“ถ้าคุณเซ็นชื่อลงไปในเอกสารฉบับนี้ ชีวิตที่คุณพยายามสร้างมาตลอดสิบปีในตึกระฟ้านี้ จะจบสิ้นลงในวินาทีเดียวครับกวิน”
เสียงของ ‘ธนา’ หัวหน้างานที่ผมเคยให้ความเคารพดังก้องอยู่ในห้องทำงานที่เย็นเฉียบด้วยเครื่องปรับอากาศ อุณหภูมิยี่สิบสององศาเซลเซียสไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกหนาวเท่ากับแผ่นกระดาษบนโต๊ะกระจกตัวนั้น มันคือรายงานสรุปยอดการเงินที่ถูกตกแต่งตัวเลขอย่างแยบยล เพื่อกลบเกลื่อนรอยรั่วจากการทุจริตที่ผมไม่ได้เป็นคนก่อ แต่กำลังจะถูกโยนความผิดให้รับไปเต็มๆ
ผมจ้องมองใบหน้าของชายวัยห้าสิบที่นั่งอยู่ตรงข้าม เขาถอดแว่นสายตาออกแล้ววางลงบนโต๊ะอย่างใจเย็น รอยยิ้มที่มุมปากของเขานั่นแหละครับที่ทำให้ผมตระหนักว่า คนที่เราเรียกเขาว่าผู้บริหาร ไม่ได้เป็นแค่ผู้นำ แต่คือ ‘นักล่า’ ที่พร้อมจะฉีกกระชากใครก็ตามที่ขวางทางผลประโยชน์ของตัวเอง
“ทำไมต้องเป็นผมครับ?” ผมถาม น้ำเสียงของผมแหบพร่า แต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่นที่พยายามประคองไม่ให้สั่น
“เพราะคุณคือตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบที่สุดไงกวิน” ธนาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังราคาแพง “คุณเป็นคนเงียบๆ ไม่มีใครคบหาสมาคมด้วย ลำพังแค่การหายไปของคุณคนเดียว มันไม่มีแรงกระเพื่อมอะไรในบริษัทนี้หรอกนะ และที่สำคัญ... พ่อคุณที่เพิ่งล้มละลายไปนั่นน่ะ เขาคงไม่ต้องการเห็นลูกชายตัวเองกลายเป็นนักโทษคดีฉ้อโกงหรอก จริงไหม?”
คำพูดนั้นพุ่งตรงเข้ากระแทกใจผมอย่างจัง ปมที่ผมพยายามฝังกลบไว้ในส่วนลึกของความทรงจำถูกขุดขึ้นมาล้อเล่นอย่างเลือดเย็น กลิ่นไอของความพ่ายแพ้ในครอบครัวที่ผมพยายามหนีมาตลอดสิบปีในกรุงเทพฯ กำลังถูกขู่ว่าจะทำให้มันพังทลายซ้ำสองด้วยมือของหัวหน้างานคนนี้
ผมกำหมัดแน่นอยู่ใต้โต๊ะ เล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือจนรู้สึกถึงความเจ็บปวด เพื่อเตือนสติว่าผมยังมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่หุ่นยนต์ที่เขาจะจับมาวางตรงไหนก็ได้ตามใจชอบ
“ผมขอเวลาตัดสินใจถึงพรุ่งนี้เช้าครับ” ผมพูดพลางลุกขึ้นยืน ตัวเลขบนนาฬิกาดิจิทัลบนผนังบอกเวลาห้าโมงเย็นพอดี ช่วงเวลาที่แสงสีทองของพระอาทิตย์ลับขอบตึกสูงสาดส่องเข้ามาผ่านกระจกหนา มันช่างดูสวยงาม แต่สำหรับผมในตอนนี้ มันเป็นเพียงแสงสีเลือดที่กำลังจะหมดไป
ธนาไม่ได้รั้งผมไว้ เขาแค่หยิบแฟ้มเอกสารนั้นขึ้นมาแล้วเคาะมันเบาๆ กับโต๊ะ “อย่าให้ความหยิ่งทะนงเพียงชั่วคราว มาทำลายโอกาสที่คุณจะรอดไปได้นะครับกวิน จำไว้ว่าพรุ่งนี้เก้าโมงเช้า ถ้าไม่มีลายเซ็นคุณ ผมจะส่งข้อมูลทั้งหมดนี้ให้ตำรวจพร้อมกับหลักฐานที่ผม 'จัดเตรียม' ไว้เสร็จสรรพ”
ผมเดินออกมาจากห้องนั้นด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง ทางเดินในออฟฟิศที่เคยคุ้นตาดูยาวไกลและอ้างว้างกว่าทุกวัน เสียงพิมพ์งาน เสียงโทรศัพท์ และเสียงหัวเราะของเพื่อนร่วมงานที่กำลังเตรียมตัวเลิกงาน ดูเป็นสิ่งที่ไกลตัวผมเหลือเกิน เหมือนกับว่าผมกำลังยืนอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่ไม่มีใครมองเห็นความมืดมิดที่กำลังกัดกินผมอยู่
