“อย่าหันหลังกลับไปมองเด็ดขาดค่ะ รณกร... ไม่ว่าคุณจะได้ยินเสียงใครเรียกชื่อก็ตาม”
กระแสเสียงของอาจารย์มินตราเบาหวิวราวกับจะถูกกลืนหายไปในความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว มือเรียวบางที่สวมถุงมือหนังสีดำสนิทคว้าเข้าที่ข้อมือของลูกศิษย์หนุ่มแน่น เธอกระชากเขาให้หยุดฝีเท้าลงกะทันหันท่ามกลางความมืดมิดที่ดูเหมือนจะข้นคลั่กราวกับน้ำมันดิน
รณกรหยุดชะงัก ลมหายใจของเขาติดขัดอยู่ในลำคอ ความชื้นในอากาศยามนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้เสื้อเชิ้ตสีขาวแนบเนื้อ แต่ยังพาเอาความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านมาจากกระดูกแทรกซึมผ่านผิวหนังเข้ามาด้วย รอบตัวของพวกเขาในขณะนี้ไม่ใช่สุสานธรรมดาที่เขาเคยรู้จัก แต่มันคือ ‘เขตรอยต่อ’ ที่หมอกหนาทึบสีเทาหม่นเข้าปกคลุมจนมองไม่เห็นแม้แต่ปลายเท้าของตัวเอง
“อาจารย์ครับ... เอ้อ ขอโทษค่ะ... อาจารย์คะ หมอกพวกนี้มันไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติใช่ไหมคะ” รณกรพยายามดัดเสียงให้มั่นคง แม้หัวใจจะเต้นรัวราวกับกลองรบ
“มันคือ ‘ม่านอาถรรพ์จันทราดับ’ ค่ะ” มินตราเอ่ยพลางปัดมือผ่านอากาศเบาๆ ปรากฏเป็นเส้นใยแสงสีทองจางๆ คล้ายใยแมงมุมที่สั่นไหวอยู่รอบตัวพวกเขา “พวกมันกำลังพยายามแยกเราออกจากความเป็นจริง หากเราหลงทางในหมอกนี้แม้แต่นิ้วเดียว วิญญาณของพวกเราจะถูกกักขังไว้ในสุสานนี้ตลอดกาลโดยไม่มีวันได้กลับออกไป”
รณกรขยับตัวเข้าใกล้หญิงสาวมากขึ้น เขาควักยันต์กันภัยที่จารึกอักขระสีชาดออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ความรอบคอบทำให้เขามักจะเตรียมการล่วงหน้าเสมอ ทว่าในครั้งนี้ ยันต์ในมือกลับร้อนผ่าวจนเกือบจะมอดไหม้ มันเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าพลังงานรอบตัวนั้นรุนแรงและมหาศาลเกินกว่าที่ยันต์ระดับทั่วไปจะรับมือได้
“อาจารย์คะ เราควรจะเดินไปทิศไหนดีคะ” เขากระซิบถาม สายตาคอยกวาดมองเงาดำที่ไหววูบอยู่ในกลุ่มหมอก
มินตรานิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาคมกริบของเธอเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นว่าไม้ตายในมือของเธอกำลังสั่นไหว เธอตัดสินใจคว้าเข็มทิศทองเหลืองโบราณออกมา แต่เข็มของมันกลับหมุนคว้างอย่างไร้ทิศทาง ไม่ใช่เพราะพัง แต่เพราะพื้นที่นี้กำลังบิดเบี้ยวด้วยอาคมระดับสูง
“เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อไขคดีแล้วค่ะรณกร... เรากำลังถูก ‘ล่อ’ ให้เข้ามาในกับดัก” เธอแค่นยิ้มที่มุมปาก ทว่าในดวงตาไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัว มีเพียงความมุ่งมั่นที่น่าเกรงขาม “ตั้งสมาธิให้ดีนะคะ อย่าใช้ตาดู แต่จงใช้ ‘ความรู้สึก’ สัมผัสแรงสั่นสะเทือนของอาคมที่รากหญ้า... ตรงไหนที่ดินมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ ตรงนั้นแหละค่ะ คือทางออกของเขตแดนนี้”
