แสงไฟนีออนในห้องตัดต่อสลัวมัว ทว่าบรรยากาศกลับร้อนระอุเสียยิ่งกว่ายืนอยู่กลางลานประลองกลางแจ้ง เสียงเคาะคีย์บอร์ดรัวเร็วของมอนتاجิดีไซเนอร์ดังประสานกับเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ของธนัตถ์ที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาตัวยาว
หน้าจอคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ตรงหน้ากำลังฉายภาพยนตร์โฆษณาความยาวสามสิบวินาทีที่ผ่านการถ่ายทำมาอย่างยากลำบาก ทว่าวินาทีนี้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ภาพสวยหรือไม่สวย แต่มันอยู่ที่ "ทิศทาง" ของอารมณ์ที่กำลังพุ่งชนกันจนเกิดประกายไฟ
"ผมบอกแล้วว่าตรงนี้ต้องตัดทิ้ง" กรณ์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบนิ่ง เย็นเยียบจนเกือบจะไร้อารมณ์ แต่แววตาภายใต้กรอบแว่นสายตากลับคมกริบดั่งคมมีดที่พร้อมเฉือนทุกข้อเสนอให้ขาดวิ่น "วินาทีที่สิบห้าถึงวินาทีที่ยี่สิบ ภาพรอยยิ้มของนางแบบมันบดขลังความเรียลของโปรดักต์หมด มันดู... ฟุ้งเฟ้อและไร้แก่นสารเกินไป"
พิมพ์รตาที่นั่งกอดอกอยู่ฝั่งตรงข้ามถึงกับแค่นเสียงหึในลำคอ ดวงตากลมโตฉายแวววาวโรจน์ด้วยความไม่ยอมแพ้ เธอลุกพรวดขึ้นจนเก้าอี้หมุนไถลถอยหลังไปครึ่งก้าว
"ไร้แก่นสารตรงไหนกันครับ คุณกรณ์!" เธอสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเจือความหงุดหงิดที่อัดอั้นมาตั้งแต่หน้ากองถ่าย "นี่มันโฆษณาเครื่องดื่มให้พลังงานสำหรับคนรุ่นใหม่นะ ไม่ใช่สารคดีชีวิตสัตว์ป่าสงวน! ถ้าคุณเอาแต่คุมโทนให้มันหม่นหมอง ดาร์ก และนิ่งสนิทเหมือนคนกำลังจะหมดลมหายใจแบบนั้น ลูกค้าอย่างคุณเรณุกาจะเอาปี๊บคลุมหัวแล้วเดินออกจากห้องประชุมตั้งแต่สามวินาทีแรกเลยมั้ง!"
"แต่ศิลปะมันต้องมีพื้นที่หายใจ และความนิ่งคือพลังที่ทรงอำนาจที่สุด" กรณ์หันขวับมามอง ปลายคางเชิดขึ้นเล็กน้อยอย่างถือดี "โฆษณาที่ดีไม่ต้องตะโกนเพื่อให้คนฟัง แต่มันต้องกระซิบให้คนดูหยุดนิ่งและคิดตาม คุณใช้พลังงานฟุ้งเฟ้อพวกนั้นกลบความลึกซึ้งหมด"
"ความลึกซึ้งอะไรล่ะคะ... เอ้ย! ความลึกซึ้งอะไรกันครับ!" พิมพ์รตาเผลอหลุดคำพูดติดปากออกมาจนต้องรีบแก้เกี้ยวด้วยการกระแทกเสียงใส่ ประโยคหลังเพื่อรักษามาด แต่ใบหน้าเนียนกลับแดงก่ำด้วยความโมโหจนเลือดสูบฉีด "คุณนี่มัน... โรคจิตชัดๆ ชอบความหม่นหมองเพราะเก็บกดจากความคาดหวังของคุณพ่อคุณหรือเปล่า ถึงได้พยายามยัดเยียดความดาร์กใส่ทุกอย่างบนโลกใบนี้!"
ประโยคคำพูดนั้นทำเอาบรรยากาศในห้องตัดต่อเงียบกริบลงทันทีทันใด
ธนัตถ์ที่นั่งลุ้นอยู่เงียบๆ ถึงกับอ้าปากค้าง รีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเองพร้อมทำตาโตเป็นไข่ห่าน เขาไม่คาดคิดว่าครีเอทีฟสาวคู่หูจะกล้าขุด "ปมลึก" ในใจของผู้กำกับหน้านิ่งมาใช้เป็นอาวุธฟาดฟันกันในห้องตัดต่อแบบนี้
ดวงตาคมกริบของกรณ์ไหววับชั่วพริบตา รังสีความเย็นชาแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนอุณหภูมิรอบกายลดฮวบลงหลายองศา กรณ์ค่อยๆ วางปากกาในมือลงบนโต๊ะ ช้าๆ ทว่ามั่นคง เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะตัดต่อ โน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อกดดันคนที่ยืนจ้องหน้าเขาอยู่ก่อนแล้ว
"คุณพิมพ์รตา..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นช้าๆ ลากเสียงยาวอย่างเป็นอันตราย ใบหน้าหล่อเหลาอยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่คืบ จนพิมพ์รตาต้องเผลอกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ "เรื่องงาน... กรุณาเอาผลงานมาคุยกัน อย่าเอาเรื่องส่วนตัวมาปะปน ถ้าคุณคิดว่าความสดใสไร้สมองของคุณจะขายได้ งั้นเราก็คงไม่ต้องคุยกันต่อแล้ว"
"ใครว่าฉันไร้สมอง!" พิมพ์รตาไม่ยอมถอย เธอก้าวเข้าไปประชิด ปลายจมูกแทบจะชนกับสันจมูกโด่งเป็นสันของเขา ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทที่ดึงดูดและอันตรายในเวลาเดียวกัน "ฉันแค่มองเห็นสิ่งที่ผู้ชายเย็นชาอย่างคุณมองข้าม โลกไม่ได้มีแค่สีเทากับสีดำนะคุณกรณ์! มนุษย์เราต้องการความหวัง ต้องการรอยยิ้ม และความสดชื่น!"
