เงาตึกระฟ้ากับน้ำตาของคนแปลกหน้า•ตอนที่ 36

คนในเงามืด

ผลงานโดย คนมองเมือง
แฟ้มเอกสารปกสีน้ำตาลเข้มเล่มนั้น ถูกเลื่อนข้ามโต๊ะกาแฟตัวเตี้ยมาหยุดตรงหน้ากวิน เสียงกระดาษเสียบสีกันดังแกรกเบาๆ ในความเงียบงัดของห้องพักชั้นสิบแปด รินไม่ได้พูดอะไรทันที เธอเพียงแต่ใช้ปลายนิ้วเรียวที่ผ่านการทำงานหนักมาทั้งชีวิตกดทับมุมแฟ้มนั้นไว้ ราวกับจะบอกเป็นนัยว่า สิ่งที่อยู่ข้างในคือความจริงอันเปราะบางที่พังทลายได้หากพวกเขาไม่ระมัดระวังให้ดี "ฉันคิดว่าคุณควรอ่านมันด้วยตาตัวเองค่ะ... เอ๊ย... ครับ" รินชะงักไปนิดเมื่อเผลอใช้สรรพนามตามความคุ้นชิน ก่อนจะแก้คำพูดด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ ที่มุมปาก "ผมหมายถึง... คุณควรอ่านมันให้จบก่อนที่เราจะตัดสินใจทำอะไรลงไป" กวินเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ยังเรืองแสงสีฟ้า ปลายตาเหลือบมองใบหน้าของหญิงสาวผู้มีศักดิ์เป็นเพียงพนักงานทำความสะอาด แต่ในยามนี้ เธอกลับดูเหมือนผู้พิพากษาที่ถือตราชั่งแห่งความยุติธรรมไว้ในมือ แววตาของรินมีความกังวลฉายชัด แต่มันก็ถูกทับถมด้วยความเด็ดเดี่ยวชนิดที่ชายหนุ่มคาดไม่ถึง "คุณได้มันมาจากไหน ริน" เสียงของกวินแหบพร่าเล็กน้อย คอของเขาแห้งผากราวกับคนเพิ่งวิ่งมาราธอน "ห้องเก็บเอกสารใต้ดิน... ห้องที่นิติบุคคลบอกว่ากุญแจหายไปเมื่อสามเดือนก่อน" รินโน้มตัวเข้ามาช้าๆ เสียงกระซิบของเธอดังแข่งกับเสียงเครื่องปรับอากาศที่ส่งเสียงครางหึ่งๆ "แต่ความจริงคือมันไม่ได้หายหรอกครับกวิน มันแค่ถูกย้ายไปไว้ในตู้ล็อกเกอร์ส่วนตัวของพี่ชายผู้จัดการคนนั้นต่างหาก และฉัน... บังเอิญมีสำเนาลูกกุญแจที่ช่างกุญแจเก่าเคยทำทิ้งไว้ก่อนเขาจะลาออก" กวินสูดหายใจเข้าลึก กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและฝุ่นละอองลอยแตะจมูกทันทีที่เขาเปิดแฟ้มออก หน้าแรกไม่ใช่ตัวเลขทางบัญชีที่เข้าใจยาก แต่มันคือใบเสร็จรับเงินค่าบำรุงรักษาลิฟต์ยอดเงินหลักล้าน ที่ประทับตราบริษัทรับเหมาซึ่งจดทะเบียนด้วยชื่อของน้องเขยประธานกรรมการนิติบุคคล ยอดเงินถูกปัดส่วนต่างสูงเกินจริงเกือบเท่าตัว และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือลายเซ็นอนุมัติที่เป็นลายมือคุ้นตาของคนในบอร์ดบริหาร "พวกเขาสูบเงินจากค่าส่วนกลางของพวกเราไปเดือนละไม่รู้เท่าไหร่" กวินพึมพำขณะพลิกดูเอกสารหน้าถัดไป ซึ่งเป็นรายงานการประชุมที่ถูกปลอมแปลงลายเซ็นเจ้าของร่วมหลายห้อง "นี่มันไม่ใช่แค่ความสะשלישל... นี่มันเป็นการปล้นกันชัดๆ" "และเงินก้อนนั้นแหละครับ ที่ทำให้ลิฟต์ตัวที่สามพังซ้ำซาก ทำให้ไฟทางเดินชั้นจอดรถมืดสนิทมาครึ่งปี และทำให้คนที่ไม่มีทางสู้หลายคนต้องทนอยู่กับสภาพแวดล้อมแย่ๆ แบบนี้" รินเสริม น้ำเสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความโกรธที่เก็บกดไว้มานาน "คุณคิดว่าทำไมฉันถึงลาออกจากงานกะดึกไม่ได้สักที... ก็เพราะฉันเห็นพวกมันเดินตรวจตึกด้วยรอยยิ้ม ในขณะที่ฉันต้องก้มหน้าเช็ดคราบน้ำตาและคราบเลือดของคนจนๆ ที่หมดสู้ในตึกนี้ยังไงล่ะครับ" บรรยากาศในห้องอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก กวินมองหน้าผู้หญิงตรงหน้า หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความกลัวผสมผสานกับความรู้สึกผิดบาปที่เคยเพิกเฉยต่อสิ่งรอบข้าง ตัวเขาเองก็เป็นเหยื่อของระบบทุนนิยมในออฟฟิศมามากพอแล้ว แต่การได้มาเห็นการกัดกินกันเองของคนในชุมชนเดียวกัน ยิ่งทำให้เขารู้สึกคลื่นไส้มากกว่าเดิม "เราจะทำยังไงต่อไปดี ริน" กวินเงยหน้าสบตาเธออย่างจริงจัง "ถ้าเราเอาเรื่องนี้ไปแจ้งตำรวจ..." "ตำรวจท้องที่เหรอครับ?" รินตัดบทด้วยรอยยิ้มขื่นๆ "คุณคิดว่าคนตัวเล็กๆ อย่างเราจะซื้อเวลาของความยุติธรรมได้นานแค่ไหน ก่อนที่เอกสารพวกนี้จะหายไปอย่างไร้ร่องรอยเหมือนกล้องวงจรปิดตัวที่เสียไปเมื่ออาทิตย์ก่อน?" คำถามนั้นทำให้กวินถึงกับพูดไม่ออก