กลิ่นอับของกระดาษเก่าและฝุ่นละอองที่ลอยวนอยู่ในห้องเก็บแฟ้มคดีเก่าของสถานีตำรวจนครบาล
ดูจะหนาแน่นเสียจนเกือบจะมองเห็นเป็นรูปเป็นร่างด้วยตาเปล่า
แสงไฟนีออนดวงเดียวบนเพดานกะพริบถี่ราวกับมันกำลังพยายามฝืนหายใจเฮือกสุดท้าย
แต่ ร.ต.อ. ธันวา กลับไม่ได้สนใจความอึดอัดรอบตัวเลยแม้แต่น้อย
ดวงตาคมกริบของนายตำรวจหนุ่มผู้ยึดมั่นในตรรกะและหลักฐานเชิงประจักษ์
กำลังจดจ้องไปยังแฟ้มคดีสีน้ำตาลซีดที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ตัวกว้าง
บนหน้าปกของมันปรากฏตัวเลขปี พ.ศ. ที่ร่วงโรยไปตามกาลเวลา
และชื่อของครอบครัวที่ถูกลบเลือนไปจากหน้าประวัติศาสตร์อาชญากรรม...
ครอบครัวรัตนโกเมศ
"คุณยังดึงดันจะขุดคุ้ยเรื่องนี้ด้วยตัวเองจริงๆ หรือครับ ธันวา"
เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบของศิลา ดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง
ร่างทรงหนุ่มผู้มีดวงตาสีเทาเข้มสะท้อนแสงไฟสลัวก้าวเท้าเข้ามาใกล้ชิดขึ้นทีละน้อย
ในมือของเขามีแก้วกาแฟอุ่นๆ สองแก้ว
กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟดำช่วยเจือจางกลิ่นอับชื้นในห้องลงไปได้บ้าง
ศิลาวางแก้วหนึ่งลงตรงหน้าเพื่อนสนิทผู้กำลังจมดิ่งอยู่ในวังวนแห่งอดีต
ก่อนจะดึงเก้าอี้ตัวตรงข้ามมานั่งลงอย่างเงียบเชียบ
การเคลื่อนไหวของเขานุ่มนวลและไร้เสียงราวกับวิญญาณ
แต่ความห่วงใยที่แฝงมาในแววตานั้นกลับชัดเจนและจับต้องได้จริงยิ่งกว่าสิ่งใด
ธันวาไม่ตอบคำถาม เขาเพียงแต่ใช้ปลายนิ้วที่สั่นเทาเล็กน้อยเปิดแฟ้มคดีนั้นออก
กระดาษด้านในเหลืองกรอบเต็มไปด้วยรอยหมึกปากกาซึมและรูปถ่ายสถานที่เกิดเหตุที่ถูกถ่ายด้วยกล้องฟิล์ม
ภาพของบ้านไม้สองชั้นหลังใหญ่ที่ถูกไฟไหม้เกรียมจนเหลือแต่โครงสร้างสีดำสนิท
กลิ่นอายแห่งความตายและความสิ้นหวังราวกับจะลอยทะลุออกมาจากแผ่นกระดาษเหล่านั้น
มันคือคดีเพลิงไหม้ปริศนาเมื่อสิบปีก่อน
คดีที่ทางการสรุปสำนวนว่าเป็นอุบัติเหตุจากไฟฟ้าลัดวงจร
แต่สำหรับเด็กชายวัยสิบขวบในวันนั้น มันไม่ใช่... และไม่มีวันใช่
"หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ในตอนนั้นยืนยันชัดเจนนะครับธันวา... สายไฟชำรุด ระบบป้องกันภัยเก่าเกินไป ทุกอย่างอธิบายได้ด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์"
พิชชา ซึ่งเพิ่งก้าวเข้ามาสมทบในห้องพร้อมกับแท็บเล็ตในมือ เอ่ยเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่จริงจัง
แพทย์หญิงสาวผู้ปราดเปรื่องในด้านนิติวิทยาศาสตร์กวาดสายตามองเอกสารบนโต๊ะ
ก่อนจะวางมือลงบนไหล่กว้างของธันวาเบาๆ เป็นเชิงปลอบโยน
"คุณรู้ดีกว่าใครว่าวิทยาศาสตร์ไม่เคยโกหกใคร"
"แต่ไสยเวทต่างหากล่ะครับที่ฆ่าครอบครัวผม"
ธันวาเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมเข้มคู่นั้นแดงก่ำและอัดแน่นไปด้วยความเจ็บปวดที่ถูกเก็บกดไว้ใต้ความสุขุมมาตลอดสิบปี
น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยแรงอารมณ์ที่สั่นสะเทือนหัวใจคนฟัง
"คุณคิดว่าไฟฟ้าลัดวงจรมันทำให้คนในบ้านเดินเรียงแถวเข้าไปในกองไฟด้วยรอยยิ้มได้หรือครับพิชชา?
