"สมบัติที่ว่า... หมายถึงชีวิตของผมด้วยหรือเปล่าครับ คุณหลวง?"
ธามเอ่ยถาม เสียงของเขาเรียบนิ่งทว่าสั่นไหวเล็กน้อยในระดับที่เจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบของชายเบื้องหน้าที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากภาพถ่ายโบราณขัดกับสูทสั่งตัดราคาแพงลิ่ว คุณหลวงอรรถไม่ได้ตอบทันที เขาเพียงขยับยิ้มที่มุมปาก—รอยยิ้มที่ดูราวกับกำลังมองดูมดปลวกที่พยายามปีนป่ายขึ้นมาจากเหว
"ชีวิตของคนเราก็เหมือนวัตถุโบราณนั่นแหละธาม" คุณหลวงเดินช้าๆ ไปรอบร้านขายกล้องเก่าๆ ของธาม นิ้วเรียวที่สวมแหวนทองฝังนิลลูบไล้ไปตามตู้กระจก "คุณค่าของมันถูกกำหนดด้วยกาลเวลา และเมื่อถึงคราวที่ต้องถูกเก็บรักษา ก็มักจะมี 'ราคา' ที่ต้องจ่ายเสมอ อย่าได้ทำให้ตัวเองกลายเป็นเศษซากที่ไม่มีใครต้องการเลย"
เมื่อชายชุดสูทเดินคล้อยหลังออกไปโดยทิ้งความเย็นเยือกไว้เบื้องหลัง ธามกำหมัดแน่นในกระเป๋ากางเกง ภาพถ่ายในมือที่เขาสั่นเครือคว้ามาจากซองจดหมายปริศนาเมื่อหลายวันก่อนถูกกำจนยับยู่ยี่ ในนั้นคือภาพคฤหาสน์ไม้สักทรงยุโรปโบราณที่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์ครึ้ม—สถานที่ที่เขาเชื่อว่าซ่อนความจริงเกี่ยวกับการตายของพ่อแม่เขาไว้
ธามไม่รอช้า เขาคว้ากล้อง Leica ตัวเก่งและเสื้อแจ็กเก็ตตัวหนา ก่อนจะพุ่งตัวออกไปในความมืดของราตรีที่ไร้แสงดาว
คฤหาสน์รังสิมันต์ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาห่างไกลจากตัวเมืองเหมือนสัตว์ร้ายที่กำลังจำศีล ธามปีนผ่านรั้วเหล็กดัดที่ขึ้นสนิมกรัง เสียงโลหะกระทบกันดังแผ่วเบาทว่าบาดลึกในความเงียบงัน เขาก้าวเดินไปตามรอยเท้าที่พร่าเลือนบนพื้นหญ้าที่เปียกชื้นด้วยน้ำค้าง กลิ่นอายของไม้เก่าและกลิ่นดินที่อบอวลชวนให้รู้สึกเหมือนกำลังถูกกดทับด้วยมวลอากาศมหาศาล
เขาหยุดกะทันหันเมื่อเห็นเงาร่างหนึ่งยืนสงบนิ่งอยู่ที่ระเบียงชั้นสอง หญิงสาวในชุดกระโปรงสีเทาหม่น ผิวขาวจัดของเธอตัดกับความมืดมิดรอบข้างจนดูราวกับภาพวาดที่ไร้ชีวิต
"คุณไม่ควรมาที่นี่ ธาม"
เสียงนั้นเย็นเยียบแต่ทว่ากังวาน ธามชะงัก สายตาเพ่งมองผ่านความมืด "คุณเป็นใคร? และทำไมถึงรู้จักชื่อผม?"
