“อย่าปล่อยมือ! ศศิน... ได้ยินฉันไหม อย่าปล่อยมือเด็ดขาด!”
เสียงของรินรดาแผดลั่นท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของมวลอากาศที่บิดเบี้ยว ราวกับมีใครบางคนกำลังใช้มีดโกนกรีดผ่ามิติเวลาให้แยกออกจากกัน ศศินกัดฟันแน่นจนกรามขึ้นนูน มือข้างหนึ่งของเขากำรอบข้อมือของ ‘ธนากร’ เพื่อนร่วมทีมผู้ร่วมชะตากรรมเอาไว้จนสั่นสะท้าน อีกมือหนึ่งเกาะขอบแท่นศิลาโบราณที่สั่นสะเทือนรุนแรงจนฝุ่นหินร่วงกราวลงมาเหมือนม่านหมอก
“มันกำลังดึงผมไป... ศศิน... มันไม่ใช่แรงลม แต่มันคือแรงดึงดูดจากข้างในนั้น!” ธนากรตะโกนตอบ ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวที่ศศินไม่เคยเห็นมาก่อน ความมืดมิดภายในรอยแยกของมิติกำลังขยายตัวราวกับกรามของสัตว์ร้ายที่หิวโหย
“ฉันไม่ปล่อย! รินรดา! ส่งเชือกมาเร็วเข้า!” ศศินหันไปตะโกนใส่รินรดาที่กำลังง่วนอยู่กับการอ่านอักขระที่เปลี่ยนสีไปมาบนผนังถ้ำ เธอไม่ได้ใช้สายตาอ่านเพียงอย่างเดียว แต่ปลายนิ้วของเธอที่สัมผัสผนังศิลากำลังสั่นระริกเหมือนโดนไฟฟ้าช็อต
“รหัสนี้... มันไม่ใช่ทางออก แต่มันคือ ‘กับดักวิญญาณ’!” รินรดาหันมา ดวงตาของเธอฉายแววแตกสลาย “ศศิน ฟังนะ พลังงานที่วรารัตน์ทิ้งไว้ไม่ได้ต้องการแค่ขโมยเวลา แต่มันต้องการ ‘ตัวแทน’ เพื่อปิดผนึกรอยแยกนี้... ถ้าธนากรหลุดไป เราจะสูญเสียเขาตลอดกาล!”
ศศินรู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่แล่นผ่านผิวหนัง มันไม่ใช่ความเย็นของอุณหภูมิ แต่เป็นความเย็นของความว่างเปล่าที่พยายามแทรกซึมเข้ามาในกระดูก เขาจ้องมองใบหน้าของธนากรที่เริ่มจางหายไปทีละส่วน ราวกับภาพถ่ายที่ถูกนำไปแช่ในน้ำกรดแห่งกาลเวลา
“เฮ้ย! ไม่! ฉันไม่ยอม!” ศศินคำราม เขาพยายามยันตัวขึ้นเพื่อดึงร่างของเพื่อนกลับมา แต่แล้วแรงปะทะมหาศาลก็ซัดเข้าที่หน้าอกของเขาราวกับถูกค้อนเหล็กทุบ ร่างของเขาถูกดีดกระเด็นออกไปจากขอบแท่นศิลา
“ศศิน!” รินรดากรีดร้อง
ทุกอย่างรอบข้างดูเหมือนจะหมุนคว้าง ศศินทำได้เพียงเฝ้ามองภาพที่ฉีกหัวใจที่สุดในชีวิต ธนากรไม่ได้กรีดร้องอีกต่อไป เขาเพียงแต่มองมาที่ศศินด้วยสายตาที่สงบนิ่งอย่างประหลาด ก่อนที่ร่างนั้นจะถูกกลืนหายเข้าไปในหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้ง เสียงระเบิดเบาๆ ดังขึ้นเพียงแผ่วเบาเหมือนฟองอากาศแตก... จากนั้น ความเงียบงันก็เข้าปกคลุมห้องโถงโบราณนั้นอีกครั้ง
ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่า และเศษซากเสื้อผ้าชิ้นเล็กๆ ที่ร่วงหล่นลงมาบนพื้นหินเย็นเยียบ
ศศินหอบหายใจหนักหน่วง หัวใจของเขาเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความรู้สึกผิดที่เขามักจะผลักไสมาตลอดชีวิตพุ่งเข้าถาโถมซัดใส่เขาราวกับคลื่นยักษ์ มันเหมือนกับเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อน... ครอบครัวของเขาถูกกลืนหายไปแบบนี้... ทิ้งให้เขาอยู่กับบันทึกและคำถามที่ไม่มีวันได้รับคำตอบ
เขาลุกขึ้นยืนอย่างโซเซ ฝ่ามือที่ว่างเปล่ายังคงสั่นเทา “มันเกิดอะไรขึ้น... รินรดา... บอกฉันทีว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
รินรดาเดินเข้ามาหาเขา เธอไม่ได้ร้องไห้ แต่ความเจ็บปวดในแววตาของเธอนั้นลึกซึ้งเกินกว่าคำบรรยาย เธอหยิบเศษผ้าชิ้นนั้นขึ้นมาพิจารณา ก่อนจะพบว่าบนผ้าผืนนั้นมีรอยจารึกเป็นภาษาโบราณที่เพิ่งปรากฏขึ้นใหม่ด้วยสีเลือด
“เขายังไม่ตาย... ศศิน” เธอพึมพำเสียงสั่น “เขายังไม่ได้หายไปในความตาย แต่เขาถูกส่งกลับไปในเส้นเวลาที่เราไม่สามารถเข้าถึงได้ วรารัตน์ตั้งใจจะสร้างหมากตัวนี้ไว้ในอดีต เพื่อบงการเหตุการณ์ที่จะนำไปสู่ความล่มสลายของโลกที่เรากำลังปกป้องอยู่”
ศศินเงยหน้าขึ้นมองเพดานถ้ำที่จู่ๆ ก็เริ่มปรากฏภาพเสมือนจริงเหมือนจอภาพฉายแสง มันแสดงภาพของธนากรที่กำลังยืนอยู่ท่ามกลางสมรภูมิโบราณที่รายล้อมไปด้วยทหารในชุดเกราะแปลกตา และบุรุษลึกลับที่สวมหน้ากากเงาดำสนิทที่เขารู้จักดี... วรารัตน์
“นั่นมัน... ปีคริสต์ศักราช 1400?” ศศินพึมพำ พลางกำหมัดแน่น “เธอส่งเขาไปที่นั่นเพื่อทำอะไรกันแน่?”
