เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป•ตอนที่ 23

หยดน้ำตาของคนเย็นชา

ผลงานโดย บันทึกคนจร
เสียงกบร้องระงมจากสนามหญ้าด้านนอก ไม่ได้ดังชัดเจนเท่ากับเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ที่หลุดลอดออกมาจากริมฝีปากแห้งผากของภาคิน อดีตประธานกรรมการบริหารผู้เคยคุมทิศทางเศรษฐกิจมูลค่าหมื่นล้าน ทว่าในยามนี้เขากลับนั่งคุดคู้พิงบานกระจกหน้าต่างห้องรับรองของหอศิลป์แห่งหนึ่งอย่างไร้ซึ่งสง่าราศี ร่างกายที่เคยสวมสูทสั่งตัดเนี๊ยบกริบ บัดนี้ยับยู่ยี่ด้วยคราบเหงื่อไคลและความอ่อนล้าจากการเดินทางข้ามจังหวัดอย่างไร้จุดหมาย รินรดายืนอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว ภายใต้แสงไฟสีส้มสลัวที่สาดส่องลงบนผลงานศิลปะชิ้นเอกของเธอ ภาพวาดสีน้ำมันขนาดใหญ่ถ่ายทอดภาพของหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังยืนอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงแห่งความทรงจำ ทว่าเนื้อตัวของเธอกลับโปร่งใสราวกับกระจกที่กำลังร้าวราน มันคือภาพสะท้อนของตัวเธอเองในอดีต—ตัวตนที่เคยยอมจำนนต่อความเพิกเฉยของสามีอย่างเงียบเชียบ จนกระทั่งถูกเผาไหม้จนไม่เหลือเค้าเดิม "คุณ... คุณไม่ควรมาที่นี่ครับ ภาคิน" เสียงของรินรดานุ่มนวลแต่เย็นชา ไร้ซึ่งร่องรอยของความโกรธเกรี้ยว แต่นั่นแหละคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด ความเงียบงันและการปฏิเสธที่จะใส่ใจ คืออาวุธที่คมกริบที่สุดที่เธอใช้ตอบแทนทุกหยดน้ำตาที่เขาเคยฝากไว้ในอดีต ภาคินค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกราบที่เคยเต็มไปด้วยความมั่นใจและเย่อหยิ่ง บัดนี้แดงก่ำ ขอบตาคล้ำราวกับคนไม่ได้นอนมาหลายคืน เขารีบดันกายลุกขึ้นยืน แม้เข่าจะสั่นเทาจนแทบประคองตัวไม่อยู่ "ผม... ผมแค่ต้องการคุยกับคุณ ริน... ผมขอร้อง ให้โอกาสผมได้อธิบาย ได้พูดในสิ่งที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาผมโง่เขลาเกินกว่าจะเอ่ยปาก" "อธิบายอะไรหรือครับ?" รินรดาลดพู่กันในมือลงอย่างช้าๆ เธอยังคงรักษาระยะห่าง ไม่ขยับเข้าใกล้เขาแม้แต่เซนติเมตรเดียว "อธิบายว่าทำไมคุณถึงปล่อยให้ฉันต้องอยู่ตัวคนเดียวในห้องกว้างๆ นั้น? หรืออธิบายว่าทำไมคุณถึงมองเอกสารใบหย่าสำคัญกว่าเสียงร้องไห้ของฉันในวันที่ฉันสูญเสีย... ทุกอย่างไปหมดแล้ว?" คำพูดนั้นพุ่งตรงปักกลางใจของอภาคิน ราวกับมีดสั้นที่ถูกลับจนคมกริบ เขาก้าวเท้าเซๆ เข้าหาเธอ มือหนาที่เคยเซ็นอนุมัติโครงการพันล้านสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ก่อนที่เข่าทั้งสองข้างจะทรุดฮวบลงกระทบพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบ เสียงครางอื้ออึงในลำคอหลุดออกมาจากปากของผู้ชายที่ถือว่าตนเองเข้มแข็งที่สุดในโลก รินรดาเบิกตากว้างเล็กน้อยเมื่อเห็นภาพนั้น เธอไม่เคยคาดคิดเลยว่า จะได้เห็นผู้ชายที่เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอจนจมดิน กำลังนั่งคุกเข่าร้องไห้สะอื้นราวกับเด็กน้อยอย่างไร้ที่พึ่งพิง หยดน้ำตาอุ่นๆ ไหลรินอาบแก้มสากระคายของอดีตสามีผู้เย่อหยิ่ง มันเป็นภาพที่น่าเวทนา และในขณะเดียวกัน ก็เป็นภาพที่ตอกย้ำความจริงอันโหดร้ายว่า