“ถ้าแกยังกล้ากินข้าวในบ้านนี้อีกแม้แต่มื้อเดียว ฉันจะเอาไม้หน้าสามฟาดหัวแกให้แบะ เสียแรงที่ตระกูลลู่ต้องมาเปลืองข้าวเปลืองน้ำเลี้ยงอีโง่ไร้ประโยชน์อย่างแก!”
เสียงตวาดแหลมสูงจนแก้วหูสะเทือนดังลั่นห้องดินเหนียวคับแคบ กลิ่นอับชื้นของดินผสมกับกลิ่นสาบโคลนลอยคละคลุ้งจนน่าเวียนหัว
ไป๋ลี่หลินรู้สึกเหมือนสมองถูกผ่าด้วยคมมีด ปวดแปลบราวน์จะระเบิด ภาพความทรงจำอันกระจัดกระจายหลั่งไหลเข้าสู่ห้วงความคิดดั่งกระแสน้ำป่า นางคือแพทย์หญิงผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรและอายุรกรรมโบราณจากศตวรรษที่ 21 ผู้กุมความลับของ “มิติโอสถทิพย์” ภายในสร้อยหยกโบราณ แต่ในวินาทีสุดท้ายก่อนจะข้ามมิติมา นางกำลังตรวจสอบตำรับยาโบราณในห้องทดลอง ก่อนที่ความมืดมิดจะกลืนกิน
แต่วินาทีนี้... นางกลับมานอนแผ่หลาอยู่บนพื้นดินแข็งๆ ในร่างของหญิงสาวชาวนาจีนยุค 1970
“แม่ครับ... อย่าตีแม่เลยนะ ผิงผิงกลัวแล้ว...”
เสียงสะอื้นไห้ปานจะขาดใจของเด็กน้อยวัยสี่ห้าขวบดังขึ้นข้างกาย ไป๋ลี่หลินปรือตาขึ้นมองผ่านม่านน้ำตาที่เอ่อคลอ ร่างเล็กผอมโซในชุดเสื้อผ้าปะชุนจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมกำลังกอดขาหญิงสูงวัยผู้มีใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว นั่นคือ “ไป๋ซูเจิน” ผู้เป็นแม่สามีผู้ขึ้นชื่อเรื่องความใจร้ายและเห็นแก่ตัว นางจ้องมองมาที่สะใภ้รองด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์ดั่งมองเศษสวะข้างถนน
ไป๋ลี่หลินสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความเจ็บปวดที่ท้ายทอย ร่างกายนี้เพิ่งถูกผลักล้มกระแทกขอบเตียงไม้ไผ่จนสลบไป เพียงเพราะนางพยายามแย่งแป้งข้าวโพดหยาบๆ ครึ่งถ้วยมาต้มให้เด็กๆ กินประทังชีวิต
“มองหน้าฉันเรอะ อีสะใภ้ตัวดี! คิดว่าแต่งเข้ามาแล้วจะเป็นคุณนายรึไง สามีแกส่งเงินเดือนทหารกลับมาทีไร แกก็แอบเอาไปซื้อของไร้สาระจนหมดบ้าน ปล่อยให้พวกฉันต้องอดอยากปากแห้ง ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้! ถ้าไม่อยากให้อิหมาพวกนี้อดตาย ก็ไสหัวไปซักเสื้อผ้ากองโตหลังบ้านซะ!”
ไป๋ซูเจินถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างดูถูกเหยียดหยาม ก่อนสะบัดก้นเดินกระแทกเท้าออกไปจากห้อง ทิ้งให้เด็กหญิงตัวน้อยสะอื้นตัวโยนอยู่ข้างกาย
ไป๋ลี่หลินค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง ความเจ็บแปลบแล่นริ้วไปทั่วแผ่นหลัง แต่นัยน์ตาคู่คมที่เคยอ่อนแอและหวาดกลัว บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นและลุ่มลึกอย่างน่าประหลาด นางไม่ใช่ไป๋ลี่หลินคนเดิมที่เอาแต่ก้มหน้ารับกรรมอีกต่อไปแล้ว
นี่คือยุค 70 ยุคที่ข้าวยากหมากแพง ผู้คนต้องปากกัดตีนถีบเพื่อเอาตัวรอด แต่สำหรับแพทย์หญิงผู้กุมขุมทรัพย์แห่งมิติโอสถทิพย์และทักษะการแพทย์เหนือล้ำ... แผ่นดินนี้คือสนามล่าสัตว์ที่นางจะพลิกชะตากรรมของตนเองและเด็กๆ ให้รุ่งโรจน์จนพวกมันต้องคุกเข่ากราบกราน
นางเอื้อมมือไปลูบศีรษะเล็กๆ ของ “ลู่ผิงผิง” ลูกเลี้ยงผู้หวาดผวาอย่างอ่อนโยน สัมผัสอบอุ่นที่ส่งผ่านปลายนิ้วทำให้เด็กน้อยหยุดสะอื้นชั่วขณะ ดวงตากลมโตมองนางด้วยความแปลกใจระคนหวาดระแวง
“ไม่เป็นไรแล้วนะผิงผิง จากนี้ไป... จะไม่มีใครกล้ารังแกพวกเราอีก” น้ำเสียงของนางราบเรียบแต่มั่นคงหนักแน่น ราวกับประกาศิตจากเงื้อมมือสวรรค์
ในจังหวะที่ไป๋ลี่หลินกำลังจะสำรวจสภาพร่างกายผ่านจิตสัมผัสเพื่อเข้าสู่มิติลับ พลันนั้น... เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเร่งรีบก็ดังขึ้นที่หน้าประตูบ้าน พร้อมกับเสียงตะโกนด้วยความตกใจของชาวบ้านละแวกนั้น
“แย่แล้ว! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! ลู่จวินถิง... สามีของลี่หลิน... เขาถูกหามกลับมาจากค่ายทหารในสภาพปางตาย!”
หัวใจของไป๋ลี่หลินกระตุกวูบ ทันทีที่ได้ยินชื่อของชายผู้เป็นสามีตามกฎหมาย บุรุษผู้เย็นชาต่อคนทั้งโลกแต่กลับปกป้องครอบครัวด้วยชีวิตในความทรงจำที่เพิ่งหลอมรวม
ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านนะครับ
บันทึกรอยยิ้มของภรรยาผู้เก่งกาจในยุคนาข้าวเขียวขจี•ตอนที่ 1
ฟื้นคืนชีพในห้องดินเหนียวผุพัง
ผลงานโดย หมอภัทรแก้ไขชะตา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอภัทรแก้ไขชะตา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยยิ้มของภรรยาผู้เก่งกาจในยุคนาข้าวเขียวขจี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
