เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไปในวันหย่าร้าง•ตอนที่ 2

โลกที่ไร้เงาคุณ

ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
แก้วกาแฟเซรามิกสีขาวบนโต๊ะทำงานราคาแพงระยับส่งไอร้อนระอุขึ้นมาปะทะปลายนิ้ว คีรินจ้องมองมันนิ่งนานราวกับเครื่องดื่มคาเฟอีนเข้มข้นตรงหน้าจะสามารถไขปริศนาความเงียบงันที่กัดกินห้องชุดเพนต์เฮาส์หรูใจกลางเมืองมานานนับเดือนได้ หนึ่งเดือนเต็ม... ตั้งแต่วันที่รินรดาก้าวออกไปจากชีวิตเขาพร้อมกับรอยยิ้มเยียบเย็นที่ยังคงหลอกหลอนเขาอยู่ทุกค่ำคืน ในทีแรก คีรินคิดว่ามันคือความโล่งใจ ความอิสระที่เขาโหยหามาตลอดสามปีของการแต่งงานที่ถูกผูกมัดด้วยพันธะทางธุรกิจและสายตาตำหนิจากผู้ใหญ่ เขามั่นใจว่าผู้หญิงที่เคยยอมก้มหน้าอดทนกับความเย็นชาของเขาอย่างรินรดา จะหายไปสักพักเพื่อเรียกคะแนนความน่าสงสาร แล้วสุดท้ายก็คงต้องคลานกลับมาหาเขาเหมือนสุนัขจนตรอกตามเคย แต่นี่... ผ่านไปสามสิบวันแล้ว ไร้ซึ่งเงา ไร้ซึ่งเสียงสะท้อน และไร้ซึ่งการติดต่อใดๆ ทั้งสิ้น ความเงียบไม่ใช่ความสงบสุข แต่มันคือเครื่องประหารที่กำลังบั่นทอนสติสัมปชัญญะของนักบริหารหนุ่มผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ต่อสิ่งใด "คุณคีรินคะ เอกสารสรุปงบประมาณไตรมาสนี้ค่ะ..." เสียงหวานของศิรินทร์ดังขึ้นพร้อมกับร่างอรชรในชุดสูทเข้ารูปที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะทำงาน เธอวางแฟ้มเอกสารลงอย่างนิ่มนวล ก่อนจะวางมือเรียวลงบนลาดไหล่กว้างของเขาอย่างถือวิสาสะ "ช่วงนี้คุณดูเครียดๆ นะคะ มีเรื่องกังวลใจอะไรหรือเปล่า หรือว่า... ยังคิดถึงเรื่องผู้หญิงคนนั้นอยู่คะ?" คีรินขยับตัวหลบสัมผัสนั้นโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณบางอย่างบอกให้เขารู้สึกระอาต่อความพยายามของศิรินทร์ที่มักจะตีเนียนเข้ามาแทนที่พื้นที่ว่างในชีวิตเขาเสมอ ในอดีต... เขาอาจจะเคยโหยหาความอบอุ่นจอมปลอมจากผู้หญิงคนนี้ แต่ในยามนี้ เมื่อเขาหันไปมองพื้นที่ว่างฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงานที่เคยมีรินรดานั่งเงียบๆ เพื่อตรวจทานแบบแปลนสถาปัตยกรรม ภาพจำเหล่านั้นกลับชัดเจนขึ้นมาจนน่าตกใจ "ผมไม่มีเรื่องอะไรต้องคิดถึงรินรดา" คีรินเอ่ยเสียงเรียบ สายตาคมกริบตวัดมองหน้าเลขานุการสาว "และผมคิดว่าเรื่องส่วนตัวของผม ไม่จำเป็นต้องให้คุณมาออกความเห็น ศิรินทร์" รอยยิ้มบนใบหน้าของศิรินทร์ชะงักกึก ดวงตาคู่คมฉายแววไม่พอใจวูบหนึ่งก่อนจะรีบปรับเปลี่ยนเป็นความเห็นอกเห็นใจ "ศิรินทร์แค่เป็นห่วงนี่คะ เธอก็แค่ผู้หญิงธรรมดาที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า การที่เธอหายไปแบบนี้ อาจจะแค่เรียกร้องความสนใจก็ได้นะคะ ปล่อยเธอไปเถอะค่ะ เธอไม่ได้คู่ควรกับผู้ชายเพียบพร้อมอย่างคุณเลยสักนิด" *ไม่ได้คู่ควรอย่างนั้นหรือ?* คำพูดนั้นสะท้อนก้องในหัวของคีริน ชายหนุ่มแค่นหัวเราะในลำคออย่างสมเพชตัวเอง เขาต่างหาก... ที่ไม่เคยคู่ควรกับความอดทนและความรักที่รินรดาเคยพยายามมอบให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความเย่อหยิ่งและทิฐิโง่เง่าทำให้เขาตาบอด มองไม่เห็นค่าของเพชรแท้ในมือ จนกระทั่งวันที่มันหลุดลอยหายไป และสิ่งที่หลงเหลือไว้ให้เขาเชยชม มีเพียงความว่างเปล่าที่เย็นยะเยือก คีรินโบกมือไล่ให้ศิรินทร์ออกไปจากห้องอย่างไม่ไยดี เมื่อบานประตูไม้เนื้อดีปิดลง ความเงียบงันก็เข้าโถมทับเขาราวกับคลื่นใต้น้ำ เขาลุกขึ้นเดินไปที่กระจกใสบานยักษ์ที่ทอดยาวจากพื้นจรดเพดาน มองลงไปยังเบื้องล่างที่การจราจรยังคงพลุกพล่าน ผู้คนเดินสวนกันไปมาอย่างไร้จุดหมาย แต่ในใจของเขากลับรู้สึกราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน เขาเดินสำรวจห้องชุดที่ครั้งหนึ่งรินรดาเคยอาศัยอยู่ ตู้เสื้อผ้าฝั่งของเธอว่างเปล่า ราวกับว่าตัวตนของเธอไม่เคยมีอยู่จริงที่นี่ มีเพียงกลิ่นจางๆ ของน้ำหอมกลิ่นดอกไม้อ่อนๆ ที่ยังคงติดตรึงอยู่บนหมอนบนเตียงนอน คีรินทรุดตัวลงนั่งขอบเตียง มือหนายกขึ้นกุมขมับที่เต้นตุบๆ ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างกำลังกัดกินหัวใจของเขา มันไม่ใช่แค่ความเหงา แต่มันคือความกลัว... ความกลัวที่ว่าเขาอาจจะไม่มีวันได้พบเธอกับรอยยิ้มที่แปรเปลี่ยนเป็นความแข็งแกร่งนั้นอีกชั่วชีวิต ในขณะที่คีรินกำลังจมดิ่งอยู่ในวังวนแห่งความสำนึกผิด เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ ชายหนุ่มถอนหายใจยาวก่อนจะเดินกลับมารับสายด้วยน้ำเสียงติดหงุดหงิด "ว่ายังไง?" "คุณคีรินคะ ดิฉันโทรมาจากนิติบุคคลคอนโดมิเนียมโครงการริเวอร์วิวค่ะ พอดีมีพัสดุก계รชิ้นใหญ่ส่งมาถึงคุณรินรดา แต่ติดต่อเธอไม่ได้เลย ทางเราเห็นว่าคุณเคยเป็นสามีและมีชื่อในทะเบียนบ้านเดิม เลยอยากจะติดต่อให้มารับของค่ะ..." ปลายสายพูดอะไรต่ออีกหลายประโยค แต่คีรินแทบไม่ได้ยินมันเลย สมองของเขาอื้ออึงไปหมด