กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและฝุ่นผงจากโกดังร้างคละคลุ้งปะปนกับหยาดเหงื่อที่ซึมตามไรผมของรินรดา หญิงสาวพยายามสะกดกลั้นเสียงหอบหายใจของตัวเองให้เบาที่สุด มือเรียวบางข้างหนึ่งเอื้อมไปปิดปากเด็กชายตัวน้อยในอ้อมแขน ขณะที่อีกข้างกดดันกระเป๋าเป้ใบย่อมแนบอกจนโครงกระดูกแทบจะยุบตัวลงไป
เสียงฝรองเท้าหนังบดขยี้เศษกรวดและกิ่งไม้แห้งดังใกล้เข้ามาทุกที... *กรับ... กรับ... กรับ...*
จังหวะฝีเท้าหนักหน่วงที่เธอจดจำได้แม่นยำยิ่งกว่าเสียงเต้นของหัวใจตัวเอง ภาคินกำลังเดินวนเวียนอยู่หลังชั้นวางของสูงทึบ เขากำลังไล่ล่าเธอ ดั่งนักล่าผู้เย่อหยิ่งที่สนุกสนานกับการต้อนเหยื่อให้จนมุมในเขาวงกตแห่งความทรงจำอันมืดมิด
"ริน... ออกมาเถอะครับ"
เสียงทุ้มต่ำแต่เย็นเยียบเอ่ยขึ้น ลอยละลิ่วผ่านความมืดเข้ามาในโสตประสาท มันเป็นน้ำเสียงที่เคยเอ่ยคำพูดตัดรอนอย่างไร้เยื่อใยเมื่อหลายปีก่อน น้ำเสียงเดียวกันกับที่ประกาศกร้าวว่าเธอไม่มีค่าพอแม้แต่จะยืนเคียงข้างเขาในฐานะภรรยา แต่วันนี้ น้ำเสียงนั้นกลับเจือความร้อนรนและความกระหายใคร่รู้บางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม
"คุณซ่อนไม่พ้นหรอก คุณก็รู้ว่าผมเกลียดการเล่นซ่อนหาที่สุด"
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ความโกรธแค้นที่ถูกกดทับไว้ใต้ซากปรักหักพังของชีวิตคู่ค่อยๆ ปะทุขึ้นมาทีละน้อย เปลวไฟแห่งความชิงชังแผดเผาความกลัวจนมอดไหม้ เหลือเพียงความเด็ดเดี่ยวของผู้หญิงคนหนึ่งที่พร้อมจะแลกด้วยชีวิตเพื่อปกป้องสิ่งล้ำค่าที่สุดในโลก
เธอก้มลงมองเด็กชายในอ้อมกอด น้องลันกำลังเบิ่งตากลมโตมองเธอด้วยความหวาดวิตก ริมฝีปากเล็กๆ เม้มเข้าหากันสนิทโดยไม่ส่งเสียงร้องงอแงออกมาสักแอะ ดวงตาคู่นั้น... ดวงตาที่ถอดแบบมาจากบิดาผู้เลือดเย็นราวกับพิมพ์เขียว นัยน์ตาสีเข้มที่ฉายแววเฉลียวฉลาดเกินวัย มันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ภาคินไม่มีวันได้ล่วงรู้ หากเขาล่วงรู้... ชีวิตที่เธออุตส่าห์สร้างขึ้นมาจากเศษเสี้ยวความพังทลายคงจะมลายหายไปในพริบตา
*แอ๊ด...*
เสียงโลหะขึ้นสนิมของบานประตูเหล็กฝั่งตรงข้ามดังขึ้นเบาๆ
รินรดาตัดสินใจในเสี้ยววินาที เธอส่งสัญญาณมือให้น้องลันก้มตัวต่ำ แล้วพาเด็กชายพุ่งตัวออกจากมุมมืด สู่ช่องระบายอากาศด้านหลังโกดังที่ถูกกิ่งไม้หนาทึบอำพรางไว้ ความคมของเศษสังกะสีบาดเข้าที่แขนเสื้อและเรียวแขนของเธอจนเลือดสีสดซึมออกมา แต่เธอกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดแม้แต่น้อย ความเจ็บทางกายไม่อาจเทียบเท่ากับความหวาดกลัวที่จะต้องสูญเสียลูกชายไปตลอดกาล
"นั่นใคร!"