คุณคิดว่ามันทำให้แม่ผมกรีดร้องด้วยภาษาที่ไม่ใช่ภาษามนุษย์ก่อนที่บ้านทั้งหลังจะลุกเป็นไฟได้ยังไง?
ผมจำได้... ผมจำแววตาของคนที่ทำพิธีในคืนนั้นได้แม่นยำ"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องเก็บแฟ้มคดีอีกครั้ง
บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก ศิลาหลับตาลงช้าๆ
เขารับรู้ได้ถึงกระแสคลื่นพลังงานด้านลบที่แผ่ออกมาจากตัวของธันวา
มันไม่ใช่พลังงานเวทมนตร์ แต่เป็นพลังแห่งความแค้น ความโศกเศร้า และแผลเป็นในจิตใจที่ยังคงสดใหม่ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้
"คุณกำลังวิ่งไล่ตามเงาของตัวเองนะธันวา" ศิลาลืมตาขึ้น
ดวงตาสีเทาเข้มคู่นั้นมองตรงไปยังนัยน์ตาของนายตำรวจหนุ่มอย่างลึกซึ้ง
"คุณบอกว่าคุณยึดมั่นในตรรกะและหลักฐาน
แต่ลึกๆ แล้วคุณกำลังใช้เหตุผลเหล่านั้นมาบังหน้าความเจ็บปวดที่คุณไม่กล้าเผชิญหน้าต่างหาก
คุณปฏิเสธเรื่องลี้ลับ เพราะถ้าคุณยอมรับว่ามันมีจริง...
คุณก็ต้องยอมรับว่าความตายของครอบครัวคุณเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยวิถีแห่งไสยเวทมืดมน"
คำพูดของศิลาเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลงตรงกลางแผลเก่า
ธันวาชะงักค้าง ร่างกายแข็งทื่อ สมองที่เคยประมวลผลคดีอย่างเฉียบคมมาตลอดกลับขาวโพลน
ความจริงที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้มาดของตำรวจน้ำดีผู้เคร่งครัดในกฎหมายถูกกระชากออกมาจนหมดเปลือก
เขากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดที่ไม่อาจหาคำบรรยายใดมาทดแทนได้
"ใช่... ผมกลัว" ธันวายอมรับออกมาในที่สุด เสียงของเขาขาดห้วง
น้ำลูกผู้ชายเอ่อคลอเบ้าแต่ไม่มีทางไหลร่วงลงมา
"ผมกลัวว่าสิ่งที่ผมพยายามพิสูจน์มาตลอดชีวิตว่ามันงมงาย... จะกลายเป็นเรื่องจริง
และถ้ามันเป็นจริง... แล้วสิบปีที่ผ่านมาที่ผมทุ่มเทเรียนกฎหมาย เป็นตำรวจ เข้าหาความจริง
มันมีความหมายอะไรเลยล่ะครับ? ถ้าผมไม่สามารถปกป้องคนที่ผมรักที่สุดได้ตั้งแต่แรก..."
