ร่างทรงพยากรณ์กับนายตำรวจผู้ไร้สัมผัส•ตอนที่ 19

ความเจ็บปวดในอดีต

ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
กลิ่นอับของกระดาษเก่าและฝุ่นละอองที่ลอยวนอยู่ในห้องเก็บแฟ้มคดีเก่าของสถานีตำรวจนครบาล ดูจะหนาแน่นเสียจนเกือบจะมองเห็นเป็นรูปเป็นร่างด้วยตาเปล่า แสงไฟนีออนดวงเดียวบนเพดานกะพริบถี่ราวกับมันกำลังพยายามฝืนหายใจเฮือกสุดท้าย แต่ ร.ต.อ. ธันวา กลับไม่ได้สนใจความอึดอัดรอบตัวเลยแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบของนายตำรวจหนุ่มผู้ยึดมั่นในตรรกะและหลักฐานเชิงประจักษ์ กำลังจดจ้องไปยังแฟ้มคดีสีน้ำตาลซีดที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ตัวกว้าง บนหน้าปกของมันปรากฏตัวเลขปี พ.ศ. ที่ร่วงโรยไปตามกาลเวลา และชื่อของครอบครัวที่ถูกลบเลือนไปจากหน้าประวัติศาสตร์อาชญากรรม... ครอบครัวรัตนโกเมศ "คุณยังดึงดันจะขุดคุ้ยเรื่องนี้ด้วยตัวเองจริงๆ หรือครับ ธันวา" เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบของศิลา ดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง ร่างทรงหนุ่มผู้มีดวงตาสีเทาเข้มสะท้อนแสงไฟสลัวก้าวเท้าเข้ามาใกล้ชิดขึ้นทีละน้อย ในมือของเขามีแก้วกาแฟอุ่นๆ สองแก้ว กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟดำช่วยเจือจางกลิ่นอับชื้นในห้องลงไปได้บ้าง ศิลาวางแก้วหนึ่งลงตรงหน้าเพื่อนสนิทผู้กำลังจมดิ่งอยู่ในวังวนแห่งอดีต ก่อนจะดึงเก้าอี้ตัวตรงข้ามมานั่งลงอย่างเงียบเชียบ การเคลื่อนไหวของเขานุ่มนวลและไร้เสียงราวกับวิญญาณ แต่ความห่วงใยที่แฝงมาในแววตานั้นกลับชัดเจนและจับต้องได้จริงยิ่งกว่าสิ่งใด ธันวาไม่ตอบคำถาม เขาเพียงแต่ใช้ปลายนิ้วที่สั่นเทาเล็กน้อยเปิดแฟ้มคดีนั้นออก กระดาษด้านในเหลืองกรอบเต็มไปด้วยรอยหมึกปากกาซึมและรูปถ่ายสถานที่เกิดเหตุที่ถูกถ่ายด้วยกล้องฟิล์ม ภาพของบ้านไม้สองชั้นหลังใหญ่ที่ถูกไฟไหม้เกรียมจนเหลือแต่โครงสร้างสีดำสนิท กลิ่นอายแห่งความตายและความสิ้นหวังราวกับจะลอยทะลุออกมาจากแผ่นกระดาษเหล่านั้น มันคือคดีเพลิงไหม้ปริศนาเมื่อสิบปีก่อน คดีที่ทางการสรุปสำนวนว่าเป็นอุบัติเหตุจากไฟฟ้าลัดวงจร แต่สำหรับเด็กชายวัยสิบขวบในวันนั้น มันไม่ใช่... และไม่มีวันใช่ "หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ในตอนนั้นยืนยันชัดเจนนะครับธันวา... สายไฟชำรุด ระบบป้องกันภัยเก่าเกินไป ทุกอย่างอธิบายได้ด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์" พิชชา ซึ่งเพิ่งก้าวเข้ามาสมทบในห้องพร้อมกับแท็บเล็ตในมือ เอ่ยเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่จริงจัง