เซฟเฮาส์อันตรายกับนายบอดี้การ์ดเลือดเย็น•ตอนที่ 1

เหยื่อในกรงทอง

ผลงานโดย ภูริศร์
กลิ่นอับชื้นของฝุ่นผงและกลิ่นสนิมเหล็กจาง ๆ ลอยอบอวลอยู่ในความมืดทึบ รินรดาพยายามกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อขับไล่ความพร่ามัว สัมผัสแรกที่แล่นปราดขึ้นมาคือความเจ็บแปลบที่ข้อมือทั้งสองข้าง ซึ่งถูกตรึงไขว้ไว้กับพนักเก้าอี้ไม้เนื้อแข็งด้วยเคเบิลไทร์พลาสติกหนาคมกริบ ทุกครั้งที่เธอขยับตัว เนื้อพลาสติกบาดลึกจนแสบผิว รสชาติฝาดเฝื่อนและกลิ่นคาวเลือดจาง ๆ คลุ้งอยู่ในโพรงปากจากการถูกกระชากตัวอย่างรุนแรงเมื่อไม่กี่นาาทีก่อนหน้านี้ สมองอันเฉียบคมของจิตแพทย์สาวพยายามประมวลผลสถานการณ์ ความทรงจำสุดท้ายคือลานจอดรถใต้ดินของโรงพยาบาล เงาร่างสูงใหญ่ของชายฉกรรจ์สองคน และผ้าชุบสารเคมีที่ปิดปากจนสติหลุดลอย ที่นี่ไม่ใช่โรงพยาบาล... และไม่ใช่สถานีตำรวจอย่างแน่นอน "ฟื้นแล้วสินะครับ... คุณหมอคนสวย" เสียงทุ้มต่ำ กังวาน และเย็นเยียบจนน่าขนลุกดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง รินรดาผวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ดวงตากลมโตพยายามเพ่งมองฝ่าความมืด จนกระทั่งเห็นเงาร่างสูงโปร่งของใครบางคนกำลังยืนพิงกรอบหน้าต่างที่ถูกตอกปิดตายด้วยแผ่นไม้ แสงไฟสลัวจากหลอดนีออนภายนอกสาดลอดช่องว่างเข้ามา ทาบทับใบหน้าคมคายได้รูปของชายแปลกหน้า ดวงตาคู่นั้นคมกริบดั่งใบมีด ราวกับพญาอินทรีที่กำลังจ้องมองเหยื่อในกรงเล็บ ไม่มีแม้แต่ความลังเลหรือความปรานีสะท้อนอยู่ในแววตานั้น มีเพียงความว่างเปล่าที่น่ากลัว "คุณเป็นใคร... ต้องการอะไรจากฉัน?" เสียงของรินรดาแหบพร่า แต่ยังคงไว้ซึ่งความเยือกเย็นอันเป็นเอกลักษณ์ของจิตแพทย์ผู้ผ่านเคสวิกฤตมาโชคโชน เธอไม่อมพะนำความหวาดกลัวให้อีกฝ่ายได้ใจ "ถ้าต้องการเงิน... สามีฉันหรือทางโรงพยาบาลพร้อมจ่ายเท่าที่คุณต้องการ ปล่อยฉันไปซะ" ชายหนุ่มแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นต่ำทุ้งและเต็มไปด้วยความหยันเหยียด เขาขยับตัวก้าวออกจากเงาสลัว ช้า ๆ ทว่าทรงพลังในทุกย่างก้าว ร่างสูงใหญ่ในเสื้อแจ็กเก็ตหนังสีดำสนิทหยุดยืนตรงหน้าเธอ ระยะห่างเพียงไม่กี่คืบทำให้รินรดาต้องเงยหน้าขึ้นมอง กลิ่นกายผสมผสานระหว่างบุหรี่ราคาแพงและกลิ่นอายอันตรายลอยเข้าแตะจมูก "เงินเหรอครับ... น่าเสียดายนะคุณหมอ ที่มาวินไม่ได้ส่งผมมาเพื่อเรียกค่าไถ่" คิรากรโน้มใบหน้าลงมาใกล้ จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้ว The สัมผัสได้ถึงความดุดันที่แผ่ออกมาจากร่างกายของอีกฝ่าย เขาใช้ปลายนิ้วหยาบกร้านจากการจับอาวุธ ไล่แตะเบา ๆ ลงบนคางมนของเธออย่างถือวิสาสะ รินรดาสบัดหน้าหนีด้วยความรังเกียจ ทว่าคิรากรกลับใช้มืออีกข้างบีบกรามของเธอไว้แน่น บังคับให้เธอกลับมาสบตาเขา "อย่าดื้อเลยครับ... มันเสียเวลาเปล่า" คิรากรกระซิบเสียงพร่าชิดริมฝีปากของเธอ แววตาดุดันคู่นั้นกวาดมองสำรวจใบหน้าเนียนใสที่เปื้อนคราบฝุ่นด้วยความสนอกสนใจ "รู้ไหมว่าคุณค่าของจิตแพทย์สาวผู้สูงศักดิ์อย่างคุณ มันมีค่ามากแค่ไหนในโลกใต้ดิน... มาวินต้องการใช้คุณเป็นเครื่องต่อรอง และผม... มีหน้าที่ดูแลคุณจนกว่าเกมนี้จะจบ" "คุณมันบ้า... ทำแบบนี้มันผิดกฎหมาย คุณไม่มีสิทธิ์มาทำกับฉันแบบนี้!" รินรดาเค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความโกรธเกรี้ยว ทิฐิในฐานะปัญญาชนและศักดิ์ศรีที่เธอรักษามาตลอดชีวิตกำลังถูกเหยียบย่ำอย่างไม่ใยดี "กฎหมายเหรอครับ?" คิรากรยิ้มเยาะ มุมปากหยักลึกหยิบท่าทีเยွยหยัน "สำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่บนความตายอย่างผม กฎหมายเป็นแค่กระดาษชำระแผ่นหนึ่งเท่านั้น... และตอนนี้ กฎหมายเดียวที่คุณต้องรู้ในเซฟเฮาส์หลังนี้ คือคำสั่งของผม" บรรยากาศภายในห้องตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก แรงปะทะระหว่างอำนาจเถื่อนดิบกับศักดิ์ศรีอันแข็งกร้าวแผ่ซ่านเป็นประจุไฟฟ้าในอากาศ รินรดากัดริมฝีปากจนห่อเลือด ดวงตาคู่สวยวาวโรจน์ด้วยความแค้นเคือง แต่ลึก ๆ กลับมีความหวั่นไหวระลอกเล็ก ๆ ซัดสาดเข้ามาเมื่อเงาร่างของคิรากรขยับเข้าใกล้จนชิดติดเก้าอี้ ความอึดอัดนี้ไม่ได้มาจากสถานที่ แต่มันมาจากความใกล้ชิดอันตรายที่สั่นประสาท สัญชาตญาณดิบของคิรากรกำลังบอกเขาว่า ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่เหยื่อธรรมดา เธอดื้อรั้น พยศ และน่าค้นหา... ยิ่งเธอต่อต้าน เขายิ่งอยากทำลายทิฐินั้นให้แหลกคราบคามือ คิรากรโน้มตัวลงต่ำ ใบหน้าของเขาห่างจากซอกคอขาวผ่องของเธอเพียงแค่คืบ ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดลาดไหล่เนียนจนรินรดาสั่นสะท้าน เธอพยายามถดกายหนีสุดแรง แต่เก้าอี้ไม้กลับตรึงร่างเธอไว้กับที่ มือหนาเอื้อมไปด้านหลัง สัมผัสกับข้อมือที่ถูกพันธนาการไว้ เขาออกแรงกระชากเบา ๆ เพียงครั้งเดียว เคเบิลไทร์พลาสติกก็ขาดสะบั้นลงด้วยพละกำลังมหาศาล ก่อนที่รินรดาจะได้ทันตั้งตัว วงแขนแข็งแกร่งดั่งคีมเหล็กก็โอบรวบเอวบางของเธอเข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว ร่างเพรียวถูกดึงเข้าปะทะกับแผ่นอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามอย่างแนบชิด รินรดาร้องอุทานด้วยความตกใจ มือทั้งสองข้างที่เพิ่งเป็นอิสระทุบลงบนอกเขาไม่ยั้ง "ปล่อยฉันนะ! บอกให้ปล่อย..." "จุ๊ ๆ..." คิรากรกระซิบเสียงต่ำพร่าข้างใบหูของเธอ ลมหายใจร้อน ๆ เป่ารดซอกคอขาวจนขนลุกเกรียว "อย่าดิ้นให้เสียแรงเลยครับคุณหมอ... ยิ่งคุณดื้อเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งอยากลงโทษคุณให้สาสมกับความอวดดีนี่มากเท่านั้น" ริมฝีปากหย้าร้อนผ่าวทาบทับลงมาบนซอกคอระหงอย่างไร้การยินยอม รินรดาสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ความรู้สึกวาบหวามและหวาดกลัวตีรวนกันจนปั่นป่วน เธอพยายามเบือนหน้าหนีแต่ถูกมือหนาล็อคคางไว้มั่น รสสัมผัสที่ทั้งดิบเถื่อนและเร่าร้อนจากชายแปลกหน้ากำลังดึงเธอเข้าสู่ห้วงเสน่หาอันตรายที่เธอไม่อาจหลีกหนี ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของเขากำลังจะเคลื่อนมาประกบกลีบปากนุ่มของเธอ เสียงฝีเท้าหนัก ๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นจากด้านนอกประตูเหล็ก พร้อมกับเสียงเคาะรัวกระชั้นชิดที่ทำลายความเงียบงัน คิรากรชะงักกึก ดวงตาคมกริบเปลี่ยนเป็นวาวโรจน์ในทันที เขาละใบหน้าออกจากซอกคอของเธออย่างไม่สบอารมณ์ สบถคำหยาบคายออกมาเบา ๆ ก่อนจะหันไปคว้าปืนพกสั้นสีดำสนิทจากสายสะพายข้างลำตัวขึ้นมาปลดเซฟอย่างรวดเร็ว รินรดายังไม่ทันได้หายใจทั่วท้อง ประตูเหล็กหน้าห้องก็ถูกพังโครมเข้ามาด้วยแรงถีบมหาศาล ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ พร้อมกับเงาร่างของชายชุดดำสามคนที่กรูเข้ามาพร้อมอาวุธครบมือ แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของรินรดาหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ไม่ใช่กลุ่มมือปืนแปลกหน้าที่บุกเข้ามา... หากแต่เป็นบุคคลที่ก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามาเป็นคนสุดท้าย ชายวัยกลางคนในชุดสูทสั่งตัดเนี้ยบ ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก และดวงตาคู่ที่เธอมองเห็นรอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏอยู่บนมุมปาก... มาวิน "ไงล่ะ... คิรากร" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยทักทายมือสังหารคู่ใจ พร้อมกับกวาดสายตามามองรินรดาที่อยู่ในอ้อมกอดของเขา "ดูเหมือนว่าแกจะสนุกเกินหน้าที่ไปหน่อยนะ... หรือว่าเหยื่อในกรงทองตัวนี้ จะถูกใจมือสังหารเลือดเย็นอย่างแกเข้าซะแล้วล่ะ?" คิรากรหรี่ตาลงมองผู้เป็นนาย ร่างกายตึงเครียดขึ้นมาทันที บรรยากาศในห้องพลิกผันจากความเร่าร้อนกลายเป็นสนามรบขนาดย่อมที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ --- ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ห้วงความมืดนี้ด้วยกันนะครับ ภูริศร์
สารจากนักเขียน (ภูริศร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์อันตรายกับนายบอดี้การ์ดเลือดเย็น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%