คอนโดมิเนียมริมแม่น้ำ... สถานที่ที่เขาไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าเธอย้ายไปอยู่ที่นั่นตั้งแต่เมื่อไหร่ ครึ่งชั่วโมงต่อมา รถยนต์คันหรูพุ่งทะยานมาจอดเทียบหน้าคอนโดมิเนียมริมน้ำบรรยากาศเงียบสงบ คีรินก้าวลงจากรถด้วยหัวใจที่เต้นระรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ เขารับกล่องพัสดุก계รมาจากมือเจ้าหน้าที่นิติบุคคล ดวงตาสีเข้มกวาดมองชื่อผู้ส่งและที่อยู่บนกล่อง ก่อนที่สติสัมปชัญญะของเขาจะถูกกระชากอย่างรุนแรงเมื่อเห็นชื่อสำนักงานสถาปนิกอิสระที่จดทะเบียนในชื่อของเธอเอง รินรดากลายเป็นสถาปนิกอิสระเต็มตัวแล้ว และเธอยังมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากเงินสนับสนุนจากเขาแม้แต่บาทเดียว คีรินถือกล่องพัสดุก계รเดินเลี่ยงออกมายังบริเวณสวนหย่อมริมแม่น้ำเพื่อสงบสติอารมณ์ ลมเย็นพัดปะทะใบหน้าคมคาย แต่กลับไม่ได้ช่วยให้ความร้อนรุ่มในอกลดลงเลย เขาวางกล่องลงบนม้าหินอ่อนใต้ร่มไม้ใหญ่ นิ้วเรียวหนากำลังจะแกะเทปกาวออกเพื่อตรวจสอบสิ่งที่อยู่ข้างใน เผื่อว่ามันอาจจะมีเบาะแสอะไรที่ทำให้เขารู้ว่าตอนนี้เธอกำลังอยู่ที่ไหน "แม่จ๋า! เร็วๆ สิคะ ลินินอยากกินไอศกรีมรสช็อกโกแลตแล้วน้า!" เสียงใสแจ๋วของเด็กผู้หญิงวัยราวๆ ห้าขวบดังขึ้นใกล้ๆ เรียกให้คีรินต้องชะงักเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ลมหายใจของคีรินสะดุดกึก รินรดากำลังก้าวเดินมาตามทางเดินในชุดเดรสยาวสบายๆ บนใบหน้าปราศจากเครื่องสำอางหนาเตอะ แต่กลับเปล่งประกายด้วยความสดใสและรอยยิ้มอบอุ่นที่เขาไม่เคยได้รับมันมานานนับปี ข้างกายเธอกลุ่มก้อนความมีชีวิตชีวาตัวน้อยกำลังวิ่งวนรอบตัวเธออย่างร่าเริง ดวงตากลมโตเป็นประกาย จมูกรั้นเชิดรอยยิ้มพิมพ์ใจ และโครงหน้าที่ถอดแบบมาจากใครบางคน... ใครบางคนที่เขารู้จักดีที่สุดในกระจกเงา คีรินลุกขึ้นยืนช้าๆ ราวกับคนละเมอ กล่องพัสดุก계รในมือร่วงหล่นลงกระแทกพื้นสนามหญ้าเสียงดังทึบ ร่างสูงแข็งทื่อเป็นหินเมื่อเด็กหญิงตัวน้อยหยุดวิ่งแล้วหันมาสบตาเข้ากับเขาพอดี ดูกลวงโบ๋ในอกของเขาราวกับถูกควักหัวใจออกไปสดๆ เมื่อเด็กน้อยเอียงคอถามมารดาด้วยเสียงใสแจ๋วที่ดังชัดเจนในความเงียบ "คุณแม่คะ... ทำไมคุณลุงคนนั้นถึงมองพวกเราด้วยสายตาแปลกจังคะ เหมือนจะร้องไห้เลยล่ะค่ะ?" กระจกเงาสะท้อนใจค่ะ
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไปในวันหย่าร้าง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่60%