แพทย์หญิงสาวผู้ปราดเปรื่องในด้านนิติวิทยาศาสตร์กวาดสายตามองเอกสารบนโต๊ะ ก่อนจะวางมือลงบนไหล่กว้างของธันวาเบาๆ เป็นเชิงปลอบโยน "คุณรู้ดีกว่าใครว่าวิทยาศาสตร์ไม่เคยโกหกใคร" "แต่ไสยเวทต่างหากล่ะครับที่ฆ่าครอบครัวผม" ธันวาเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมเข้มคู่นั้นแดงก่ำและอัดแน่นไปด้วยความเจ็บปวดที่ถูกเก็บกดไว้ใต้ความสุขุมมาตลอดสิบปี น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยแรงอารมณ์ที่สั่นสะเทือนหัวใจคนฟัง "คุณคิดว่าไฟฟ้าลัดวงจรมันทำให้คนในบ้านเดินเรียงแถวเข้าไปในกองไฟด้วยรอยยิ้มได้หรือครับพิชชา? คุณคิดว่ามันทำให้แม่ผมกรีดร้องด้วยภาษาที่ไม่ใช่ภาษามนุษย์ก่อนที่บ้านทั้งหลังจะลุกเป็นไฟได้ยังไง? ผมจำได้... ผมจำแววตาของคนที่ทำพิธีในคืนนั้นได้แม่นยำ" ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องเก็บแฟ้มคดีอีกครั้ง บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก ศิลาหลับตาลงช้าๆ เขารับรู้ได้ถึงกระแสคลื่นพลังงานด้านลบที่แผ่ออกมาจากตัวของธันวา มันไม่ใช่พลังงานเวทมนตร์ แต่เป็นพลังแห่งความแค้น ความโศกเศร้า และแผลเป็นในจิตใจที่ยังคงสดใหม่ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ "คุณกำลังวิ่งไล่ตามเงาของตัวเองนะธันวา" ศิลาลืมตาขึ้น ดวงตาสีเทาเข้มคู่นั้นมองตรงไปยังนัยน์ตาของนายตำรวจหนุ่มอย่างลึกซึ้ง "คุณบอกว่าคุณยึดมั่นในตรรกะและหลักฐาน แต่ลึกๆ แล้วคุณกำลังใช้เหตุผลเหล่านั้นมาบังหน้าความเจ็บปวดที่คุณไม่กล้าเผชิญหน้าต่างหาก คุณปฏิเสธเรื่องลี้ลับ เพราะถ้าคุณยอมรับว่ามันมีจริง... คุณก็ต้องยอมรับว่าความตายของครอบครัวคุณเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยวิถีแห่งไสยเวทมืดมน" คำพูดของศิลาเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลงตรงกลางแผลเก่า ธันวาชะงักค้าง ร่างกายแข็งทื่อ สมองที่เคยประมวลผลคดีอย่างเฉียบคมมาตลอดกลับขาวโพลน ความจริงที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้มาดของตำรวจน้ำดีผู้เคร่งครัดในกฎหมายถูกกระชากออกมาจนหมดเปลือก เขากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดที่ไม่อาจหาคำบรรยายใดมาทดแทนได้ "ใช่... ผมกลัว" ธันวายอมรับออกมาในที่สุด เสียงของเขาขาดห้วง น้ำลูกผู้ชายเอ่อคลอเบ้าแต่ไม่มีทางไหลร่วงลงมา "ผมกลัวว่าสิ่งที่ผมพยายามพิสูจน์มาตลอดชีวิตว่ามันงมงาย... จะกลายเป็นเรื่องจริง และถ้ามันเป็นจริง... แล้วสิบปีที่ผ่านมาที่ผมทุ่มเทเรียนกฎหมาย เป็นตำรวจ เข้าหาความจริง มันมีความหมายอะไรเลยล่ะครับ? ถ้าผมไม่สามารถปกป้องคนที่ผมรักที่สุดได้ตั้งแต่แรก..." พิชชาเม้มริมฝีปากแน่น