“อย่าขยับค่ะ รณกร”
เสียงกระซิบที่ราบเรียบแต่เฉียบขาดของอาจารย์มินตราดังขึ้นชิดริมหู มากพอจะหยุดยั้งสัญชาตญาณการถอยกรูดของฉัน—เอ๊ย ของรณกรได้ทันท่วงที ในเสี้ยววินาทีที่ลูกบิดทองเหลืองสลักลายโบราณของห้อง 404 หมุนวนครบรอบด้วยแรงผลักจากฝั่งตรงข้าม สิ่งที่ตามมาไม่ใช่เสียงกรีดร้องโหยหวนหรือเงาสีดำทะมึนอย่างที่นิยายสยองขวัญเกรดบีชอบทำ หากแต่เป็นกลิ่นหอมเอียนของ ‘ธูปจันทน์เทศผสมกำยาน’ ที่พวยพุ่งลอดช่องว่างใต้วานิชประตูออกมาอย่างรุนแรง จนฉันต้องยกหลังมือขึ้นปิดจมูกพร้อมกับนิแต้มยันต์กระดาษสาในกระเป๋าเสื้อโดยอัตโนมัติ
คลิก...
เสียงกลอนประตูด้านในดีดตัวปลดล็อก ทั้งที่ตามระเบียบความปลอดภัยของอาคารหอสมุดคณะโบราณคดีแห่งนี้ ห้องค้นคว้าหายากยามวิกาลควรถูกลงกลอนตายตัวด้วยระบบดิจิทัลตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนตรง แต่นี่คือตีสามสิบห้านาที และระบบพลังงานเวทในอาคารกำลังเต้นตุบๆ ราวกับมีชีพจรของสิ่งมีชีวิตบางอย่างซ่อนอยู่ใต้พื้นไม้ปาเก้
“อาจารย์ครับ... เอ๊ย อาจารย์คะ” รณกรกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นใสจ้องเขม็งไปยังรอยแยกของประตูที่ค่อยๆ แผваกว้างขึ้น “ผมคำนวณจากกระแสลมหมุนวนในโถงทางเดินเมื่อครู่แล้ว ทิศทางของควันธูปไม่ได้มาจากข้างในห้อง 404 ค่ะ แต่มันถูกดันออกมาจาก ‘ช่องระบายอากาศส่วนกลาง’ ของชั้นใต้ดินต่างหาก”
อาจารย์มินปรายตามองลูกศิษย์หนุ่มผู้รอบคอบด้วยความชื่นชมระคนขัน มุมปากเรียวสวยยกยิ้มขึ้นนิดๆ มือเรียวภายใต้ถุงมือหนังสีดำสนิทชักกริชโบราณสลักอักขระขอมออกฝักอย่างเงียบเชียบ ไม่มีเสียงโลหะเสียดสีแม้แต่น้อย แสดงถึงการฝึกฝนขั้นสูงที่ควบคุมพลังปราณได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“รอบคอบดีนี่คะรณกร สมกับที่อ่านตำราไสยเวทโครงสร้างสถาปัตยกรรมมาสามรอบ แต่คุณลืมวิเคราะห์ตัวแปรสำคัญไปหนึ่งอย่าง... อาคารหลังนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเก็บหนังสือธรรมดาค่ะ” อาจารย์มินตราเอ่ยเสียงเบาหวิว ขณะที่ปลายนิ้วเรียวแตะเบาๆ ที่ข้อศอกของเขาเพื่อส่งกระแสพลังปราณอุ่นๆ เข้าไปช่วยปรับสมดุลธาตุในร่างกายที่กำลังปั่นป่วนเพราะไออาคม “ที่นี่คือ ‘คุกสะกดวิญญาณ’ ยุคอาณานิคม และห้อง 404 ที่คุณกำลังยืนจ้องอยู่นี้ คือจุดศูนย์กลางของยันต์กลอักขระแปดทิศ”
ผลาง!
ประตูกลางห้อง 404 ถูกกระชากเปิดออกโดยปราศจากเงาร่างของมนุษย์ ทว่าแรงปะทะของลมอาคมกลับรุนแรงจนเส้นผมของรณกรปลิวสยาย แสงไฟนีออนกระพริบถี่รัวจนกลายเป็นสีส้มสลัว กลิ่นธูปจันทน์เทศเปลี่ยนเป็นกลิ่นคาวสนิมเหล็กจางๆ ทันทีที่ประตูเปิดออกเผยให้เห็นความว่างเปล่า... ไม่มีโต๊ะ ไม่มีเก้าอี้ มีเพียงชั้นหนังสือสูงจรดเพดานที่อัดแน่นไปด้วยตำราปกหนังสีดำสนิทนับพันเล่ม และตรงกลางห้องนั้นเอง กลางกองกระดาษชำระสะเก็ดไฟสีฟ้าครามกำลังลุกไหม้เป็นวงกลม บนพื้นมีรอยเลือดจางๆ ลากยาวเป็นทางเข้าสู่มุมมืดหลังชั้นหนังสือแถวที่เจ็ด
รณกรสูดหายใจเข้าลึกๆ เรียกสติกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว เขาย่อตัวลงต่ำเล็กน้อยเพื่อลดศูนย์ถ่วง พร้อมกับหยิบตลับหมึกชาดสีแดงสดออกจากกระเป๋าคาดเอวอย่างคล่องแคล่ว
“จากลักษณะการเผาไหม้และคราบเลือดที่เป็นระเบียบแบบแผนแบบนี้ ไม่ใช่การกระทำของวิญญาณเร่ร่อนแน่นอนค่ะอาจารย์” รณกรวิเคราะห์ด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงแววตื่นตัว “นี่คือ ‘พิธีกรรมเบิกเนตรทวารทั้งห้า’ เป็นไสยเวทสายเขมรโบราณที่ใช้สะกดรอยตามหาคน ใครก็ตามที่แตะต้องหนังสือในแถวที่เจ็ดจะต้องสูญเสียความทรงจำทีละส่วน จนกระทั่ง... สมองกลายเป็นกระดาษเปล่า”
