“ขยะเปียกย่อมมีที่ของมัน หากเจ้ายังไม่รู้จักเจียมตัวอยู่ในลานซักล้างของสำนัก ก็จงอย่าได้คิดฝันจะเหยียบย่างเข้ามาในเขตตึกบัญชาการหลักอีกเลย”
เสียงเย้ยหยันบาดลึกดังก้องไปทั่วลานหินสีคราม รองเท้าปักลายเมฆาของ ‘เฟิงหง’ ศิษย์พี่ลำดับสามแห่งสำนักกระบี่นิรันดร์เหยียบลงบนตำราวิชาพื้นฐานที่ ‘หลี่มู่เฉิน’ เพิ่งจะเก็บขึ้นมาจากพื้น แผ่นกระดาษเก่าคร่ำถูกกดจมลงไปในดินโคลนที่เปียกชื้นจากน้ำค้างแข็ง
หลี่มู่เฉินไม่ได้เงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ขนตางอนงามนั้นเรียบเฉยดั่งผืนน้ำที่ไร้คลื่นลม ในใจของอดีตจอมมารผู้เคยผลาญสังหารศัตรูมานับหมื่นกลับรู้สึกเพียงความว่างเปล่าที่น่าขบขัน เขารู้ดีว่าหากเขาเพียงแค่กระดิกนิ้ว สะบั้นปราณเพียงเส้นเดียว ชีวิตของไอ้ศิษย์พี่จอมโอหังตรงหน้าก็จะดับสูญไปราวกับมดปลวก แต่ทว่า... ปณิธานที่เขาสร้างขึ้นเพื่อฝืนลิขิตฟ้าในชาติใหม่นี้ คือการซ่อนคมกระบี่ไว้ในฝักที่ลึกที่สุด
“ศิษย์พี่เฟิง ท่านกล่าวถูกแล้ว ข้าเป็นเพียงศิษย์สายนอกที่ต่ำต้อย ย่อมไม่ควรค่าแก่การมายืนปะปนกับผู้สูงส่งเช่นท่าน” หลี่มู่เฉินกล่าวเสียงเรียบ พลางก้มลงเก็บตำราเล่มนั้นขึ้นมาปัดดินออกอย่างบรรจง ท่าทีที่ดูราวกับยอมจำนนนั้น ยิ่งทำให้เฟิงหงรู้สึกขัดเคืองใจราวกับถูกลูบคม
“วาจาดีนักนะเจ้าเด็กเหลือขอ!” เฟิงหงแค่นหัวเราะ พลางกระชับด้ามกระบี่ข้างกาย แรงกดดันจากพลังปราณระดับก่อเกิดขั้นกลางแผ่ซ่านออกมาจนอากาศรอบข้างสั่นไหว “เมื่อวานข้าเห็นเจ้าเดินเคียงข้างศิษย์พี่จื่อเวยในสวนเหมันต์ ใครอนุญาตให้เศษสวะอย่างเจ้าเข้าใกล้รัศมีของนางกัน? รู้ไว้เสียด้วยว่าตำแหน่ง ‘ศิษย์สืบทอด’ ที่ท่านเจ้าสำนักหมายตานั้น ต้องเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว ไม่ใช่ไอ้คนไร้รากปราณเช่นเจ้า!”
หลี่มู่เฉินชะงักไปครู่หนึ่ง ภาพของเซียนจื่อเวยที่ยืนอยู่ใต้ต้นเหมยเมื่อวานหวนกลับมาในห้วงคำนึง ดวงตาสีน้ำแข็งคู่นั้นที่มองเขาด้วยความอ่อนโยนผิดแผกไปจากศิษย์คนอื่น ความอบอุ่นที่เขาไม่เคยได้รับในชาติภพก่อน สิ่งนี้เองหรือที่กลายเป็นชนวนเหตุให้เขาถูกเพ่งเล็ง?
“หากท่านหมายถึงเรื่องเมื่อวาน ข้าเพียงแค่นำยาบำรุงไปส่งตามคำสั่งของท่านอาจารย์อา มิได้มีเจตนาอื่นแอบแฝง”
“โกหก!” เฟิงหงตวาดลั่น ก่อนจะชักกระบี่ออกจากฝักครึ่งหนึ่ง เสียงโลหะกระทบฝักดังกังวานบาดแก้วหู “วันนี้ข้าจะสั่งสอนให้เจ้าจดจำไปจนตาย ว่าคนประเภทไหนที่ควรเงยหน้ามองฟ้า และคนประเภทไหนที่สมควรถูกเหยียบจมดิน!”