"ฉันคือนักโทษในรอยจารึกที่พวกเขาพยายามลบชื่อทิ้งไป" หญิงสาวคนนั้นหันกลับมา แสงจันทร์เสี้ยวสาดส่องกระทบใบหน้าที่เรียบเฉยแต่แฝงด้วยความโศกเศร้าล้ำลึก "ฉันชื่อมินตรา... และสิ่งที่คุณกำลังตามหา มันไม่ได้อยู่ในตู้เซฟหรือใต้ฝังศพ แต่มันอยู่ในความทรงจำที่ถูกสาปแช่งของตระกูลอรรถ"
ธามก้าวขึ้นบันไดไม้ที่ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดเหมือนฟันของคนชราที่กระทบกัน "ผมมีภาพถ่ายใบนี้ ผมต้องการรู้ว่าทำไมพ่อแม่ของผมถึงต้องเข้าไปพัวพันกับสถานที่แห่งนี้ในคืนที่เกิดเพลิงไหม้"
มินตราเดินเข้ามาใกล้ ธามได้กลิ่นดอกราตรีจางๆ จากตัวเธอ เธอโน้มตัวลงมาเล็กน้อยจนเขาสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมา "พ่อแม่ของคุณไม่ได้แค่เข้าไปพัวพัน ธาม... พวกเขาคือคนแรกที่ 'อ่าน' รอยจารึกนั้นออก และนั่นคือสาเหตุที่พวกเขาไม่มีวันได้เดินออกจากที่นี่"
เธอหยิบเหรียญโลหะสีทองแดงเก่าคร่ำจากคอเสื้อขึ้นมาให้เขาดู บนเหรียญนั้นสลักอักขระแปลกประหลาดที่ธามเคยเห็นผ่านตาในสมุดบันทึกของพ่อ ทันทีที่นิ้วของเขาแตะลงบนเหรียญ ความรู้สึกเหมือนไฟฟ้าสถิตแล่นผ่านปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจ จังหวะหัวใจของเขาเริ่มผิดเพี้ยน ภาพนิมิตสีเลือดพร่าเลือนผ่านเข้ามาในหัว... เสียงกรีดร้อง เสียงไฟที่ลุกโชน และเงาสีดำที่ยืนอยู่เหนือร่างของใครบางคน
"ระวัง!" มินตรากระซิบ เสียงของเธอเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนก
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นของรองเท้าหนังขัดมันก็ดังขึ้นมาจากทางเดินมืดมิดด้านหลังของคฤหาสน์ เสียงนั่นค่อยๆ เคลื่อนใกล้เข้ามาอย่างจงใจ ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้มของคนคนหนึ่งก้าวออกมาจากมุมมืด พร้อมกับแสงไฟฉายที่สาดส่องตรงมาที่ใบหน้าของธาม
"ยินดีต้อนรับสู่บ้าน... ธาม" เสียงของคุณหลวงอรรถดังก้องในโถงทางเดิน "ผมเตือนคุณแล้วว่าอย่ารนหาที่ตาย แต่นี่สินะ... สายเลือดของคนอวดดีที่ไม่อยากจำความตายของตัวเอง"
ธามหันกลับไปมอง แต่ทว่าข้างกายของเขาในวินาทีนี้นั้น—ว่างเปล่า มินตราหายไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นดอกราตรีที่ยังคงอบอวลอยู่รอบตัวเขา ในขณะที่มือของคุณหลวงเอื้อมออกมาจับที่ไหล่ของธามไว้อย่างแรง รอยยิ้มอำมหิตนั้นขยายกว้างขึ้นพร้อมกับเสียงกระซิบที่ชวนขนหัวลุก
"ในเมื่อกลับมาถึงถิ่นแล้ว ก็จงเป็นส่วนหนึ่งของรอยจารึกที่สาบสูญนี้ตลอดกาลเสียเถิด"
*ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามร่วมลุ้นไปกับปริศนาแห่งเงามืดในครั้งนี้ครับ - ฟีนิกซ์สีทอง*
ปีกเพลิงเพรียกหาตะวัน: ปาฏิหาริย์แห่งรอยแค้น•ตอนที่ 2
รอยเท้าในความมืด
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปีกเพลิงเพรียกหาตะวัน: ปาฏิหาริย์แห่งรอยแค้น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!