เสียงคำรามด้วยความกريธาของภาคินดังขึ้นไล่หลัง พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่พุ่งตรงมาด้วยความเร็ว รินรดาไม่หันกลับไปมอง เธอใช้แรงเฮือกสุดท้ายดันตัวและร่างเล็กๆ ของน้องลันลอดผ่านช่องแคบออกสู่แสงสว่างระเรื่อของยามเย็นภายนอก
สายลมปะทะเข้ากับใบหน้าชื้นเหงื่อ รินรดาลากน้องลันวิ่งลัดเลาะไปตามตรอกแคบๆ ของย่านชุมชนเก่าแก่ เสียงหัวใจเต้นโครมครามรากับจะทะลุดรอกออกมานอกอก เธอพาตัวเองและลูกชายหลบเข้าไปในร้านขายของชำเล็กๆ ที่มีม่านพลาสติกทึบแสงบังตา เจ้าของร้านเป็นหญิงชราผู้มีแววตานิ่งสงบ นางมองแม่ลูกที่เนื้อตัวมอมแมมและหอบสะท้านด้วยความเวทมนตร์ แต่ก่อนที่หญิงชราจะทันได้เอ่ยปาก รินรดาก็ยกมือไหว้ขอร้องด้วยดวงตาที่แดงก่ำและสั่นระริก
"ยายจ๋า... ช่วยพวกเราด้วยค่ะ มีคนตามล่า"
หญิงชราพยักหน้ารับอย่างรู้ความ นางผายมือให้ทั้งคู่หลบไปหลังชั้นวางกระสอบข้าวสาร ก่อนจะเดินไปหยิบไม้กวาดมาทำความสะอาดหน้าร้านทำทีเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ไม่ถึงสองนาทีต่อมา ร่างสูงสง่าในชุดสูทสั่งตัดราคาแพงแต่ยับยู่ยี่ก็ก้าวเข้ามาในร้าน รังสีความเย่อหยิ่งและอำนาจแผ่ซ่านจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลง ภาคินกวาดสายตาคมกริบมองไปทั่วร้านอย่างระแวงสงสัย ลมหายใจของรินรดาที่ซ่อนอยู่หลังกองกระสอบข้าวสารแทบจะหยุดนิ่ง เธอกอดน้องลันแนบอกแน่น มือข้างหนึ่งปิดตาเด็กน้อยไว้ไม่ให้มองลอดช่องว่างออกไป
"ยายเห็นผู้หญิง ท่าทางแบบนี้ กับเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ วิ่งผ่านมาแถวนี้ไหม" ภาคินเอ่ยถาม น้ำเสียงราบเรียบแต่กดดันจนคนฟังแทบหายใจไม่ออก
หญิงชราเงยหน้าขึ้นจากไม้กวาด นางปรายตามองชายหนุ่มหัวจรดเท้าด้วยความไม่แยแส "แถวนี้คนมันพลุกพล่านพ่อหนวดงาม ฉันจะไปจำใครได้หมด ถ้าอยากตามหาคนนัก ก็ไปแจ้งตำรวจโน่น ไม่ใช่มาเที่ยวไล่ต้อนคนอื่นในร้านของฉัน"
คิ้วคมของภาคินขมวดเข้าหากันอย่างไม่สบอารมณ์ เขาสบถเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะหันหลังเดินกลับออกไป เสียงสตาร์ทรถสปอร์ตหรูคันงามที่จอดอยู่หน้าร้านคำรามก้องขึ้นครั้งหนึ่ง ก่อนจะเคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งเสียงเครื่องยนต์จางหายไปในความเงียบ รินรดาจึงทรุดฮวบลงนั่งกับพื้นด้วยความหมดแรง
หยาดน้ำตาที่อดกลั้นมาตลอดทางไหลรินลงอาบแก้มเงียบๆ เธอรวบร่างของน้องลันเข้ามากอดไว้แน่นจนเด็กน้อยส่งเสียงประท้วงเบาๆ
"คุณแม่ครับ... เราปลอดภัยแล้วใช่ไหมครับ" เสียงใสเอ่ยถามอย่างหวาดระแวง
รินรดาฝืนยิ้มทั้งน้ำตา มือเรียวสั่นเทาลูบกลุ่มผมนุ่มของลูกชาย "ครับ... ลูกรัก เราปลอดภัยแล้ว"
แต่เธอกลับรู้ดีแก่ใจ... ความปลอดภัยนี้เป็นเพียงแค่ภาพลวงตาชั่วคราวเท่านั้น ในเมื่อภาคินได้กลิ่นอายของเธอแล้ว เขาไม่มีวันรามือเป็นอันขาด เกมการไล่ล่าระหว่างนักล่าผู้เย่อหยิ่งกับเหยื่อผู้ดิ้นรนได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว และครั้งนี้... เขาจะไม่ยอมปล่อยให้เธอหนีรอดไปได้อีกเป็นครั้งที่สอง