รัศมีกระบี่สีครามพุ่งปราดออกมาเป็นวงกว้าง มันไม่ใช่การโจมตีเพื่อสังหาร แต่เป็นการกดทับด้วยพลังปราณที่หนักอึ้ง หมายจะให้หลี่มู่เฉินต้องทรุดเข่าลงกับพื้นด้วยความอัปยศ ทว่าท่ามกลางแรงกดดันมหาศาลนั้น หลี่มู่เฉินกลับเพียงแค่ก้าวเท้าถอยหลังไปครึ่งก้าวอย่างแช่มช้า ร่างกายที่ดูบอบบางกลับโอนอ่อนผ่อนตามแรงลมราวกับต้นไผ่ที่ลู่ไปตามพายุ มิได้มีทีท่าว่าจะแตกหักแต่อย่างใด
“ศิษย์พี่… การบำเพ็ญเพียรคือการขัดเกลาจิตใจ มิใช่การใช้พลังข่มเหงผู้ที่อ่อนแอกว่า หากท่านมัวแต่ยึดติดกับตำแหน่งศิษย์สืบทอดจนลืมวิถีแห่งกระบี่ เกรงว่ากระบี่ของท่านในชีวิตนี้คงไม่มีวันบรรลุถึงแก่นแท้แห่งเมฆาได้หรอกนะคะ”
น้ำเสียงของหลี่มู่เฉินที่หลุดออกมานั้นนุ่มนวล ทว่ากลับแฝงไปด้วยพลังกดดันบางอย่างที่ทำเอาเฟิงหงถึงกับชะงักไปชั่วขณะ เขาไม่ได้พูดด้วยฐานะศิษย์น้อง แต่พูดด้วยฐานะของผู้ที่เคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดของยุทธภพ
“เจ้า... เจ้ากล้าสั่งสอนข้าหรือ!” เฟิงหงหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด เขาตวัดกระบี่เต็มแรงหมายจะฟาดฟันลงบนไหล่ของหลี่มู่เฉินให้หักสะบั้น
ในวินาทีที่คมกระบี่กำลังจะถึงตัว หลี่มู่เฉินสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความเย็นเยือกที่คุ้นเคยสายหนึ่งแล่นผ่านเข้ามาในลานกว้าง มวลอากาศรอบข้างที่ร้อนระอุด้วยโทสะของเฟิงหงพลันแข็งค้างดั่งถูกแช่แข็งในชั่วพริบตา
กระบี่ของเฟิงหงหยุดชะงักลงกลางอากาศ ก่อนที่จะถูกแรงปะทะบางอย่างสะท้อนกลับจนเขากระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว ร่างระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะแรกฤดู ร่อนลงประทับบนพื้นดินอย่างแผ่วเบาราวกับขนนก สายตาสีน้ำแข็งคมกริบของเซียนจื่อเวยตวัดมองเฟิงหงด้วยความเย็นชาที่ทำเอาคนทั้งลานต้องหยุดหายใจ
“ศิษย์พี่เฟิง สำนักกระบี่นิรันดร์ไม่ได้มีไว้เพื่อใช้ข่มเหงกันเอง” เสียงหวานใสดุจระฆังเงิน แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจสิทธิ์ขาด “หากท่านยังทำตัวเป็นอันธพาลเช่นนี้ ข้าคงต้องรายงานท่านอาจารย์ให้เพิกถอนสิทธิ์การเข้าหอตำราของท่านเป็นเวลาหนึ่งเดือน”
เฟิงหงกัดฟันกรอด ความโกรธแค้นในดวงตาวาวโรจน์ทว่าเขากลับไม่กล้าส่งเสียงโต้แย้ง “ศิษย์น้องจื่อเวย... เจ้าไม่รู้หรอกว่าไอ้เด็กนี่มันเสแสร้งเพียงใด!”
“ข้าไม่สนว่าเขาจะเป็นเช่นไร แต่ข้าสนว่าคนของสำนักกระบี่นิรันดร์ควรกระทำตัวเช่นไร” เซียนจื่อเวยกล่าวจบ ก็หันมามองหลี่มู่เฉิน แววตาที่เคยแข็งกร้าวพลันอ่อนแสงลงราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน “เจ้าบาดเจ็บหรือไม่?”
หลี่มู่เฉินก้มศีรษะลงเล็กน้อย ซ่อนแววตาที่ยากจะคาดเดาไว้ภายใต้ร่มเงาของคิ้ว “ขอบพระคุณศิษย์พี่จื่อเวย ข้ามิเป็นไรขอรับ”
เซียนจื่อเวยยื่นมือไปแตะที่ไหล่ของเขาเบาๆ ความร้อนจากไอสังหารของเฟิงหงที่ยังหลงเหลืออยู่ถูกปัดเป่าหายไปด้วยปราณเย็นบริสุทธิ์ “คืนนี้... มาพบข้าที่ยอดเขาสุสานดาบ ข้ามีบางอย่างที่อยากจะ ‘ทดสอบ’ เจ้าเสียหน่อย”
ทันทีที่นางกล่าวจบ นางก็หันหลังกลับและทะยานหายไปในก้อนเมฆทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมของดอกเหมยจางๆ และสายตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาจากเฟิงหงที่ยังคงจ้องมองหลี่มู่เฉินราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
หลี่มู่เฉินมองตามร่างที่จากไป มุมปากของเขาหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มาจากความอบอุ่น แต่มาจากความสนุกสนานที่กำลังจะเริ่มขึ้น เพราะในยอดเขาสุสานดาบแห่งนั้น... เขาจำได้ดีว่ามีกุญแจสำคัญที่ใช้ปลดผนึกวิชา ‘นิรันดร์ไร้ลักษณ์’ ของเขาซ่อนอยู่
และนั่นหมายความว่า... เกมของเขาได้เริ่มขึ้นอย่างแท้จริงแล้ว
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับรอยร้าวแห่งโชคชะตานี้ หลิวเยี่ยนซีจะรอพบทุกท่านในตอนถัดไปนะคะ
กระบี่นิรันดร์สะบั้นเมฆา: วิถีเซียนไร้ลักษณ์•ตอนที่ 3
การดูแคลนจากเบื้องบน
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่นิรันดร์สะบั้นเมฆา: วิถีเซียนไร้ลักษณ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
