"ถ้าคุณยังยึดติดกับหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์บนโต๊ะทำงานตัวนั้น ความตายของเหยื่อรายต่อไปก็จะกลายเป็นเพียงสถิติในรายงานประจำสัปดาห์... ร.ต.อ.ธันวา"
เสียงทุ้มต่ำของศิลาดังก้องขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องสืบสวนสวนรกร้าง กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและคราบสนิมคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นจางๆ ของธูปหอมโบราณ บนโต๊ะไม้สักเบื้องหน้ามีแฟ้มคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่ปิดไม่ลงวางกองอยู่สามแฟ้ม ภาพถ่ายหน้าศพของเหยื่อแต่ละรายมีรอยกรีดประหลาดบนหน้าผาก เป็นรูปสัญลักษณ์โบราณที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ไม่สามารถหาคำอธิบายเชิงโครงสร้างได้
ธันวาขบกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามขึ้นเป็นสันนูน นิ้วมือที่หยาบกร้านจากการจับปืนมาค่อนชีวิตกำแฟ้มในมือจนยับยู่ยี่ ดวงตาคมกวาดมองไปที่ศิลา ร่างทรงหนุ่มผู้มีดวงตาสีเทาเข้มไร้ซึ่งความหวาดหวั่น เขารู้ดีว่าตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ศักดิ์ศรีและทิฐิในฐานะนายตำรวจผู้ยึดมั่นในตรรกะและหลักฐานเชิงประจักษ์ทำให้เขาปฏิเสธโลกอีกใบมาตลอด ปมในอดีตที่พรากครอบครัวไปต่อหน้าต่อตาด้วยความงมงายเคยเป็นกำแพงเหล็กกล้าที่เขาใช้ปกป้องจิตใจ
ทว่า... คดีนี้ไม่ใช่ความงมงาย แต่มันคือสงครามที่อาศัยทั้งกฎหมายและไสยเวทร่วมกันขับเคลื่อน
หมวดพิชชาซึ่งยืนอยู่มุมห้อง ขยับแว่นสายตาด้วยความลังเล เธอกวาดตามองหน้าจอแท็บเล็ตในมือที่แสดงผลการวิเคราะห์ดีเอ็นเอและสารเคมีจากที่เกิดเหตุ ก่อนจะถอนหายใจยาว
"สารเคมีที่พบในศพรายล่าสุด... มันไม่ใช่สารอินทรีย์ทั่วไปค่ะ... เอ้ย... ครับ" พิชชาเกือบเผลอหลุดคำพูดตามความคุ้นเคย แต่รีบแก้คำพูดเมื่อสบตากับธันวา "ผลแล็บยืนยันว่าโครงสร้างโมเลกุลของมันสลายตัวด้วยพลังงานความร้อนที่ต่ำกว่าจุดเดือดถึงสามเท่า ซึ่งในทางฟิสิกส์มันเป็นไปไม่ได้เลย... เว้นแต่จะมีตัวแปรทางพลังงานบางอย่างเข้ามาแทรกแซงโครงสร้างสสาร"
ธันวานิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เสียงฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาด้านนอกกระทบกับหลังคาสังกะสีดังซ่า ราวกับเสียงกระซิบจากความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกที
ความทรงจำในอดีตแวบเข้ามาในหัว ภาพควันธูปและเสียงสวดมนต์ในพิธีกรรมพิลึกพิลั่นที่เคยพรากแม่และน้องสาวของเขาไป ภาพความสิ้นหวังที่เขาเคยสาบานว่าจะไม่ยอมก้มหัวให้อีกเด็ดขาด แต่ในวินาทีนี้ เมื่อภาพของเหยื่อรายล่าสุดปรากฏขึ้นในหัว เหยื่อที่เป็นเด็กสาววัยไล่เลี่ยกับน้องสาวของเขา ภาพนั้นกลับผลักดันให้กำแพงในใจเริ่มร้าวราน
ชายหนุ่มหลับตาลงช้าๆ ผ่อนลมหายใจออกทางปากเพื่อขับไล่ความดื้อรั้นทั้งหมดออกไปจากร่างกาย เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาของสารวัตรหนุ่มผู้ไร้สัมผัสก็เปลี่ยนไป มันไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่เป็นการยอมจำนนต่อความจริงที่กว้างใหญ่เกินกว่ากรอบของตำรวจน้ำดีคนหนึ่งจะมองเห็น
"ผมต้องทำอะไรบ้าง"
เสียงของธันวาทุ้มต่ำและราบเรียบ แต่มันเต็มไปด้วยน้ำหนักของการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตการรับราชการ
ศิลากระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย แววตาคมกริบสะท้อนแสงไฟสีส้มรำไรจากตะเกียงโบราณ "คุณไม่ต้องเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็นหรอกครับสารวัตร... แค่เชื่อใจคนที่ยืนอยู่ข้างคุณก็พอ"
