รอยจุมพิตสลักวิญญาณใต้เงาจันทร์อาถรรพ์•ตอนที่ 30

นิรันดร์ของเรา

ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
"เจ้าจะไม่มีวันหลุดมือข้าไปอีก ต่อให้เทพแห่งความตายมาทวงถามวิญญาณเจ้าด้วยตนเอง ข้าก็จะฉุดเจ้ากลับมาจากขุมนรก" น้ำเสียงของราเวนแหบพร่า ทว่าหนักแน่นดั่งประกาศิตจากบัลลังก์เหล็ก เขากดจูบลงบนรอยสลักที่ต้นคอของเอลาร่า รอยปานรูปจันทร์เสี้ยวที่บัดนี้เปล่งประกายสีเงินยวงล้อไปกับแสงจันทร์อาถรรพ์ที่สาดส่องลงมายังระเบียงหินอ่อนสูงตระหง่านเหนือปราสาททมิฬ เอลาร่าสั่นสะท้านในอ้อมกอดของชายผู้เป็นทั้งนักล่าและคู่ชีวิต มือเรียวบางของเธอสอดประสานเข้ากับกลุ่มผมสีรัตติกาลของเขา นิ้วมือสั่นระริกขณะไล้ไปตามสันกรามคมสันที่เปรอะเปื้อนคราบเลือดจากการต่อสู้กับไคเลนเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน กลิ่นหอมจางๆ ของไม้สนและกำยานลอยอบอวลอยู่รอบกาย ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนเหลือเพียงแค่จังหวะหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกันของคนสองคน "ราเวน... ท่านไม่จำเป็นต้องขังข้าไว้ด้วยคำสาบานอีกต่อไป" เอลาร่ากระซิบ เสียงของเธอแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความนัย เธอดันร่างตัวเองออกห่างเล็กน้อยเพื่อจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเลือดที่กำลังสั่นไหวด้วยความปรารถนาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็น "เลือดผสมอย่างข้า... กับราชาผู้เป็นอมตะ เราต่างเป็นแค่เศษเสี้ยวของโชคชะตาที่บิดเบี้ยวไม่ใช่หรือครับ?" "โชคชะตา?" ราเวนแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มที่มุมปากไม่ได้มีความขบขัน หากแต่มีความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ "ข้าเคยสู้กับโชคชะตามานับพันปีเพื่อเฝ้ารอวันนี้ วันที่กลิ่นเลือดของเจ้าจะเย้ายวนข้าไม่ใช่ในฐานะเหยื่อ แต่ในฐานะคู่แท้... เอลาร่า เจ้าคือความผิดพลาดที่สวยงามที่สุดที่ข้าเคยครอบครอง และข้าจะไม่ยอมให้คำว่า 'ความเหมาะสม' พรากเจ้าไปจากข้าอีก" เขาไม่รอให้เธอตอบโต้ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิด ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกับใบหน้าของหญิงสาว เขาสัมผัสได้ถึงชีพจรที่เต้นแรงบริเวณลำคอของเธอ มันไม่ใช่จังหวะของความกลัว แต่มันคือจังหวะของความถวิลหา ราเวนโน้มตัวลงบดจูบกลีบปากนุ่มนิ่มนั้นอย่างหิวกระหาย ความหอมหวานของเลือดผสมที่เข้มข้นดั่งไวน์ชั้นเลิศทำให้สัญชาตญาณสัตว์ร้ายในตัวเขาตื่นขึ้น แต่คราวนี้เขาควบคุมมันได้—เขาไม่ได้ต้องการสูบกินชีวิตของเธอ แต่เขากำลังถ่ายทอดวิญญาณของตนเองผ่านรอยจุมพิต ท่ามกลางความเงียบงันของปราสาทที่เพิ่งผ่านพ้นสงครามมาหมาดๆ กลิ่นอายของความตายเริ่มจางหายไป ถูกแทนที่ด้วยไออุ่นของความรักที่ก่อตัวขึ้นอย่างเข้มข้น เอลาร่าตอบรับจูบนั้นด้วยความเร่าร้อนไม่แพ้กัน มือของเธอขยุ้มเสื้อเชิ้ตสีขาวของเขาจนยับย่น ความโหยหาที่อัดอั้นมาตลอดการเดินทางถูกปลดปล่อยออกมาในสัมผัสที่ซับซ้อนและลุ่มลึก เขาอุ้มเธอขึ้นแนบอก ร่างของเอลาร่าเบาหวิวราวกับขนนก ราเวนเดินตรงไปยังเตียงกว้างกลางห้องบรรทม ทันทีที่แผ่นหลังของเธอสัมผัสกับผืนผ้าไหมเนื้อดี เขาก็ตามลงมาทาบทับ กักขังเธอไว้ในวงแขนแกร่ง