พิชชาเม้มริมฝีปากแน่น เธอย่อมเข้าใจความรู้สึกของเพื่อนร่วมงานหนุ่มเป็นอย่างดี
ความสูญเสียที่ไร้คำตอบคือสิ่งทรมานที่สุดในโลกมนุษย์
หญิงสาวกำลังจะเอמהคำพูดเพื่อปลอบประโลม
ทว่า ก่อนที่เสียงของเธอจะหลุดรอดจากริมฝีปาก
บรรยากาศภายในห้องเก็บแฟ้มคดีกลับเปลี่ยนแปลงไปในชั่วพริบตา
อุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงอย่างรวดเร็วจนเกิดไอสีขาวออกจากลมหายใจ
หลอดไฟนีออนบนเพดานที่กะพริบอยู่แล้ว กลับดับสนิทลงพร้อมกันทั้งหมด
ความมืดมิดเข้ากลืนกินทุกสิ่งอย่างฉับพลัน
เหลือเพียงแสงสลัวจากหน้าจอแท็บเล็ตของพิชชาเท่านั้นที่ยังคงส่องประกาย
"ระวังตัว!" ศิลาตวัดเสียงขึ้นอย่างเฉียบคม ร่างสูงโปรดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงในเสี้ยววินาที
สัญชาตญาณของร่างทรงอัจฉริยะตื่นตัวเต็มที่
ดวงตาที่สามของเขาเปิดกว้างขึ้นในความมืด
ภาพที่เขาเห็นไม่ใช่ห้องเก็บแฟ้มคดีของโรงพักอีกต่อไป
แต่เป็นกลุ่มก้อนพลังงานสีดำทมิฬนับร้อยที่กำลังพุ่งทะลักเข้ามาทางช่องระบายอากาศและประตูห้อง
แกร๊ก... กลิ่นธูปโบราณและกลิ่นสาบสางลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
มันเป็นกลิ่นเดียวกับที่ธันวาเคยสัมผัสได้ในคืนวันไฟไหม้บ้านเมื่อสิบปีก่อนอย่างไร้ผิดเพี้ยน
บนหน้าจอแท็บเล็ตของพิชชาที่วางอยู่บนโต๊ะ
จู่ๆ ก็มีข้อความแจ้งเตือนจากระบบฐานข้อมูลคดีความลับของกรมตำรวจเด้งขึ้นมาเองโดยไม่มีใครกดเปิด
หน้าจอแสดงไฟล์เสียงบันทึกการสืบสวนที่ถูกเข้ารหัสระดับสูงสุด
และกำลังเล่นเสียงนั้นด้วยความเร็วสูงจนฟังไม่ได้ศัพท์
ก่อนที่เสียงนั้นจะช้าลง และแปรเปลี่ยนเป็นเสียงกระซิบแหบพร่าข้างหูของธันวา
*“ในที่สุด... แกก็เปิดมันออก... เจ้าลูกชายผู้โง่เขลา...”*
ธันวาผุดลุกขึ้นยืนพรวด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก
เขารีบหันขวับไปมองรอบตัว ท่ามกลางความมืดมิดและเงาร่างนับไม่ถ้วนที่รายล้อมพวกเขาอยู่
ที่หน้าจอแท็บเล็ตนั้นเอง ข้อความสถานะภารกิจใหม่สีแดงฉานก็ปรากฏขึ้นเด่นชัด
พร้อมกับสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดที่ดังสนั่นก้องไปทั่วทั้งตึกสถานีตำรวจ
[ตรวจพบสัญญาณพลังงานไสยเวทระดับ SSS: ผู้บงการเบื้องหลังคดีไฟไหม้ตระกูลรัตนโกเมศปรากฏตัวแล้ว ณ สถานที่แห่งนี้... และพวกมันกำลังรอคอยการชำระหนี้เลือด]
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความมืดมิดของตอนนี้ด้วยกันนะครับ - เข็มทิศมองวิญญาณ
ร่างทรงพยากรณ์กับนายตำรวจผู้ไร้สัมผัส•ตอนที่ 19
ความเจ็บปวดในอดีต
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ร่างทรงพยากรณ์กับนายตำรวจผู้ไร้สัมผัส นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!