"แต่บางครั้ง... รอยยิ้มจอมปลอมก็มีไว้เพื่อปกปิดความกลัว" กรณ์สวนกลับด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย ทว่ายังคงแฝงความเฉียบคม จนคนฟังถึงกับชะงัก สายตาที่เขามองเธอมันไม่ได้มีแค่ความโกรธ แต่มันมีความไหววابลึกซึ้งบางอย่างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความดื้อรั้นนั้น
ระยะห่างที่ใกล้จนเกินไปทำให้ทั้งคู่ต่างนิ่งงัน เสียงเครื่องปรับอากาศในห้องกลายเป็นเสียงเดียวที่ดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท พิมพ์รตารู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่ปัดผ่านริมฝีปาก หัวใจเจ้ากรรมในอกเต้นรัวระรัวราวกับกลองเพล มันไม่ใช่จังหวะของการเถียงกันเรื่องงานอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือปฏิกิริยาเคมีบ้าๆ ที่เธอเกลียดนักเกลียดหนาทุกครั้งที่เข้าใกล้ผู้ชายคนนี้
กรณ์เองก็ชะงักไปเช่นกัน สายตาของเขาเลื่อนลงมองริมฝีปากที่ขยับเถียงเขาเมื่อครู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเลื่อนกลับมาสบตาประกายวาวโรจน์ของเธอ ความเงียบที่โรยตัวลงมาทำให้บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนรูป ประกายไฟแห่งความขัดแย้งเมื่อครู่ดูเหมือนจะแปรเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงอีกรูปแบบหนึ่งที่ร้อนรุ่มและอันตรายยิ่งกว่า
"แฮ่ม! ขอโทษนะครับ..."
เสียงกระแอมกระไอขัดจังหวะของธนัตถ์ดังขึ้นทำลายสมาธิ พร้อมกับเสียงเปิดประตูห้องตัดต่อที่แง้มออกกว้าง
ร่างระหงของเรณุกา เอเจนซี่สาวสุดเนี๊ยบก้าวเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารในมือ รอยยิ้มทางการค้าประดับอยู่บนใบหน้าเฉี่ยวคม แต่สายตากลับกวาดมองคนทั้งสองที่ยืนแทบจะสิงร่างกันด้วยความสงสัย
"อุ๊ย... ดิฉันเข้ามาขัดจังหวะอะไรสำคัญหรือเปล่าคะเนี่ย?" เรณุกายกมุมปากขึ้นยิ้มอย่างมีความหมาย เมื่อเห็นท่าทางกระอักกระอ่วนของทั้งกรณ์และพิมพ์รตาที่รีบผละออกจากกันแทบไม่ทัน "พอดีเลยค่ะคุณกรณ์ คุณพิมพ์... ดิฉันเพิ่งได้รับสายด่วนจากลูกค้ารายใหญ่ พวกเขาเปลี่ยนโจทย์กะทันหัน..."
กรณ์ขยับแว่นตาเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนอาการเสียอาการ ก่อนจะหันไปมองเอเจนซี่สาวด้วยใบหน้านิ่งสนิทตามเดิม
"เปลี่ยนโจทย์ว่ายังไงครับคุณเรณุกา?"
เรณุกายิ้มกริ่ม ชูสมาร์ทโฟนในมือขึ้นโชว์ข้อความอีเมลล่าสุดจากบอร์ดบริหารระดับสูง
"ลูกค้าบอกว่า... ไม่อยากได้ทั้งแบบดาร์กนิ่งๆ ของคุณกรณ์ และไม่อยากได้แบบสดใสฟรุ้งฟิ้วของคุณพิมพ์แล้วล่ะค่ะ พวกเขาต้องการเวอร์ชันใหม่ที่... 'เร่าร้อนและขยี้ใจ' กว่านี้!"
พิมพ์รตาอ้าปากค้าง ส่วนกรณ์ถึงกับขมวดคิ้วมุ่นทันที
และก่อนที่ใครจะได้เอ่ยปากแย้ง ประตูห้องตัดต่อก็ถูกเปิดผางออกอีกครั้งโดยบุคคลที่สามที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะโผล่มาในเวลานี้!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ!
ผู้กำกับหน้านิ่งกับครีเอทีฟสายดีด•ตอนที่ 12
ความเห็นที่ไม่ลงรอยในห้องตัดต่อ
ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ผู้กำกับหน้านิ่งกับครีเอทีฟสายดีด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!