“ไม่ใช่แค่นั้น...” รินรดาขัดขึ้น เสียงของเธอเปลี่ยนเป็นโทนต่ำและเคร่งเครียด “มองไปข้างหลังธนากรดูสิ ศศิน... ใครที่ยืนอยู่ตรงนั้น”
ศศินเพ่งมองไปยังภาพฉายที่สั่นไหว หัวใจของเขาหยุดเต้นไปชั่วขณะ บุคคลที่ยืนอยู่ด้านหลังของธนากรในภาพนั้นคือชายวัยกลางคนคนหนึ่ง... ชายผู้มีรอยปานรูปจันทร์เสี้ยวที่หลังคอ ชายที่มีใบหน้าเหมือนกับศศินไม่มีผิดเพี้ยน
“พ่อ...” ศศินอุทาน เสียงของเขาแหบพร่า “เขา... เขายังมีชีวิตอยู่หรือ? และเขากำลังทำอะไรกับวรารัตน์ในตอนนั้น?”
ขณะที่ศศินกำลังจะก้าวเข้าไปหาภาพฉายนั้น แสงสีแดงฉานก็สว่างวาบขึ้นทั่วทั้งห้องโถง ป้ายศิลาที่เคยนิ่งสนิทเริ่มขยับเลื่อนราวกับกลไกนาฬิกาโบราณที่ถูกปลุกให้ตื่น เสียงหัวเราะที่ฟังดูคุ้นหูอย่างน่าขนลุกดังแว่วมาจากมุมมืดของห้อง—เสียงที่เขาไม่เคยลืม เสียงของคนคนนั้น... เสียงของคนที่พรากครอบครัวเขาไปเมื่อสิบปีก่อน
“ยินดีต้อนรับสู่หมากกระดานที่แท้จริง ศศินหลานรัก”
ร่างในเงามืดก้าวออกมา พร้อมกับวางมือลงบนไหล่ของศศินที่แข็งทื่อราวกับรูปปั้น รินรดากรีดร้องอย่างเสียขวัญเมื่อเห็นใบหน้าของผู้ที่เพิ่งก้าวเข้ามา—นั่นไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก ‘ศศิน’ อีกคนหนึ่งที่ดูแก่กว่าและมีรอยแผลเป็นพาดผ่านดวงตาซ้าย
“แกคือใคร...” ศศินถาม เสียงสั่นด้วยความโกรธและสับสน
ชายผู้มีใบหน้าเหมือนเขาขยับยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะกระซิบคำตอบที่ทำให้ศศินต้องตัดสินใจเลือกเส้นทางที่เขาไม่อาจหวนคืนกลับได้อีก
“ฉันคือสิ่งที่เธอจะต้องกลายเป็น หลังจากที่เธอสูญเสียทุกอย่างไปในบทที่ยี่สิบเอ็ดนี้อย่างไรล่ะ... และข่าวร้ายก็คือ... เธอเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วินาที ก่อนที่หน้าประวัติศาสตร์นี้จะถูกลบออกไปตลอดกาล”
ทุกท่านคะ... การตัดสินใจของศศินในวินาทีนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนที่จะทำให้จักรวาลของบันทึกรอยจารึกต้องสั่นสะเทือนไปจนถึงรากฐาน โปรดติดตามกันต่อไปนะคะว่า ศศินจะทำอย่างไรในเมื่อเงาของอดีตกำลังกลืนกินอนาคตของเขาไปต่อหน้าต่อตา!
เงาจันทราลี้ลับขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทที่ยี่สิบนี้ด้วยกันนะคะ
บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ•ตอนที่ 20
การสูญเสียครั้งแรก
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยจารึกใต้เงาจันทร์: ปริศนาพันปีที่สาบสูญ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!