ความอ่อนแอของเขาในวันนี้ ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขความผิดบาปในอดีตได้เลยแม้แต่น้อย "ผมผิดไปแล้ว..." เสียงของภาคินขาดห้วง เขายกมือขึ้นปาดน้ำตาลวกๆ แต่ยิ่งปาดมันก็ยิ่งไหลออกมาไม่ขาดสาย "ผมเพิ่งรู้ตัวในวันที่ห้องทั้งห้องไม่มีเสียงของคุณ... ในวันที่ผมกลับบ้านแล้วพบแต่ความว่างเปล่า ริน... ผมเพิ่งรู้ว่าผมรักคุณมากแค่ไหนในวันที่ผมสูญเสียคุณไปแล้วจริงๆ ได้โปรด... ลงโทษผมเถอะ จะให้ผมทำอะไรก็ได้ ขอแค่ให้โอกาสผมได้ไถ่บาป ได้ดูแลคุณกับลูก..." "ลูก?" รินรดาทวนคำ เสียงหัวเราะแผ่วเบาที่หลุดออกมาจากลำคอของเธอนั้นช่างเยือกเย็นเสียจนภาคินรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูกสันหลัง "คุณเพิ่งจำได้หรอครับว่าคุณมีลูก? วันที่น้องลันป่วยจนชัก คุณอยู่ที่ไหน? วันที่ฉันต้องอุ้มลูกตากฝนไปโรงพยาบาลตอนตีสาม คุณกำลังเซ็นสัญญากับคู่ค้าคนสำคัญอยู่ที่ต่างประเทศไม่ใช่หรือครับ? ตอนนี้คุณมาพูดคำว่า 'ลูก' กับฉันเนี่ยนะ มันไม่ตลกไปหน่อยหรือครับ ภาคิน" ทุกถ้อยคำเปรียบเสมือนฝ่ามือที่ตบลงบนใบหน้าของเขาซ้ำๆ จนชาหนา ภาคินก้มหน้าร้องไห้โฮ ไหล่กว้างสั่นสะท้านอย่างน่าสมเพช ความหยิ่งทะนงทั้งหมดถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี เขากำลังชดใช้... ชดใช้ให้กับความเย็นชาและความแล้งน้ำใจที่เขาเคยหยิบยื่นให้ภรรยาผู้แสนดีคนนี้ในอดีต แต่มันสายเกินไป... มันสายเกินไปเสียแล้วจริงๆ ในจังหวะนั้นเอง ประตูไม้บานใหญ่ด้านหลังห้องจัดแสดงก็เปิดออก พร้อมกับเสียงฝีเท้าเล็กๆ ที่วิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามา พร้อมกับเสียงใสแจ๋วที่ทำให้หัวใจของทั้งสองคนกระตุกวูบ "คุณแม่ครับ! น้องลันหิวน้ำจังเลย— เอ๊ะ?" เด็กชายวัยราวสี่ขวบหยุดชะงักเมื่อเห็นชายแปลกหน้านั่งคุกเข่าร้องไห้อยู่บนพื้น ดวงตากลมโตใสแป๋วคู่นั้นมองสำรวจภาคินด้วยความสงสัยใคร่รู้ และในวินาทีที่ภาคินเงยหน้าขึ้นสบตากับเด็กน้อย ลมหายใจของเขาก็พลันสะดุดกึก ราวกับถูกกระชากวิญญาณออกจากร่าง นัยน์ตาสองชั้นที่ล้อมกรอบด้วยแพขนตายาวงอน... สสันจมูกโด่งรั้น... และโดยเฉพาะโครงหน้ายามที่เด็กน้อยขมวดคิ้วสงสัย มันคือพิมพ์เขียวเดียวกับตัวเขาเองในวัยเด็กไม่มีผิดเพี้ยน! ภาคินเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งทื่อเป็นหิน ความคิดในหัวปั่นป่วนจนแทบระเบิด เขากวาดสายตามองระหว่างใบหน้าของเด็กชาย กับใบหน้าที่เรียบเฉยราวกระจกเงาของรินรดา ปริศนาทุกอย่างที่เคยค้างคา ประติดประต่อเข้าหากันในเสี้ยววินาทีนั้น รินรดาก้าวเข้าไปอุ้มร่างเล็กของน้องลันขึ้นแนบอกอย่างปกป้อง สายตาที่เธอมองตรงมายังอดีตสามีเต็มไปด้วยความเยียบเย็นและคำประกาศิตที่ไร้เสียง "ใช่ครับ... เด็กคนนี้คือลูกของคุณ" รินรดากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งราวกับพิพากษา "แต่เขากำเนิดขึ้นมาได้ ด้วยหัวใจและความเข้มแข็งของฉันคนเดียว... และคุณ ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเรียกเขาว่าลูกด้วยซ้ำ" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหยาดน้ำตาและบททดสอบของหัวใจมาด้วยกันนะครับ **บันทึกคนจร**
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%