ผมกดลิฟต์ลงไปยังชั้นจอดรถ แต่ในจังหวะที่ประตูกำลังจะปิดลง ร่างเล็กๆ ของใครคนหนึ่งก็แทรกตัวเข้ามา ริน... พนักงานทำความสะอาดที่ผมมักจะเจอในช่วงเวลาที่ทุกคนกลับบ้านไปหมดแล้ว เธอยืนนิ่งอยู่มุมลิฟต์ กลิ่นน้ำยาถูพื้นจางๆ ที่ติดตัวเธอมาทำให้ผมรู้สึกสงบขึ้นมาอย่างประหลาด
“ดูเหนื่อยจังนะคะวันนี้” รินเอ่ยขึ้นเบาๆ โดยไม่หันมามองผม แต่เธอมองไปยังเงาสะท้อนในกระจกประตูลิฟต์
“ครับ... โลกของคนเมืองมันก็แบบนี้แหละครับ บางทีเราก็ต้องเลือกว่าจะยอมจมน้ำตายเอง หรือจะกดหัวคนอื่นให้จมลงไปแทน” ผมตอบพลางยิ้มขื่นๆ
“บางที... เราอาจจะแค่ต้องหาไม้กระดานสักแผ่นเกาะไว้นะคะ” รินหันมาสบตาผม สายตาของเธอนิ่งและลึกซึ้งจนผมรู้สึกว่าเธออ่านทุกอย่างออก “คนแปลกหน้าไม่ได้มีแค่ความเย็นชาหรอกนะคะ ถ้าเราลองปล่อยให้คนอื่นเข้ามาในพื้นที่ของเงาตึกระฟ้าบ้าง”
บทสนทนาจบลงเพียงแค่นั้นเมื่อลิฟต์เปิดออกที่ชั้นล่าง ผมเดินออกไปในอากาศที่เริ่มเย็นลงของยามค่ำคืน แต่คำพูดของรินกลับทิ้งคำถามที่ใหญ่หลวงไว้ในหัวใจ
ผมเดินไปตามทางเท้าที่มีแสงไฟนีออนสลัวๆ ตัดสินใจหยุดอยู่หน้าตู้โทรศัพท์สาธารณะที่แทบไม่มีใครใช้แล้ว ผมควักโทรศัพท์มือถือออกมา หน้าจอแสดงข้อความจากธนาที่เพิ่งส่งเข้ามาใหม่... มันเป็นภาพถ่ายของแม่ผมที่กำลังเดินซื้อของอยู่ในตลาดต่างจังหวัด พร้อมข้อความสั้นๆ ว่า *'ผมรู้ว่าคุณรักท่านมากแค่ไหน อย่าทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากเลยครับ'*
ความโกรธพุ่งพล่านจนมือผมสั่น ผมตัดสินใจกดเบอร์โทรศัพท์ที่ผมแอบบันทึกไว้ในสมุดโน้ตลับๆ มานานหลายเดือน เบอร์ของนักข่าวสายสืบสวนที่เคยนำเสนอข่าวการทุจริตในตึกระฟ้านี้เมื่อหลายปีก่อน
ในขณะที่เสียงสัญญาณรอสายกำลังดังขึ้นนั้นเอง แรงสั่นสะเทือนจากโทรศัพท์ในมือผมก็ทำให้ต้องชะงัก สายเรียกเข้าที่ไม่โชว์เบอร์ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ ผมลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกดรับสายด้วยความหวังว่าจะเป็นนักข่าวคนนั้น
“ผมรู้ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่กวิน” เสียงที่ปลายสายไม่ได้มาจากนักข่าว แต่เป็นเสียงที่คุ้นหูอย่างน่าประหลาด “ถ้าวางสายจากผมแล้วโทรหาคนคนนั้น ชีวิตแม่คุณที่ตลาดจะไม่ได้เป็นแค่ภาพถ่ายอีกต่อไป... แต่มันจะกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งในวันพรุ่งนี้ว่าเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน”
ผมหยุดหายใจกะทันหัน หัวใจเต้นรัวจนแทบหลุดออกมาจากอก เมื่อมองไปรอบๆ ตัวท่ามกลางผู้คนที่เดินขวักไขว่ ผมกลับไม่เห็นใครที่ดูเหมือนคนกำลังโทรศัพท์หาผมเลยสักคน นอกจากชายชุดดำที่ยืนอยู่มุมตึก ซึ่งกำลังถือโทรศัพท์และมองตรงมาที่ผมด้วยรอยยิ้มที่เย็นเยือกยิ่งกว่าธนาเสียอีก
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของงานอีกต่อไป แต่มันคือเกมที่ผมไม่มีทางชนะได้เลยหากยังเดินอยู่บนทางสายเดิม
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดนี้ไปกับกวินนะครับ ในตอนหน้าเราจะมาดูกันว่าชายผู้ที่ไม่มีอะไรจะเสีย จะตัดสินใจอย่างไรเมื่อทางเลือกสุดท้ายถูกปิดตายครับ
เงาตึกระฟ้ากับน้ำตาของคนแปลกหน้า•ตอนที่ 37
ทางเลือกที่ยากลำบาก
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาตึกระฟ้ากับน้ำตาของคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!