ร่างทรงหนุ่มหยิบก้อนหินอัคนีสีดำสนิทที่สลักอักขระโบราณขึ้นมาจากย่าม วางลงบนกลางโต๊ะสืบสวน ทันทีที่ปลายนิ้วของศิลาสัมผัสกับผิวหิน ความเย็นยะเยือกก็แผ่ซ่านไปทั่วห้องจนลมหายใจของทุกคนกลายเป็นไอสีขาว อากาศรอบตัวบิดเบี้ยวคล้ายคลื่นความร้อนบนถนนคอนกรีตกลางแดดจัด
"หมวดพิชชา ถอยหลังไปสามก้าว วางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดลงบนพื้น" ศิลากล่าวเสียงเฉียบขาด
พิชชาทำตามอย่างรวดเร็วโดยไม่ซักถาม เธอถอยไปยืนชิดผนังห้อง ขณะที่ธันวาก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะไม้ตามคำสั่งของศิลา
"วางมือของคุณลงบนหินก้อนนี้ครับ" ศิลาผายมือไปยังก้อนหินอัคนี "นี่ไม่ใช่พิธีกรรมไล่ผีงมงาย แต่นี่คือการเชื่อมต่อ 'คลื่นความถี่' ระหว่างจิตวิญญาณของคุณกับร่องรอยพลังงานที่มันทิ้งไว้ พลังด้านมืดของฆาตกรรายนี้ไม่ได้ซ่อนอยู่แค่ในคราบเลือด แต่มันฝังรากลึกอยู่ในมิติที่จิตใต้สำนุกลึกที่สุดของคุณปฏิเสธมาตลอด"
ธันวามองมือน2ข้างของตนเอง มือที่เคยถือแต่ปืนพกและกุญแจมือ เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะวางฝ่ามือลงบนผิวหินเย็นเฉียบนั้นอย่างมั่นคง
*เปรี้ยะ!*
เสียงคล้ายกระแสไฟฟ้าแรงสูงลั่นเปรี๊ยะในอากาศ ทันทีที่ผิวหนังของธันวาแตะโดนอักขระโบราณ ความมืดมิดอันเวิ้งว้างก็พุ่งเข้ากระแทกโสตประสาทของเขาราวกับคลื่นสึนามิ ภาพทิวทัศน์รอบตัวสลายกลายเป็นความว่างเปล่าสีเทาหม่น กลิ่นคาวเลือดและกลิ่นอับชื้นของซากศพทะลักเข้าสู่จมูกจนสำลัก
เสียงกระซิบระคนเสียงหัวเราะเยาะเย้ยนับร้อยเสียงดังระงมอยู่ในหัว สมองของเขาประมวลผลข้อมูลมหาศาลที่ไหลทะลักเข้ามาผ่านช่อง1ช่องทางที่ถูกเปิดออกด้วยความเต็มใจ ดวงตาของธันวาเบิกโพลง เส้นเลือดฝอยในตาขาวแดงก่ำขึ้นทีละน้อย
นี่คือพลังงานแห่งความตาย... นี่คือสิ่งที่ศิลาแบกรับไว้มาตลอดชีวิตโดยไม่เคยปริปากบ่น
"อดทนไว้นะครับสารวัตร... อีกนิดเดียว" เสียงของศิลาดังแว่วมาจากที่ไกลแสนไกล ประคองสติของเขาไม่ให้จมดิ่งลงไปในห้วงเหวลึกแห่งความมืดมิด
ภายในภวังค์จิตที่เชื่อมต่อกันนั้น ภาพเหตุการณ์ฆาตกรรมไม่ได้ถูกฉายซ้ำเหมือนเทปวิดีโอ แต่มันคือการ 'เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริง' ธันวารับรู้ถึงความหวาดกลัวของเหยื่อ รับรู้ถึงความเจ็บปวด และที่สำคัญที่สุด... เขารับรู้ถึง 'จิตสังหาร' และพิกัดที่แท้จริงของฆาตกรที่กำลังซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของเมืองหลวงแห่งนี้
แต่ทว่า ในขณะที่สติของธันวากำลังจดจ่ออยู่กับการแกะรอยพลังงานนั้นเอง รอยสักอักขระบนก้อนหินอัคนีกลับเปลี่ยนจากสีดำสนิทเป็นสีแดงฉานราวกับโลหิตสดๆ อุณหภูมิในห้องพุ่งสูงขึ้นจากจุดเยือกแข็งกลายเป็นความร้อนระอุในพริบตา
ศิลาหน้าถอดสี ทันทีที่สัมผัสได้ถึงความผิดปกติของกระแสพลังงานที่ไหลย้อนกลับ ดวงตาที่สามของร่างทรงหนุ่มเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก
"แย่แล้ว..." ศิลาอุทานเสียงดัง "มันไม่ใช่แค่การสะกดรอย... มันคือกับดัก!"
ก่อนที่ศิลาจะได้ดึงมือของธันวาออก แรงกระชากมหาศาลจากมิติเร้นลับก็ดึงดูดทั้งสองคนให้จมดิ่งลงไปในกระแสธารแห่งความทรงจำสีดำมืด พร้อมกับเสียงเคาะประตูไม้เก่าๆ สามครั้งดังสนั่นขึ้นจากหน้าห้องสืบสวน... ทั้งที่ประตูบานนั้นถูกลงกลอนตายสนิทจากด้านใน และไม่มีใครอื่นอีกเลยนอกจากพวกเขาทั้งสามคนในค่ำคืนนี้
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความมืดมิดของตอนนี้ด้วยกันนะครับ - เข็มทิศมองวิญญาณ
ร่างทรงพยากรณ์กับนายตำรวจผู้ไร้สัมผัส•ตอนที่ 18
กำแพงที่พังทลาย
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ร่างทรงพยากรณ์กับนายตำรวจผู้ไร้สัมผัส นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!