ร่างทรงพยากรณ์กับนายตำรวจผู้ไร้สัมผัส•ตอนที่ 1

ศพที่ไร้เงา

ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
กลิ่นอับชื้นของคราบฝุ่นละอองและสนิมเหล็ก ผสมผสานกับกลิ่นฉุนรุนแรงของกำมะถันที่เผาไหม้ไม่หมด ปะทะเข้ากับโสตประสาทของผมทันทีที่บานประตูเหล็กดัดถูกผลักเปิดออกด้วยแรงถีบของเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษ "ถอยไปครับสารวัตร อย่าเพิ่งแตะต้องอะไรในรัศมีสามเมตรนั้น!" เสียงทุ้มต่ำแต่นุ่มนวลของใครบางคนดังขึ้นจากมุมมืดของห้องพักขนาดเล็กใจกลางแฟลตเสื่อมโทรมแห่งนี้ มันไม่ใช่เสียงของตำรวจกองปราบ หรือแม้แต่เสียงของหมวดพิชชาผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ที่ยืนอยู่ข้างกายผมในขณะนี้ ผม—ร.ต.อ. ธันวา ปรายตามองไปยังชายหนุ่มร่างโปร่งในชุดเสื้อเชิร์ตสีขาวพับแขนเสื้อขึ้นถึงข้อศอก เขาไม่ได้สวมถุงมือยางแบบที่เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานควรทำ ดวงตาเรียวรีคู่นั้นกำลังจดจ้องไปยังใจกลางห้องด้วยความนิ่งสงบผิดมนุษย์ ทว่าแววตากลับไหววับราวกับกำลังอ่านตัวหนังสือที่มองไม่เห็นบนอากาศธาตุ ผมกวาดสายตามองไปเบื้องหน้า ภาพที่ปรากฏอยู่หลังแนวแถบกั้นสีเหลืองดำของตำรวจ คือร่างของชายชราคนหนึ่งนั่งคุดคู้พิงผนังห้องปูนเปลือย สภาพศพแห้งกรังจนผิวหนังแนบติดกระดูกคล้ายมัมมี่ แต่สิ่งที่ทำให้ขนหัวลุกเกลียวไม่ใช่สภาพความเน่าเปื่อยของศพ หากแต่เป็น "ร่องรอย" รอบตัวเขา รอบวงศพถูกขีดเขียนด้วยผงถ่านสีดำสนิทและเลือดที่แห้งกรัง สัญลักษณ์ทางไสยเวทและอักขระโบราณที่ไม่ใช่ภาษาไทยหรือบาลีสันสกฤตทั่วไป ถูกลากเส้นเชื่อมต่อกันเป็นเรขาคณิตซับซ้อน ตรงกลางวงล้อมมีเทียนไขสีดำเล่มใหญ่สอดแทรกด้วยเส้นผมมนุษย์ถูกปักเรียงรายเป็นวงกลม และที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ... หน้าต่างทุกบานถูกปิดตายด้วยแผ่นไม้หนาตอกตะปูแน่นหนา ไม่มีร่องรอยการงัดแงะ ไม่มีทางเข้าออกอื่นนอกจากประตูบานนี้ และที่สำคัญที่สุด... ไม่มีเงาของศพทอดลงบนพื้น แม้ว่าหลอดไฟฟلูออเรสเซนต์บนเพดานจะส่องแสงสว่างจ้าลงมาตรงๆ ก็ตาม "คุณเป็นใคร และเข้ามาในพื้นที่เกิดเหตุนี้ได้อย่างไร" ผมถามเสียงเรียบ พร้อมกับเอื้อมมือไปแตะด้ามปืนพก Glock 19 ที่เหน็บอยู่ข้างเอวโดยสัญชาตญาณ ความรู้สึกเย็นวาบแล่นพล่านขึ้นมาตามสันหลัง ไม่ใช่เพราะความกลัวผีสางตามที่ชาวบ้านร่ำลือ แต่เป็นเพราะผมเกลียด "ความงมงาย" ที่มักเข้ามาปأسปนกับคดีฆาตกรรมอันบริสุทธิ์เสมอ ชายหนุ่มคนนั้นหันกลับมามองผม มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไม่อาจคาดเดาความหมายได้ "ผมชื่อศิลาครับสารวัตร... และถ้าคุณยังยืนอยู่ตรงเส้นอักขระบรรทัดที่สามนั้นต่ออีกเพียงสิบวินาที เงาของคุณเองอาจจะหายไปจากพื้นห้องนี้เป็นรายต่อไป" คำพูดนั้นทำให้ผมชะงักไปชั่วขณะ หมวดพิชชาที่เดินถือกระเป๋าเครื่องมือแพทย์เข้ามาสมทบถึงกับสูดหายใจเข้าลึก "สารวัตรคะ ผลการตรวจสอบเบื้องต้นจากเครื่องมือวัดรังสีความร้อนและสารเคมี... ห้องนี้ไม่มีร่องรอยการใช้ก๊าซพิษ อุณหภูมิในห้องต่ำกว่าปกติถึงสิบหองศาเซลเซียสอย่างไม่มีเหตุผล และที่สำคัญ... ดีเอ็นเอรอบตัวศพไม่มีร่องรอยของบุคคลอื่นเลย ราวกับว่าชายชราคนนี้ทำพิธีกรรมฆ่าตัวตายด้วยวิธีประหลาดนี้ด้วยตัวเอง... แต่สภาพกระดูกสันหลังหักผิดรูปจากการถูกบิดด้วยแรงมหาศาล ซึ่งมนุษย์ทั่วไปไม่มีทางทำเองได้แน่นอนค่ะ" ผมขมวดคิ้วแน่น สมองกำลังประมวลผลด้วยตรรกะและหลักฐานเชิงประจักษ์ ศพในห้องปิดตาย ไร้ทางเข้าออก ไร้ร่องรอยการต่อสู้ ไร้เงา และมีร่องรอยการถูกหักกระดูกจากภายใน มันคือคดีฆาตกรรมอำพรางที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่ผมเคยทำมา หรือมันคือเงื้อมมือของสิ่งที่วิทยาศาสตร์ยังไม่อาจพิสูจน์ได้กันแน่? ภาพความทรงจำในวัยเด็กแวบเข้ามาในหัว ภาพของพี่สาวที่ต้องจบชีวิตลงบนแท่นพิธีกรรมของสำนักทรงเจ้าปลอมๆ ด้วยความงมงายของคนรอบข้าง ความโกรธเกรี้ยวและอคติที่มีต่อเรื่องไสยเวทพุ่งพล่านขึ้นมาในอกจนผมต้องกำมือแน่น "เรื่องไร้สาระแบบนี้..." ผมกัดฟันกรอด ก้าวเท้าข้ามแนวเส้นอักขระเข้าไปใกล้ศิลามากขึ้นจนระยะห่างเหลือเพียงแค่ก้าวเดียว "ในโลกนี้ไม่มีหรอกครับเรื่องภูตผีหรือคำสาป มีเพียงแค่ฆาตกรที่พยายามใช้ความงมงายมาอำพรางคดีเท่านั้น และผมจะกระชากหน้ากากมันออกมาให้ดู" ศิลาไม่ถอยหนี เขายังคงยืนนิ่ง ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของผม ราวกับกำลังมองทะลุผ่านความทรงจำอันเจ็บปวดที่ผมพยายามซ่อนไว้ภายใต้มาตรMฐานของนายตำรวจมือหนึ่ง "ตรรกะและหลักฐานเชิงประจักษ์คือสิ่งที่ดีครับสารวัตรธันวา..." ศิลาโน้มตัวกระซิบเบาๆ ริมฝีปากแทบจะชิดกับใบหูของผม จนลมหายใจอุ่นๆ ปะทะเข้ากับผิวแก้วหู "แต่น่าเสียดาย... ที่บางครั้ง สิ่งที่คุณกำลังตามหา อาจไม่ได้มองเห็นด้วยตาเปล่า และมันกำลังยืนอยู่ข้างหลังคุณในตอนนี้แล้ว" สิ้นเสียงกระซิบนั้น— *พรึบ!* หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์บนเพดานกะพริบถี่รัวสามครั้งก่อนจะดับวูบลงพร้อมกัน ความมืดมิดสนิทเข้าปกคลุมห้องปิดตายในเสี้ยววินาที ท่ามกลางความเงียบงัดที่น่าอึดอัด เสียงลมหายใจของผม หมวดพิชชา และศิลาประสานกันเป็นจังหวะ แต่ทว่า... มีเสียงลมหายใจที่สี่ดังแทรกเข้ามาอย่างชัดเจน เป็นเสียงหายใจที่แหบแห้ง ยืดยาว และเย็นเยียบจนขนลุกซู่ ซึ่งดังมาจากมุมมืดที่ไม่มีใครควรยืนอยู่ และในเสี้ยววินาทีที่แสงไฟฉุกเฉินสีแดงฉานจากนอกหน้าต่างสาดส่องเข้ามาผ่านรอยแตกของแผ่นไม้ เงาบนผนังห้องไม่ได้มีแค่สามร่างอีกต่อไป... แต่มันมีร่างที่สี่กำลังเงื้อมือยาวเรียวเข้ามารัดลำคอของผมจากด้านหลัง! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางก้าวแรกไปกับผมนะครับ ขอฝากติดตามตอนต่อไปด้วยครับ — เข็มทิศมองวิญญาณ
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ร่างทรงพยากรณ์กับนายตำรวจผู้ไร้สัมผัส นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%