แสงจันทร์จากหน้าต่างบานใหญ่สาดกระทบเรือนร่างของทั้งสอง ส่องให้เห็นรอยแผลเป็นเล็กๆ บนตัวของหญิงสาวที่เปรียบเสมือนเครื่องหมายของความอดทนและการยืนหยัด "ราเวน... บอกข้าสิว่านี่ไม่ใช่ภาพฝัน" เธอพึมพำเมื่อเห็นเขาถอนจูบออกเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อจ้องมองเธอด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักจนน่าใจหาย "ถ้าหากมันเป็นฝัน ข้าก็จะยอมหลับใหลไปตลอดกาลเพื่อไม่ให้มันจบลง" เขากระซิบข้างใบหู ก่อนจะไล้ลิ้นร้อนลงมายังไหปลาร้าของเธอ สัมผัสที่ปลุกเร้าให้ความปรารถนาในกายเอลาร่าพุ่งพล่านจนต้องแอ่นกายรับโดยอัตโนมัติ คืนนั้น... ไม่ใช่เพียงแค่การร่วมรัก แต่มันคือพิธีกรรมแห่งการผูกพันวิญญาณ รอยจุมพิตของราเวนในทุกจุดที่เขาสัมผัสทิ้งร่องรอยแห่งความเป็นเจ้าของที่ฝังลึกถึงระดับจิตวิญญาณ เอลาร่าหลับตาพริ้ม ยอมจำนนต่อพลังอำนาจที่ล้นเหลือของชายหนุ่ม เธอรับรู้ได้ถึงสายเลือดของเขาที่ไหลเวียนเข้าสู่กายเธอผ่านสัมผัส ผสานหลอมรวมจนไม่อาจแยกออกได้อีกต่อไปว่าใครคือใคร ในชั่วขณะที่พายุแห่งอารมณ์โหมกระหน่ำจนถึงจุดสูงสุด ความมืดมิดในใจของราเวนก็มลายหายไป สว่างไสวด้วยแสงดาวแห่งพันธสัญญาที่ส่องประกายผ่านทางหน้าต่าง มันคือการเริ่มต้นของนิรันดร์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด สำหรับราชาที่เคยโดดเดี่ยวและหญิงสาวที่เคยไร้รากเหง้า บัดนี้พวกเขาได้พบ 'บ้าน' ในร่างของกันและกัน เมื่อรุ่งอรุณแรกของชีวิตใหม่เริ่มขึ้น ราเวนโอบกอดเอลาร่าไว้แน่น ร่างของทั้งสองแนบชิดกันจนไม่เหลือช่องว่าง เอลาร่าซุกหน้าลงกับอกแกร่ง ฟังเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะชีวิตของเขามันเป็นจังหวะที่มั่นคงและอบอุ่นที่สุดเท่าที่เธอเคยได้ยินมา "เราจะไปที่ไหนกันต่อ?" เธอถามด้วยน้ำเสียงอู้อี้ "ที่ไหนก็ได้ที่มีเจ้า" ราเวนตอบสั้นๆ แต่เปี่ยมด้วยความหมาย เขาจูบหน้าผากเธออย่างแผ่วเบา "ปราสาทนี้ พรมแดนนี้ หรือแม้แต่ดินแดนที่ไม่มีใครรู้จัก สำหรับเรา... เวลาไม่ได้มีความหมายอีกต่อไป เพราะนิรันดร์ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วนับแต่จุมพิตสุดท้ายเมื่อคืนนี้" เอลาร่ายิ้มบางๆ เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเหล่ามนุษย์หมาป่าที่เคยเป็นศัตรูกำลังถอยร่นกลับเข้าสู่ป่าลึก ความขัดแย้งที่เคยเป็นดั่งคุกขังพวกเขาไว้บัดนี้ได้พังทลายลง เหลือไว้เพียงอนาคตที่ไม่มีใครสามารถขีดเขียนได้ นอกจากพวกเขาเอง มือของราเวนกุมมือเอลาร่าไว้แน่น เขากระชับวงแขนอีกครั้ง ราวกับจะย้ำเตือนว่าไม่ว่าจะผ่านไปอีกกี่ร้อยปี หรือจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตก็ตาม โซ่ตรวนแห่งรักนี้จะไม่มีวันถูกตัดขาด และรอยจุมพิตที่สลักไว้ใต้เงาจันทร์อาถรรพ์นี้ จะเป็นประจักษ์พยานแห่งความรักที่เป็นอมตะตลอดไป ความรัก... ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่ถูกกำหนดมาเพื่อเป็นนิรันดร์ของเราสองคนเท่านั้น ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเส้นทางสายกุหลาบและหนามแหลมมาด้วยกันจนถึงตอนสุดท้ายนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจุมพิตสลักวิญญาณใต้เงาจันทร์อาถรรพ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%
นิรันดร์ของเรา — รอยจุมพิตสลักวิญญาณใต้เงาจันทร์อาถรรพ์ | yayni