เธอย่อมเข้าใจความรู้สึกของเพื่อนร่วมงานหนุ่มเป็นอย่างดี ความสูญเสียที่ไร้คำตอบคือสิ่งทรมานที่สุดในโลกมนุษย์ หญิงสาวกำลังจะเอמהคำพูดเพื่อปลอบประโลม ทว่า ก่อนที่เสียงของเธอจะหลุดรอดจากริมฝีปาก บรรยากาศภายในห้องเก็บแฟ้มคดีกลับเปลี่ยนแปลงไปในชั่วพริบตา อุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงอย่างรวดเร็วจนเกิดไอสีขาวออกจากลมหายใจ หลอดไฟนีออนบนเพดานที่กะพริบอยู่แล้ว กลับดับสนิทลงพร้อมกันทั้งหมด ความมืดมิดเข้ากลืนกินทุกสิ่งอย่างฉับพลัน เหลือเพียงแสงสลัวจากหน้าจอแท็บเล็ตของพิชชาเท่านั้นที่ยังคงส่องประกาย "ระวังตัว!" ศิลาตวัดเสียงขึ้นอย่างเฉียบคม ร่างสูงโปรดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงในเสี้ยววินาที สัญชาตญาณของร่างทรงอัจฉริยะตื่นตัวเต็มที่ ดวงตาที่สามของเขาเปิดกว้างขึ้นในความมืด ภาพที่เขาเห็นไม่ใช่ห้องเก็บแฟ้มคดีของโรงพักอีกต่อไป แต่เป็นกลุ่มก้อนพลังงานสีดำทมิฬนับร้อยที่กำลังพุ่งทะลักเข้ามาทางช่องระบายอากาศและประตูห้อง แกร๊ก... กลิ่นธูปโบราณและกลิ่นสาบสางลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ มันเป็นกลิ่นเดียวกับที่ธันวาเคยสัมผัสได้ในคืนวันไฟไหม้บ้านเมื่อสิบปีก่อนอย่างไร้ผิดเพี้ยน บนหน้าจอแท็บเล็ตของพิชชาที่วางอยู่บนโต๊ะ จู่ๆ ก็มีข้อความแจ้งเตือนจากระบบฐานข้อมูลคดีความลับของกรมตำรวจเด้งขึ้นมาเองโดยไม่มีใครกดเปิด หน้าจอแสดงไฟล์เสียงบันทึกการสืบสวนที่ถูกเข้ารหัสระดับสูงสุด และกำลังเล่นเสียงนั้นด้วยความเร็วสูงจนฟังไม่ได้ศัพท์ ก่อนที่เสียงนั้นจะช้าลง และแปรเปลี่ยนเป็นเสียงกระซิบแหบพร่าข้างหูของธันวา *“ในที่สุด... แกก็เปิดมันออก... เจ้าลูกชายผู้โง่เขลา...”* ธันวาผุดลุกขึ้นยืนพรวด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เขารีบหันขวับไปมองรอบตัว ท่ามกลางความมืดมิดและเงาร่างนับไม่ถ้วนที่รายล้อมพวกเขาอยู่ ที่หน้าจอแท็บเล็ตนั้นเอง ข้อความสถานะภารกิจใหม่สีแดงฉานก็ปรากฏขึ้นเด่นชัด พร้อมกับสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดที่ดังสนั่นก้องไปทั่วทั้งตึกสถานีตำรวจ [ตรวจพบสัญญาณพลังงานไสยเวทระดับ SSS: ผู้บงการเบื้องหลังคดีไฟไหม้ตระกูลรัตนโกเมศปรากฏตัวแล้ว ณ สถานที่แห่งนี้... และพวกมันกำลังรอคอยการชำระหนี้เลือด] ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความมืดมิดของตอนนี้ด้วยกันนะครับ - เข็มทิศมองวิญญาณ
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ร่างทรงพยากรณ์กับนายตำรวจผู้ไร้สัมผัส นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%