เขารู้ดีว่าโลกของคนเมืองไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความถูกต้อง แต่ขับเคลื่อนด้วยอำนาจและผลประโยชน์ ใครที่มีเส้นสายหนาแน่นกว่า ย่อมเป็นผู้ชนะเสมอ และนิติบุคคลของคอนโดหรูแห่งนี้ก็มีเครือข่ายที่โยงใยไปถึงนักการเมืองท้องถิ่น การลุกขึ้นมาสู้กับพวกมันด้วยหลักฐานเพียงแค่แฟ้มเดียว ก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาไข่ไปกระทบกับหินผา ชายหนุ่มหลับตาลง พิงศีรษะกับพนักเก้าอี้ สมองประมวลผลอย่างหนักหน่วง ภาพความคาดหวังของพ่อแม่ที่อยากให้เขาเป็นคนนิ่งเฉยและเอาตัวรอดในสังคมซ้อนทับเข้ามา แต่เมื่อนึกถึงใบหน้าของเด็กหญิงลูกแม่บ้านที่ต้องเดินขึ้นบันไดหนีไฟมืดๆ ทุกวัน หรือภาพความเหนื่อยล้าของรินที่ก้มลงขัดพื้นคอนโดด้วยหยาดเหงื่อ ความลังเลทั้งหมดก็พลันมลายหายไป "เราจะไม่แจ้งตำรวจธรรมดา" กวินลืมตาขึ้น แววตาของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่แววตาของพนักงานออฟฟิศผู้โดดเดี่ยวอีกต่อไป แต่เป็นแววตาของคนที่ไม่มีอะไรจะเสีย "เราจะส่งข้อมูลนี้ให้กับสำนักข่าวเศรษฐกิจสายสืบสวน... และผมมีเพื่อนเก่าที่เคยเรียนวารสารศาสตร์ด้วยกัน เขาเกลียดคนโกงยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด" รินเบิกตากว้างเล็กน้อยด้วยความตกใจ "คุณแน่ใจนะกวิน? ถ้าเรื่องนี้แดงขึ้นมา พวกมันไม่ปล่อยเราไว้แน่" "แล้วที่ผ่านมา พวกมันเคยปล่อยให้เรามีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขจริงๆ งั้นหรือ?" กวินย้อนถาม เสียงของเขาแม้จะเบา แต่หนักแน่นและกังวานอยู่ในความเงียบ ทั้งสองคนนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เพื่อปล่อยให้ความกล้าหาญซึมซับเข้าสู่กระแสเลือด เสียงลมหายใจของกันและกันคือพยานเพียงหนึ่งเดียวในยามวิกาลนี้ กวินเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะ เตรียมจะกดโทรหาเพื่อนเก่าที่เป็นนักข่าว แต่ก่อนที่ปลายนิ้วของเขาจะทันได้สัมผัสหน้าจอ... *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดต่อกันอย่างเยือกเย็น มันไม่ได้ดังกระโชกโหลกฮาก แต่เป็นจังหวะที่จงใจและทรงพลัง ราวกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังบานประตูนั้นรู้ดีว่าพวกเขากำลังคุยอะไรกันอยู่ และรู้ว่าหลักฐานชิ้นสำคัญอยู่ที่ไหน รินสะดุ้งสุดตัว หน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด เธอหันขวับมามองกวินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวขั้นสุด เพราะในยามวิกาลเช่นนี้... ไม่มีทางที่เพื่อนบ้านคนไหนจะมาเคาะห้องด้วยมารยาทแบบนี้อย่างแน่นอน กวินส่งสัญญาณมือให้รินเงียบกริบ เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างระมัดระวัง ฝีเท้าก้าวเข้าไปใกล้บานประตูไม้ทีละนิด หัวใจเต้นโครมครามจนแทบกระเด็นออกมานอกอก มือหนาเอื้อมไปจับลูกบิดประตูที่เย็นเฉียบ ขณะที่เสียงเคาะครั้งที่สองดังขึ้นอีกครั้ง... หนักแน่นและเชื่องช้ากว่าเดิม เมื่อกวินบิดลูกบิดและดึงประตูเปิดออก ความมืดมิดของทางเดินด้านนอกก็เผยให้เห็นร่างของชายสวมสูทสีดำสนิทผู้หนึ่ง ยืนหันหลังให้แสงไฟสลัวของทางเดิน ใบหน้าของเขาครึ่งหนึ่งถูกกลืนหายไปในเงาตึกระฟ้า แต่สิ่งที่ทำให้กวินแทบหยุดหายใจ คือซองจดหมายสีขาวสะอาดที่ยื่นเข้ามาตรงหน้า พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยขึ้นราวกับกระซิบข้างหู "คุณกวินครับ... นายท่านฝากสิ่งนี้มาให้คุณอ่าน... เผื่อว่าคุณจะเปลี่ยนใจเรื่องการส่งเอกสารชิ้นนั้น" ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหยดน้ำตาและเงาตึกระฟ้ามาถึงตอนนี้นะครับ "คนมองเมือง"
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาตึกระฟ้ากับน้ำตาของคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%