กลิ่นคาวสนิมเหล็กปะปนกับกลิ่นสาบป่าชื้นแฉะไม่ใช่สิ่งที่ตำราเล่มไหนในห้องสมุดมหาวิทยาลัยลอนดอนเคยบอกเอาไว้
ดร.ศตวรรษใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ไหลย้อยลงมาผสมกับหยดน้ำค้างบนขมับ ดวงตาหลังกรอบแว่นโลหะทรงปราชญ์กวาดมองซากปรักหักพังของเทวสถานขอมโบราณที่ถูกกลืนกินด้วยรากไทรขนาดยักษ์ แสงไฟฉายคาดหัวสาดส่องกระทบกับเสาศิลาแลงที่สลักลวดลายเทพพนม ซึ่งบัดนี้ถูกกัดเซาะด้วยกาลเวลาจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม ความเงียบงัดของป่าลึกดิบเถื่อนแห่งนี้สร้างแรงกดดันมหาศาล แต่นั่นยังไม่น่าอึดอัดเท่ากับชายร่างสูงใหญ่ที่ยืนกอดอกพิงลำต้นตะเคียนอยู่เบื้องหลัง
“ถ้าคุณยังเดินด้วยฝ่าเท้าเต็มแรงแบบนั้น อีกไม่ถึงชั่วโมงพวกเราคงได้ต้อนรับฝูงหมามุ่ย หรือไม่ก็รอยกระสุนหน้าไม้จากพรานเถื่อนฝั่งชายแดน”
น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบราวกับผิวน้ำในบึงลึกเอ่ยขึ้น สิงหาไม่แม้แต่จะชายตามองนักวิชาการหนุ่มผู้จบปริญญาเอกด้านโบราณคดีจากยุโรป พรานป่าผู้นี้สวมเสื้อผ้าสีมอๆ กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ที่เอวเหน็บมีดหมอเล่มใหญ่และพกปืนลูกซองยาวพาดบ่าอย่างไม่สะทกสะท้าน
ศตวรรษชะงักฝีเท้า เขาถอนหายใจยาวอย่างพยายามควบคุมโทสะที่มักถูกกระตุ้นได้ง่ายยามเผชิญหน้ากับความถือดีของคนท้องถิ่น
“ผมมาที่นี่เพื่อสำรวจแหล่งอารยธรรมโบราณ ไม่ได้มาเดินป่าเพื่อล่าสัตว์ คุณสิงหา... หน้าที่ของคุณคือคุ้มกันเส้นทางตามสัญญาจ้าง ไม่ใช่มาวิจารณ์ทักษะการเดินป่าของผม” ศตวรรษกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่คมกริบ เขาย่อตัวลงใช้แปรงขนนุ่มปัดคราบดินออกจากลวดลายบนแท่นหินเตี้ยๆ “ประวัติศาสตร์ตรงนี้มีอายุไม่ต่ำกว่าแปดร้อยปี การตีความของผมจะช่วยปลดล็อกปริศนาการล่มสลายของอาณาจักรโบราณ ไม่ใช่งมงายอยู่กับเรื่องไสยศาสตร์ที่คุณคอยกรอกหูผมมาตลอดทาง”
สิงหาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเย้ยหยันที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
“ประวัติศาสตร์ที่คุณเรียนมามันสอนวิธีอ่านศิลา แต่มันเคยสอนวิธีอ่าน ‘ความตาย’ ที่ซ่อนอยู่หลังศิลาพวกนั้นบ้างไหมครับ ดร.ศตวรรษ” พรานป่าก้าวเข้ามาใกล้ แสงไฟฉายจากร่างของสิงหาส่องกราดไปยังมุมมืดอับทึบหลังซากศิลาแลง “คุณคิดว่าซากปรักหักพังพวกนี้ถูกทิ้งร้างเพราะศึกสงครามจริงๆ หรือ... หึ คนเมืองมักพยายามหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายทุกอย่าง เพราะพวกคุณกลัวที่จะยอมรับว่ามีบางสิ่งบนโลกใบนี้ที่อยู่เหนือการควบคุม”
ก่อนที่ศตวรรษจะได้โต้แย้งด้วยหลักฐานทางมานุษยวิทยาและสถิติคณิตศาสตร์ กลิ่นแปลกประหลาดบางอย่างก็โชยมาปะทะนาสิก กลิ่นนั้นไม่ใช่กลิ่นซากพืชซากสัตว์เน่าเปื่อยตามธรรมชาติ แต่มันคือกลิ่นหอมหวานเอียนชวนคลื่นไส้ คล้ายดอกไม้ป่าที่บานสะพรั่งบนกองเลือดสดๆ
ศตวรรษขมวดคิ้วแน่น เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง กลิ่นนี้กำลังดึงดูดสัญชาตญาณบางอย่างในตัวเขาให้ก้าวตามไปโดยไม่รู้ตัว
“นั่นกลิ่นอะไร...” เสียงของศาสตราจารย์หนุ่มแผ่วเบาลง
สิงหาเปลี่ยนสีหน้าทันที ความเย้ยหยันเมื่อครู่หายวับไป กลายเป็นความตื่นตัวระดับสูงสุด สัญชาตญาณพรานป่ากระชากปืนลูกซองขึ้นมาประทับบ่า ดวงตาคมกริบกวาดมองไปในความมืดทึบเบื้องหน้าที่มีเพียงแสงไฟฉายตัดผ่าน
“อย่าขยับ” สิงหาคำรามเสียงต่ำ ลมหายใจของพรานหนุ่มผ่อนเข้าออกอย่างเป็นจังหวะเพื่อควบคุมสมาธิ “ไอ้กลิ่นนี่... มันไม่ใช่กลิ่นธรรมชาติ และมันไม่ได้ต้อนรับคนแปลกหน้า”
