กลิ่นของฟอร์มาลีนและเลือดเก่าในโกดังร้างริมแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ได้จางหายไปไหน มันเพียงแต่ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นฉุนกึกของธูปโบกขรพรรณที่จุดทิ้งไว้จนมอดไหม้ และกลิ่นอับชื้นของซากอิฐปูนที่ผุพังตามกาลเวลา
หมอธันวาขยับแว่นสายตา เลนส์ใสสะท้อนแสงไฟฉายคาดหัววับแวบไปบนพื้นคอนกรีตที่มีรอยคราบสีดำคล้ำเป็นวงกว้าง ร่างของเหยื่อรายที่สองถูกพบในลักษณะเดียวกับคดีแรก ไม่มีผิดเพี้ยน ดวงเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ร่างกายบิดเบี้ยวผิดรูปราวกับกระดูกภายในถูกหักสะบั้นด้วยแรงมหาศาลจากภายใน
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับนายแพทย์หนุ่มผู้ยึดมั่นในตรรกะ
“คุณกำลังมองหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ในสถานที่ที่วิทยาศาสตร์ไม่มีอำนาจต่อรอง หมอธันวา”
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากมุมมืดของเสาปูนเปลือย อคินก้าวออกมาจากเงาสลัว ดวงตาสีเทาภายใต้แสงไฟสลัวคู่นั้นมองตรงมาที่เขา เต็มไปด้วยความระแวดระวังและประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก มือใหญ่ข้างหนึ่งถือแผ่นยันต์สีเหลืองซีดที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำเหลือง
“ทุกอย่างมีคำอธิบายในทางกายวิภาคเสมอ อาการกล้ามเนื้อกระตุกอย่างรุนแรงจนกระดูกหักเองได้หากได้รับสารพิษบางชนิด... หรือกระแสไฟฟ้าแรงสูง” ธันวาเอ่ยสวนด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง พยายามกดความสั่นเทาใน1ช่องท้องให้อยู่หมัด แม้ว่าสัญชาตญาณลึกๆ จะเริ่มกรีดร้องเตือนภัยแล้วก็ตาม
“สารพิษหรือกระแสไฟฟ้าเหรอครับ?” อคินหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเย็นยะเยือกจนน่าขนลุก “คุณอยากพิสูจน์ไหมล่ะว่ามันคืออะไร... เชิญก้มลงไปมองใกล้ๆ สิครับ หมอผู้ไม่เคยเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น”
จังหวะนั้นเอง อากาศรอบตัวพลันเย็นวูบลงอย่างฉับพลัน ลมหายใจของธันวาเปลี่ยนเป็นไอสีขาวจางๆ ทั้งที่อุณหภูมิห้องไม่ได้ลดต่ำลง แสงไฟจากไฟฉายคาดหัวเริ่มกะพริบถี่และหรี่แสงลงจนแทบมองไม่เห็น ร่างไร้ชีวิตของเหยื่อที่นอนอยู่บนพื้นเริ่มขยับ นิ้วมือที่แข็งทื่อค่อยๆ จิกเกร็งลงกับพื้นคอนกรีตจนเกิดเสียงครูดน่าสยดสยอง
ธันวาก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ แต่ขาทั้งสองข้างกลับหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้ด้วยตะปูไร้ตัวตน เงาสมมติบนผนังปูนเริ่มบิดเบี้ยว ขยายใหญ่ขึ้น และโอบล้อมรอบตัวเขา เสียงกระซิบแผ่วเบานับร้อยเสียงดังระงมขึ้นในโสตประสาท เป็นเสียงโหยหวนที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความอาฆาตมาดร้าย มันแทรกซึมเข้าสู่สมองส่วนลึก ดึงเอาภาพความทรงจำอันมืดมนที่สุดในชีวิต—คืนวันที่เขาต้องสูญเสียครอบครัวไปในกองเพลิงและคราบเลือด—ให้ย้อนกลับมาฉายซ้ำอย่างชัดเจนจนแทบขาดใจ
*“ปล่อยเขา!”*
เสียงคำรามต่ำต้อยแต่ทรงพลังดังขึ้นพร้อมกับแรงกระชากที่หัวไหล่ อคินพุ่งเข้ามาประชิดตัวธันวาในเสี้ยววินาทีที่สติของนายแพทย์หนุ่มกำลังจะหลุดลอย ร่างสูงใหญ่ของจอมขมังเวทบังร่างของเขาไว้ครึ่งหนึ่ง มือแกร่งข้างหนึ่งกดท้ายทอยของธันวาให้ซบลงกับลาดไหล่กว้างของตนอย่างรวดเร็ว พร้อมกับอีกมือที่สะบัดแผ่นยันต์ในมือเข้าหากลุ่มควันสีดำสนิทที่กำลังพวยพุ่งขึ้นมาจากร่างของเหยื่อ
*“โอม... คาถาพุทธัง ปิด ธัมมัง ปิด สังฆัง ปิด มะอะอุ!”*