รินรดากัดฟันกรอด ดวงตาคู่สวยทอประกายความแข็งกร้าวขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิด หากเขาต้องการเล่นเกมนี้ เธอก็พร้อมจะเปิดฉากตอบโต้ด้วยเช่นกัน และความลับเรื่องเด็กชายคนนี้... จะต้องถูกเก็บซ่อนไว้ให้ลึกที่สุด จนกว่าจะถึงวันที่เธอพร้อมจะเป็นผู้กระชากหน้ากากของเขาลงมาเหยียบย่ำบ้าง
ในขณะเดียวกัน ที่คฤหาสน์ตระกูลคีรีวงศ์อันโอ่อ่า ภาคินก้าวลงจากรถด้วยความหงุดหงิดระคนสงสัย ภาพเงาของหญิงสาวที่วิ่งหนีหายไปในตรอกแคบเมื่อครู่ยังคงติดตรึงอยู่ในหัว สมองอันเฉียบคมของนักธุรกิจหนุ่มพยายามประติดประต่อเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน ผู้หญิงคนนั้น... ท่าทางการวิ่ง แผ่นหลังที่บอบบางแต่ดื้อรั้น และความหวาดระแวงที่สะท้อนออกมาจากดวงตาคู่นั้น มันช่างคุ้นตาเสียจนน่าประหลาดใจ
เขาก้าวขึ้นไปบนห้องทำงานส่วนตัว ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังราคาแพง ก่อนจะหยิบแท็บเล็ตบนโต๊ะขึ้นมาเปิดไฟล์เอกสารลับที่ผู้ช่วยส่วนตัวเพิ่งส่งให้อิเล็กทรอนิกส์เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา
นิ้วเรียวกดเลื่อนดูภาพถ่ายเอกสารเก่าๆ และประวัติการย้ายถิ่นฐานของรินรดาตลอดหลายปีที่ผ่านมา สายตาสะดุดเข้ากับหน้าหนึ่งของบันทึกการแพทย์โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในต่างจังหวัด... บันทึกการคลอดบุตรเมื่อห้าปีก่อน
ภาคินชะงัก ลมหายใจของเขาติดขัดไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นทีละน้อยเมื่อไล่สายตาอ่านบรรทัดถัดไป... รายชื่อบิดาถูกเว้นว่างไว้ แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของนักธุรกิจผู้ไร้หัวใจกระตุกวูบ คือภาพถ่ายใบเล็กๆ ที่แนบมากับเอกสารสำเนาทะเบียนบ้าน... ภาพของเด็กชายตัวน้อยวัยห้าขวบคนหนึ่ง ที่มีโครงหน้า ดวงตา และริมฝีปากถอดแบบมาจากตัวเขาเองราวกับแกะ
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องทำงานอันหรูหรา ภาคินรู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้ากลางแสกหน้า สมองอื้ออึงจนคิดอะไรไม่ออก มือที่ถือแท็บเล็ตสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
ภาพเด็กชายที่เขาเพิ่งเห็นวิ่งหนีไปเมื่อช่วงเย็นซ้อนทับขึ้นมาในหัว...
*ไม่ใช่แค่หน้าตา... แต่นั่นมัน... เลือดเนื้อเชื้อไขของเขาเอง!*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความเจ็บปวดและการค้นหาความจริงครั้งนี้ไปด้วยกันนะครับ
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความเจ็บปวดและการค้นหาความจริงครั้งนี้ไปด้วยกันนะครับ
เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป•ตอนที่ 11
ความบังเอิญที่ไร้ความเมตตา
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!