กลิ่นคาวเลือดเจือจางในสายลมหนาวเหน็บยามสนธยา ไม่ได้ทำให้คิ้วเข้มของบุรุษผู้ยืนตระหง่านอยู่บนเนินสูงขยับแม้แต่น้อย อัครแม่ทัพเฟยหลงทอดสายตาคมกริบดั่งใบมีดน้ำแข็งไปยังเบื้องล่าง ที่ซึ่งทุ่งหญ้ากว้างใหญ่กำลังย้อมเป็นสีชาดด้วยโลหิตของกองทัพศัตรู ชุดเกราะหนังสีดำสนิทประดับลวดลายพยัคฆ์คำรามสะท้อนแสงอาทิตย์อัสดง ราวกับยมทูตที่มารับวิญญาณของผู้บังอาจล้ำเส้นชายแดนแผ่นดินต้าเฉินเข้ามา
ความเงียบงันรอบกายเขาไม่ใช่ความสงบ แต่เป็นความกดดันอันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากจิตสังหารอันเข้มข้นจนม้าศึกข้างกายยังต้องส่งเสียงฮึดฮัดด้วยความหวาดกลัว ไม่มีเสียงตะโกนสั่งการพร่ำเพรื่อ ทุกการเคลื่อนไหวของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬใต้บัญชาของเขาเป็นไปอย่างราบ
เรียบ เยือกเย็น และเด็ดขาดดุจเครื่องจักรสังหาร
"ท่านอ๋อง... กองหน้าของแคว้นเป่ยหลี่แตกพ่ายแล้วพ่ะย่ะค่ะ แม่ทัพฝั่งนั้นถูกปลิดชีพโดยธนู่อัคคีตามแผนที่วางไว้"
เสียงรายงานจากรองแม่ทัพดังขึ้นเบาๆ แต่มิได้ทำให้ดวงตาคู่นั้นละไปจากผืนสนามรบเบื้องล่าง เฟยหลงเพียงพยักหน้ารับช้าๆ ความแค้นในอดีตเมื่อสิบปีก่อน ที่ซึ่งตระกูลของเขาต้องถูกสังหารล้างบางด้วยเล่ห์กลของราชสำนักและศัตรูต่างแคว้น ยังคงฝังรากลึกอยู่ในอกราวกับเหล็กเผาไฟ แต่เขารู้ดีว่าความแค้นไม่เคยชนะสงคราม มีเพียงสติปัญญาและความไร้ซึ่งความปรานีเท่านั้นที่จะกุมชัยชนะ
ทว่า ในขณะที่สงครามกำลังดำเนินไปสู่จุดพลิกผัน ท่ามกลางกองทัพนับหมื่นที่กำลังห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด กลับมีรถม้าคันหนึ่งเคลื่อนเข้ามาจอดสงบนิ่งอยู่ท้ายแนวรบอย่างอุกหาญ ม่านผ้าแพรสีนวลปลิวไสวตามแรงลม ปรากฏร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งก้าวลงมาอย่างไม่สะทกสะท้านต่อเสียงกรีดร้องและกลิ่นคาวเลือด
หลินซูเหยา... กุนซือหญิงผู้ได้รับพระราชทานกระบี่อาญาสิทธิ์ นางสวมชุดคลุมผ้าไหมปักลายเมฆสีขาวบริสุทธิ์ตัดกับบรรยากาศสนามรบอันโสมมได้อย่างน่าประหลาด เส้นผมสีดำสนิทถูกรวบขึ้นอย่างประณีตด้วยปิ่นหยกขาว ท่าทางของนางสงบนิ่งราวกับเซียนผู้ลงมา
Fสถิตอยู่เหนือความวุ่นวายทั้งปวง
เฟยหลงหันกลับมามอง นางก้าวเข้ามาใกล้โดยมีองครักษ์คอยคุ้มกันอย่างเข้มงวด ดวงตากลมโตคู่สวยที่ซ่อนความเฉียบคมดั่งเหยี่ยวไว้ภายใต้แพขนตางอนหนานั้นประสานเข้ากับนัยน์ตาสีดำสนิทดุจเหวของท่านอ๋องผู้เยือกเย็นทันที ไม่มีคำคารวะตามพิธีการ ไม่มีรอยยิ้มประจบสอพลอ มีเพียงการสื่อสารผ่านความเงียบที่ทรงพลังยิ่งกว่าคำพูดเป็นหมื่นคำ
"ท่านอ๋องทรงรีบร้อนเกินไปแล้ว" น้ำเสียงหวานใสก้องกังวานท่ามกลางเสียงหอกดาบกระทบกัน "การรุกไล่ข้าศึกถึงชายแดนโดยไม่รอเสบียงสำรองจากเมืองหลวง เกรงว่าจะเข้าทางอุบายขององค์ชายสามที่รอจังหวะเหยียบย่ำท่านจากเบื้องหลังมากกว่านะพ่ะย่ะค่ะ"
ซูเหยาจงใจใช้คำราชาศัพท์เพื่อรักษาระยะห่าง แต่น้ำเสียงและแววตากลับเปิดเผยความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ลึกซึ้ง นางกวาดสายตาสำรวจร่องรอยบาดแผลบนหัวไหล่ของเขาที่ยังมีคราบเลือดซึมผ่านเกราะออก
"ถ้าเป่ยหลี่ไม่แตกพ่ายในวันนี้ องค์ชายสามก็จะมีข้ออ้างในการทูลฎีกาถอดถอนอำนาจข้าในวันพรุ่งนี้ เจ้าก็รู้ซูเหยา" เฟยหลงตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นต่อคำขู่เรื่องราชสำนัก "ข้ามิใช่คนโง่ที่จะยอมให้พวกมันตัดแขนตัดขาในราช بطانة ได้โดยง่าย"