ทั้งคู่ค่อยๆ ก้าวเท้าเลาะไปตามแนวซากกำแพงศิลาแลงที่ผุกร่อน หัวใจของศตวรรษเต้นโครมครามด้วยความระทึก แม้สมองจะพยายามปฏิเสธเรื่องลี้ลับ แต่ความกดดันรอบกายและบรรยากาศอันวังเวงกำลังกัดกินความมั่นใจของเขาลงทีละน้อย ภาพความทรงจำในวัยเด็กแวบเข้ามาในหัว—ภาพบิดาผู้เป็นนักโบราณคดีเช่นเดียวกัน ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในป่าลึกแถบนี้เมื่อสิบปีก่อน พร้อมกับคำบอกเล่าเรื่องอาคมและคำสาปที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพียงนิทานหลอกเด็ก
และแล้ว แสงไฟฉายก็ส่องกระทบเข้ากับบางสิ่งที่ทำให้ลมหายใจของดร.ศตวรรษสะดุดกึก
ร่างของมนุษย์คนหนึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่กลางลานพิธีโบราณ สภาพศพเน่าเปื่อยจนส่งกลิ่นคละคลุ้ง แต่สิ่งที่ทำให้ศาสตราจารย์หนุ่มถึงกับผงะถอยหลังด้วยความตกตะลึง คือแผ่นหลังเปลือยเปล่าของศพนั้น...
ผิวหนังสีคล้ำถูกกรีดและสักทับด้วยอักขระขอมโบราณสีดำสนิท ลายเส้นนั้นไม่ใช่หมึกธรรมดา แต่มันนูนเด่นขึ้นมาเหนือเนื้อราวกับมีชีวิต และที่น่าสยดสยองที่สุดคือ รอยแผลลึกที่ถูกกรีดเป็นรูปสัญลักษณ์ประหลาดกลางกระดูกสันหลัง ซึ่งยังมีเลือดสีดำข้นหนืดไหลซึมออกมา ราวกับว่าเจ้าของร่างนี้เพิ่งเสียชีวิตไปได้ไม่นาน... ทั้งที่สภาพร่างกายเน่าเปื่อยไปเกินครึ่งแล้ว
ศตวรรษก้าวเข้าไปใกล้โดยไม่รู้ตัว มือเรียวสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อยื่นออกไปหมายจะตรวจสอบร่องรอยอักขระเหล่านั้นด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ เขาพยายามบอกตัวเองว่านี่คือโรคผิวหนังประหลาดหรือฝีมือฆาตกรต่อเนื่องโรคจิต
“อย่าแตะ!” สิงหาพุ่งเข้ามาคว้าข้อมือของศตวรรษไว้แน่น แรงบิดจากมือของพรานป่าราวกับคีมเหล็กที่ทรงพลัง “ถ้าไม่อยากให้วิญญาณของคุณหลุดออกจากร่างก่อนจะได้กลับออกไป”
ศตวรรษสะบัดแขนออกอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ในใจจะเริ่มหวาดหวั่น เขากัดฟันมองหน้าพรานป่าผู้เย่อหยิ่ง “ปล่อยผม! ในฐานะนักโบราณคดี ผมต้องเก็บหลักฐาน นี่อาจเป็นเบาะแสสำคัญของคดี หรือไม่ก็พิธีกรรมโบราณที่สูญหาย...”
“นั่นไม่ใช่โบราณวัตถุ... แต่มันคือ ‘เครื่องสังเวย’” สิงหาตัดบทด้วยน้ำเสียงจริงจังจนน่ากลัว ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของศตวรรษ “และคนที่ทำรอยสักนี้ไม่ได้มีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ทั่วไป”
ในวินาทีที่บรรยากาศรอบตัวอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ท่ามกลางความเงียบงันของป่าดิบชื้นที่ราวกับหยุดเวลาไว้ เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ...
*แกร๊ก...*
ไม่ใช่เสียงกิ่งไม้หักจากลมพัด แต่มันคือเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ย่างก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จากความมืดหลังแนวไทรยักษ์ เสียงนั้นเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า ทว่ามั่นคง ราวกับกำลังต้อนรับแขกผู้มาเยือนสู่อาณาเขตของมันเอง
สิงหาหันปากกระบอกปืนไปยังทิศทางนั้นทันที พร้อมกับที่ศตวรรษเบิกตากว้างเมื่อแสงไฟฉายกราดไปพบกับเงาร่างหนึ่งที่ยืนนิ่งอยู่หลังม่านหมอกจางๆ—ร่างของคนที่ไม่ควรจะอยู่ที่นี่ และไม่มีทางรอดชีวิตท่ามกลางป่าลึกระดับนี้ได้
ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
รอยสักมรณะบนร่างศาสตราจารย์กับพรานป่าไร้เงา•ตอนที่ 1
ศพปริศนากลางอาณาเขตต้องห้าม
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยสักมรณะบนร่างศาสตราจารย์กับพรานป่าไร้เงา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!