“ฉลาดมากค่ะรณกร” อาจารย์มินตราก้าวเท้าเข้าสู่ห้อง 404 เป็นคนแรก ฝ่ายหญิงกวาดสายตาคมกริบสำรวจร่องรอยบนพื้น “และดูเหมือนว่าเหยื่อรายล่าสุดจะเพิ่งเดินหายเข้าไปเมื่อไม่ถึงห้านาทีที่ผ่านมานี้เอง รอยเท้าเปียกชื้นนั่นยังไม่แห้งสนิท... ตามฉันมาค่ะ อย่าให้คลาดสายตาเด็ดขาด”
ทั้งสองก้าวเดินอย่างเงียบเชียบไปตามทางเดินแคบๆ ระหว่างชั้นหนังสือ กลิ่นอับของกระดาษเก่าผสมผสานกับกลิ่นธูปเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนแทบหายใจไม่ออก ทุกย่างก้าวที่ผ่านชั้นหนังสือ รณกรสังเกตเห็นสันปกหนังสือสั่นไหวเบาๆ ราวกับพวกมันกำลังหายใจได้จริงๆ ทว่าด้วยความเป็นคนช่างสังเกตและรอบคอบ เขากลับสังเกตเห็นความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ลึกกว่านั้น... ตัวอักษรบนสันปกหนังสือทุกเล่มในแถวที่เจ็ดไม่ได้เรียงตามหมวดหมู่ห้องสมุดสากล แต่มันกำลังเรียงร้อยเป็น ‘บทสวดถอนวิญญาณ’ ที่ย้อนศร
“อาจารย์คะ! หยุดก่อนค่ะ!” รณกรเอื้อมมือไปคว้าชายเสื้อคลุมของอาจารย์สาวไว้ทันท่วงที ก่อนที่ปลายรองเท้าของเธอจะแตะถึงรอยวงกลมสีชาดบนพื้นไม้ “ตรงนั้นไม่ใช่รอยเท้าคนธรรมดาค่ะ มันคือ ‘ยันต์กับดักเงา’ ถ้าเราก้าวผ่านเส้นนี้ไป เงาของเราจะถูกตัดขาดจากร่าง และจะกลายเป็นทาสรับใช้ของเจ้าของพิธีทันที!”
อาจารย์มินตราชะงักฝีเท้าทันที เธอเหลือบมองพื้นไม้ปาเก้ที่เคลือบด้วยคราบน้ำมันบางๆ ซึ่งสะท้อนแสงไฟสลัวจนเกิดเป็นประกายรุ้งแปลกตา รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของอาจารย์สาวอีกครั้ง
“เก่งมากค่ะลูกศิษย์... เกือบไปแล้วจริงๆ ด้วย” เธอกล่าวชื่นชมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่นานๆ ครั้งจะหลุดออกมา “ดูท่าว่าเจ้าของห้องคนนี้จะต้อนรับพวกเราเป็นอย่างดีทีเดียว ถึงกับลงทุนใช้ ‘อาคมเงากลืนวิญญาณ’ ระดับปรมาจารย์มาต้อนรับเราสองคน”
ในจังหวะที่ทั้งสองกำลังใช้ไหวพริบคำนวณหามุมอับเพื่อหาทางหลบเลี่ยงอาคมบนพื้นนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ลากถูไปกับพื้นปูนชั้นบนสุดของหอสมุดก็ดังขึ้น *ครูด... ครูด...* ตามมาด้วยเสียงกระซิบแหบพร่าของผู้ชายคนหนึ่ง ที่ท่องจำประโยคเดิมซ้ำๆ ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัว
*“เจ็ดเล่ม... เจ็ดทวาร... ใครคือผู้โชคร้ายรายต่อไป...”*
ทันใดนั้น หน้าจอโฮโลแกรมใสสีฟ้าเรืองแสงก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศตรงหน้าของรณกร พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนจากระบบระบบสืบสวนไสยเวทที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนดังขึ้นในโสตประสาท
[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบคลื่นพลังงานระดับ SSS กำลังปลุก "บันทึกมรณะบทที่ 404"]
[ภารกิจฉุกเฉิน: คลี่คลายปมฆาตกรรมไสยเวทภายใน 15 นาทีก่อนที่เขตอาคมจะปิดตาย]
[เงื่อนไขพิเศษ: ห้ามหันกลับไปมองด้านหลังเด็ดขาด ไม่ว่าจะมีเสียงเรียกชื่อของคุณด้วยเสียงของใครก็ตาม...]
รณกรยังไม่ทันได้หายใจทั่วท้อง เสียงลมหายใจอุ่นๆ ร้อนผ่าวก็เป่ารดต้นคอของเขาจากทางด้านหลัง พร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบาที่จี้ติดชิดใบหูของเขาอย่างน่าขนลุก
*“น้องกรคะ... ช่วยหันมามองหน้าพี่หน่อยสิคะ ว่าพี่หน้าตาเหมือนกับศพในห้องนี้ไหม...”*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาไปกับความหลอนและอบอุ่นนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
คุณชายครับ อย่าทักผีตอนตีสามสิครับ•ตอนที่ 3
กลิ่นธูปปริศนาในห้องสมุด
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณชายครับ อย่าทักผีตอนตีสามสิครับ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!