"แต่ท่านกำลังเอาชีวิตของคนทั้งกองทัพมาเสี่ยงกับความแค้นส่วนตัว" ซูเหยาโต้กลับทันควัน ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจ นางก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาอีกก้าวหนึ่ง จนกลิ่นหอมจางๆ ของชาสมุนไพรและดอกเหมยหลงเหลืออยู่ท่ามกลางกลิ่นอายสงคราม "จำคำของข้าไว้ ท่านอ๋อง... ชัยชนะที่ได้มาด้วยหยาดเลือดและคราบน้ำตาของราษฎร จะไม่มีวันยั่งยืน หากท่านยังดึงดันจะใช้กำลังหักหาญทุกสิ่งโดยไม่ฟังเสียงของสติปัญญา"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะหนึ่ง บรรยากาศรอบตัวทั้งสองคนราวกับถูกแช่แข็งด้วยความดุดันของชายหนุ่มและความดื้อรั้นอันชาญฉลาดของหญิงสาว สายตาของทั้งคู่ประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ภายใต้ความเย็นชาของท่านอ๋องพยัคฆ์น้ำแข็ง มีเพียงสตรีผู้นี้เท่านั้นที่สามารถทำให้หัวใจที่ด้านชาของเขาเต้นผิดจังหวะได้เสมอ
ก่อนที่เฟยหลงจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดตอบโต้ เสียงฝีปากม้าควบตะบ็งอย่างเร่งรีบก็ดังขึ้นจากเส้นทางหลวงด้านหลัง กองลาดตระเวนหน้าตาตื่นวิ่งเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าท่านอ๋อง หอบหายใจด้วยความเหน็ดเหนื่อย
"ท...ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ทหารผู้นั้นละล่ำละลักรายงานด้วยใบหน้าซีดเผือด มือที่ถือม้วนสาส์นสั่นเทาอย่างรุนแรง "มีพระราชโองการด่วนที่สุดจากเมืองหลวง... สั่งปลดท่านจากการเป็นแม่ทัพภาคเหนือ และ... และให้ส่งตัวท่านกลับไปรับโทษฐานกบฏในข้อหาสมคบกับแคว้นเป่ยหลี่พ่ะย่ะค่ะ!"
ซูเหยาเบิกตากว้างเล็กน้อย รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของนางในทันที นางหันกลับมามองหน้าเฟยหลงที่บัดนี้แววตากลับทอประกายความเหี้ยมเกรียมดุจสัตว์ร้ายที่ถูกต้อนจนมุม ทว่าในวินาทีที่ทุกคนคิดว่าสถานการณ์กำลังดิ่งลงสู่เหวลึก องครักษ์เงาคนสนิทก็พุ่งตัวเข้ามาพร้อมกับหีบไม้สลักลวดลายประหลาดที่เพิ่งถูกยึดมาจากสายลับขององค์ชายสาม
ฝาหีบถูกเปิดออก เผยให้เห็นจดหมายลับกองโตที่ประทับตราลัญจกรขององค์ชายสาม และ... ถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวบริสุทธิ์ที่บรรจุของเหลวสีเข้มส่งกลิ่นหอมหวานอันตราย ซึ่งวางอยู่เคียงข้างกับป้ายคำสั่งปลอมแปลง
เฟยหลงยื่นมือไปหยิบสาส์นฉบับบนสุดขึ้นมาอ่านด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นจับขั้วหัวใจ ก่อนจะหันมามองหน้าซูเหยาที่กำลังหยิบถ้วยชาเคลือบพิษนั้นขึ้นมาพิจารณาอย่างใจเย็น
"ดูท่าทาง..." ซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มบางเบาแต่เปี่ยมด้วยความมั่นใจปรากฏบนเรียวปาก "ศัตรูของเราในเมืองหลวง คงจะร้อนรนจนลืมไปเสียแล้ว ว่าเกมกระดานนี้... ใครกันแน่ที่เป็นผู้กุมหมากตาสุดท้าย"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระประวัติศาสตร์บทนี้ไปด้วยกันนะครับ — พงศาวดารมีชีวิต
แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือหญิงผู้หยั่งถึงกาล•ตอนที่ 1
สายลมแห่งสมรภูมิ
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือหญิงผู้หยั่งถึงกาล นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
