาสาบานว่าจะไม่มีวันแตะต้องอีกเด็ดขาด มือของเขาสั่นไหวเพียงชั่ววูบก่อนจะกำหมัดแน่น
"คุณต้องการอะไรกันแน่ ศศิ" รวินท์ถามด้วยน้ำเสียงต่ำ
"ผมต้องการให้คุณยอมรับครับ" ศศิขยับเข้าไปใกล้จนรวินท์สัมผัสได้ถึงลมหายใจที่เย็นเยียบ "ยอมรับว่าคุณไม่ใช่แค่ตำรวจ แต่คุณคือจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่จะไขความลับของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อยี่สิบปีก่อนได้... คดีที่ทำให้พ่อของคุณหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย"
รวินท์กัดฟันกรอด ความทรงจำในวัยเด็กที่พยายามฝังลบเริ่มไหลย้อนกลับมาเหมือนเขื่อนแตก เขาจำได้... คืนนั้นที่บ้านเขากลายเป็นนรกขนาดย่อม และชายคนนี้—ศศิ—ก็ยืนอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย
"อย่าเอาเรื่องพ่อมาขู่ผม"
"ผมไม่ได้ขู่ แต่ผมกำลังเตือน" ศศิเอื้อมมือไปหยิบเศษกระจกขึ้นมาแล้ววางลงบนฝ่ามือของรวินท์อย่างถือวิสาสะ เมื่อปลายนิ้วของทั้งสองสัมผัสกัน กระแสไฟแปลกประหลาดแล่นผ่านร่างของรวินท์จนเขาต้องสะดุ้งสุดตัว "ดูให้ดีรวินท์... รอยเลือดที่เปื้อนบนกระจกนี้ ไม่ใช่ของเหยื่อที่ตายตรงหน้า แต่มันเป็นเลือดที่มีกลิ่นของ... 'ตระกูลคุณ'"
รวินท์รีบดึงมือออกราวกับถูกไฟลวก เขาจ้องมองศศิด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสนและหวาดระแวง แต่ก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยคำถามใดๆ จู่ๆ เสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังขึ้นจากซอกมุมมืดของอาคาร ไม่ใช่เสียงคน แต่เป็นเสียงที่เหมือนโลหะครูดกับพื้นปูนอย่างรุนแรง
ศศิหันไปมองทางต้นเสียง ใบหน้าที่เคยนิ่งเฉยกลับปรากฏรอยยิ้มที่ดูประหลาดใจเป็นครั้งแรก "ดูเหมือนแขกไม่ได้รับเชิญตัวจริง... จะไม่อยากให้เราคุยกันนานนักนะครับ"
รวินท์ชักปืนพกประจำกายออกมาในทันที ประสาทสัมผัสของเขาสั่งให้ระวังภัย แต่ในวินาทีที่เขาจะหันไปเล็งปืนไปยังความมืด ศศิกลับคว้าข้อมือเขาไว้แน่น แรงบีบนั้นมหาศาลเกินกว่ามนุษย์ทั่วไป
"อย่ามองที่ปืน" ศศิกระซิบข้างหู น้ำเสียงกดต่ำจนรวินท์ขนลุก "ถ้าอยากรอด... จงมองไปที่รอยเลือดบนพื้น แล้วร่ายมนตร์บทที่เขาเคยสอนคุณก่อนที่มันจะกระโจนเข้าใส่เรา!"
รวินท์ชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเขาก้มลงมองตามที่ศศิบอก รอยเลือดบนพื้นไม้กลับเริ่มขยายตัวและก่อตัวเป็นอักขระที่เขารู้จักดี... อักขระปิดผนึกที่เขาสาบานว่าจะไม่มีวันใช้มันอีกครั้ง ทว่าในวินาทีที่เงาดำขนาดมหึมาพุ่งทะลุเงามืดออกมาพร้อมเสียงคำรามที่สั่นประสาท รวินท์ก็รู้ทันทีว่า หากเขาไม่ตัดสินใจในตอนนี้ ความตายอาจเป็นทางออกที่ปรานีที่สุดที่เขาสามารถได้รับ
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ความมืดมิดไปพร้อมกับผมนะครับ อรุณมนตราขาว
พิธีกรรมสังเวยความทรงจำกับนายตำรวจสายมู•ตอนที่ 2
แขกไม่ได้รับเชิญในที่เกิดเหตุ
ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พิธีกรรมสังเวยความทรงจำกับนายตำรวจสายมู นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