รณกรหลับตาลง เขาพยายามตัดความกลัวในใจทิ้งไป บังคับให้หัวใจที่เต้นรัวค่อยๆ สงบนิ่งลงตามคำสอนของอาจารย์ เขาเริ่มสัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ใต้ฝ่าเท้า มันเหมือนกับสายน้ำที่เย็นเฉียบและดุดัน
ทันใดนั้น เสียงกระดิ่งลมที่ควรจะดังแผ่วเบากลับกรีดร้องขึ้นในอากาศรอบทิศทาง! หมอกหนาเริ่มหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น ร่างเงาดำที่เลือนรางนับสิบเริ่มปรากฏตัวขึ้นรอบๆ พวกเขา ดวงตาของเงาเหล่านั้นเป็นสีแดงฉานไร้ความรู้สึก
“ระวัง!” มินตราตะโกนลั่น เธอสะบัดพัดเหล็กในมือออกไป คลื่นพลังสีฟ้ากระจายตัวออกเป็นวงกว้าง กระแทกเหล่าวิญญาณร้ายให้ถอยร่นออกไป แต่พวกมันก็ไม่ได้หายไปไหน เพียงแค่รอจังหวะใหม่เท่านั้น
รณกรตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เขาคว้าขวดแก้วบรรจุน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ที่เตรียมไว้ราดลงบนดินตามทิศทางที่เขาจับพลังได้ “อาจารย์คะ! ตรงนี้ค่ะ!”
ทันทีที่น้ำมนต์สัมผัสกับพื้นดิน ก้อนหมอกที่อัดแน่นก็แตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ เผยให้เห็นเส้นทางสู่ใจกลางสุสานที่ดูเหมือนจะซ่อนความลับที่ยิ่งใหญ่เอาไว้ แต่ทว่า ทันทีที่ทั้งคู่ก้าวเท้าผ่านม่านหมอกเข้าไป ความเงียบสงัดที่ตามมากลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม
เบื้องหน้าของพวกเขาไม่ใช่เพียงหลุมศพที่รกร้าง แต่เป็นแท่นพิธีกรรมโบราณที่มีร่างของชายชราคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ ร่างนั้นไม่มีลมหายใจ แต่เข็มทิศในมือของมินตรากลับสั่นรัวจนแทบจะหลุดจากมือ
หน้าจอโปร่งแสงสีฟ้าปรากฏขึ้นตรงหน้าของรณกรอย่างกะทันหัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อนในภารกิจไหนๆ มันไม่ใช่ระบบแนะนำ แต่เป็นคำเตือนระดับสีเลือด!
[ระบบแจ้งเตือน: ตรวจพบตัวตนระดับ ‘ผู้คุมชะตาต้องสาป’ (Danger Level: SSS)]
[ภารกิจหลักถูกยกเลิก: เปลี่ยนเป็นการเอาชีวิตรอดจากพันธสัญญาเลือด]
[คำเตือน: ร่างกายของร่างประทับตรงหน้า... คือบุคคลที่คุณรู้จักดีที่สุดในฐานะ ‘ผู้สูญหาย’]
มินตราชะงักค้าง ใบหน้าที่เคยสุขุมนิ่งสนิทพลันซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นใบหน้าของชายชราที่อยู่ตรงหน้า ทันใดนั้น ร่างที่ไร้วิญญาณนั้นก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาสีทองที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจจ้องมองมาที่รณกร ก่อนจะยกนิ้วชี้ขึ้นแตะที่ริมฝีปากเป็นเชิงให้เงียบเสียง
“ในที่สุด... ก็หาทางมาจนได้นะ... ลูกศิษย์ของมินตรา” เสียงแหบพร่าดังก้องในโสตประสาทของรณกร ไม่ใช่เสียงจากภายนอก แต่เป็นเสียงที่ดังขึ้นจาก ‘ภายในหัว’ ของเขาโดยตรง
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ไขปริศนา และเติบโตไปพร้อมกับความลับของไสยเวทเล่มนี้ด้วยกันเสมอนะคะ
คุณชายครับ อย่าทักผีตอนตีสามสิครับ•ตอนที่ 33
คืนเดือนดับ ณ สุสานอาถรรพ์
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณชายครับ อย่าทักผีตอนตีสามสิครับ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!