เสียงสวดคาถาดังก้องกังวานด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ แสงสีทองเรืองรองวาบขึ้นจากแผ่นยันต์ปะทะเข้ากับกลุ่มควันสีดำจนเกิดเสียงดังสนั่นราวกับน้ำมันเดือดโดนน้ำเย็น กลิ่นเหม็นเน่าของซากศพจางหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยกลิ่นอายของกำยานและไม้จันทน์หอมที่สงบเยือกเย็น
ธันวายืนหอบหายใจโยน ร่างกายพิงแนบชิดอยู่กับแผงอกของอคินโดยไม่รู้ตัว ความอบอุ่นจากร่างกายของอีกฝ่ายตัดกับความเย็นเยือกของบรรยากาศรอบข้างได้อย่างสิ้นเชิง หัวใจของนายแพทย์หนุ่มเต้นรัวเร็วจนน่าอับอาย ไม่ใช่เพราะความกลัวจากสิ่งที่เพิ่งเจอ... แต่เป็นเพราะสัมผัสแนบชิดและกระแสพลังงานบางอย่างที่ไหลเวียนอยู่ระหว่างพวกเขาทั้งสอง
“ตั้งสติครับ หมอธันวา” อคินกระซิบชิดใบหู เสียงทุ้มต่ำนั้นเปี่ยมไปด้วยความเย้าแหย่และจริงจังในเวลาเดียวกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอจนทำให้ขนอ่อนลุกชัน “โลกที่คุณพยายามปฏิเสธ... มันเพิ่งเกือบจะกลืนกินวิญญาณของคุณเข้าไปทั้งดวงแล้วนะ”
ธันวาเม้มริมฝีปากแน่น ผลักร่างของอีกฝ่ายออกเบาๆ ด้วยความถือดีที่ยังหลงเหลืออยู่ แม้ใบหน้าจะซีดเผือดและมีเหงื่อกาฬซึมตามไรผมก็ตาม
“ผม... แค่พักผ่อนไม่เพียงพอ อากาศในนี้มันอับชื้นเกินไป” เขายังคงดึงดันที่จะหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มากลบเกลื่อนความจริงที่ประจักษ์แก่สายตา
อคินมองท่าทีดื้อรั้นนั้นด้วยรอยยิ้มมุมปาก ดวงตาสีเทาลึกล้ำทอประกายขบขันระคนเอ็นดู “ปากแข็งเสียจริงนะฃครับ หมอ... แต่ชีพจรของคุณที่เต้นเร็วขนาดนี้ คงไม่ได้บอกว่าเป็นเพราะอากาศขาดออกซิเจนกระมัง”
ยังไม่ทันที่ธันวาจะได้หาคำพูดใดมาโต้แย้ง สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นความผิดปกติบางอย่างบริเวณข้อเท้าของศพที่สงบลงแล้ว รอยแผลเป็นเก่าแก่ที่ถูกกรีดเป็นอักขระโบราณซ่อนอยู่ใต้ผิวหนังที่ซีดเซียว มันไม่ใช่รอยแผลจากการชันสูตรทั่วไป และมันไม่ใช่รอยแผลที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ
นายแพทย์หนุ่มย่อตัวลง ใช้คีมสแตนเลสเขี่ยคราบเลือดแห้งกรังออกอย่างระมัดระวัง แสงไฟฉายส่องกระทบเข้ากับวัตถุชิ้นเล็กๆ ที่ฝังอยู่ลึกลงไปใต้ชั้นผิวหนังของเหยื่อ
มันคือแผ่นโลหะบางเฉียบ สลักด้วยอักษรคาถาภาษาโบราณที่บิดเบี้ยว และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... ตราสัญลักษณ์รูป ‘งูพันคบเพลิง’ ที่สลักอยู่มุมขวาของแผ่นโลหะ
ดวงตาของธันวาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความเย็นยะเยือกแล่นริ้วขึ้นมาตามกระดูกสันหลังอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะอาคมลี้ลับ... แต่เป็นเพราะสัญลักษณ์นั้นคือตราประทับประจำตัวของ ‘โรงพยาบาลเอกชนเซนต์มารี’—สถานที่ทำงานเก่าของอดีตอาจารย์แพทย์ผู้ล่วงลับ และเป็นสถานที่ที่พ่อแม่ของเขาเคยเข้ารับการรักษาก่อนจะเสียชีวิตอย่างปริศนา
อคินโน้มตัวลงมามองสิ่งที่ธันวาค้นพบ รอยยิ้มบนใบหน้าคมคายหายวับไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาที่เข้มขึงและจริงจังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บรรยากาศรอบตัวพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที
“ดูเหมือนว่า...” อคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจนในความเงียบ “เราไม่ได้กำลังไล่ล่าฆาตกรโรคจิตธรรมดาเสียแล้วล่ะครับ หมอธันวา”
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ห้วงมืดแห่งอาคมนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
อาคมลวงใจ กับนายแพทย์ผู้สาบสูญ•ตอนที่ 6
กลิ่นอายความตาย
ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อาคมลวงใจ กับนายแพทย์ผู้สาบสูญ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!