เสียงกริ่งเตือนความจำบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือราคาประหยัดกรีดแทรกความเงียบงันภายในห้องรับแขกอันโอ่อ่า ดับฝันลมๆ แล้งๆ ของค่ำคืนวันครบรอบแต่งงานปีที่ห้าให้มลายหายไปกับตา
รินรดากดปิดการแจ้งเตือนนั้นด้วยปลายนิ้วที่สั่นเทาเล็กน้อย บนโต๊ะอาหารตัวยาวคั่นกลางระหว่างความว่างเปล่า สเต็กเนื้อเกรดพรีเมียมที่เธอตั้งใจบรรจงลงมือทำด้วยความประณีต บัดนี้เย็นชืดจนไขมันสีขาวขุ่นเริ่มจับตัวเป็นก้อน เช่นเดียวกับความรู้สึกภายในอกของเธอในยามนี้
หน้าจอโทรศัพท์เครื่องเดิมสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับข้อความสั้นๆ จากแอปพลิเคชันสนทนาที่ส่งตรงมาจากสามีผู้เป็นเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้
*[ติดเคสประชุมด่วนที่ฮ่องกง กลับไม่ทัน ดินเนอร์กันก่อนได้เลย]*
ไม่มีคำขอโทษ ไม่มีแม้แต่ร่องรอยความใส่ใจ มีเพียงความเยชาชาที่ถูกส่งผ่านมาผ่านตัวอักษรไร้ชีวิตชีวา
รินรดากระตุกยิ้มที่มุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสมเพชเวทนาตนเอง เธอเงยหน้าขึ้นมองภาพถ่ายพรีเวดดิ้งขนาดใหญ่ที่ถูกแขวนประดับไว้ตรงผนังห้องโถง ภาคินในชุดสูทสากลสีดำสนิท เขายืนเคียงข้างเธอด้วยท่าทางสุภาพ ทว่าแววตาคู่นั้นไม่เคยมีเงาของเธอสะท้อนอยู่เลยแม้แต่เสี้ยววินเดียว ตลอดเวลาห้าปีที่ผ่านมา เธอเป็นเพียงแค่เฟอร์นิเจอร์ราคาแพงชิ้นหนึ่งที่ถูกจัดวางไว้อย่างเหมาะสมเพื่อเชิดหน้าชูตาในสังคมของเขา เป็นภรรยาในนามที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเรียกร้องหาเศษเสี้ยวความอบอุ่น
"พอเสียที... รินรดา" เธอพึมพำกับความว่างเปล่า น้ำเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่นดั่งประกาศิตจากภายในก้นบึ้งของหัวใจ
หญิงสาวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เธอไม่ได้ร้องไห้ น้ำตาของเธอมันเหือดแห้งหายไปหมดตั้งแต่ปีที่สามของการแต่งงานแล้ว รินรดาก้าวเท้าเดินขึ้นไปยังห้องนอนใหญ่ ห้องที่เธอแทบไม่เคยมีความรู้สึกว่าเป็น "บ้าน" เลยสักครั้ง มือเรียวเปิดตู้เสื้อผ้าไม้สักทอง หยิบกระเป๋าเดินทางใบกลางที่ซ่อนไว้มุมลึกลงมา เธอนำเสื้อผ้าของใช้ส่วนตัวเพียงไม่กี่ชิ้นที่จำเป็นใส่ลงไป สิ่งของมีค่า เครื่องเพชรราคาแพง หรือชุดแบรนด์เนมที่ภาคินเคยซื้อให้เพื่อปัดเศษความผิดในอดีต... เธอไม่หยิบติดมือมาสักชิ้นเดียว ยกเว้นสมุดวาดภาพเล่มเก่าที่บรรจุหยาดเหงื่อแรงงานและจิตวิญญาณอันแท้จริงของเธอไว้
ก่อนก้าวขาออกจากห้องนอน สายตาของเธอบังเอิญเหลือบไปเห็นซองเอกสารสีน้ำตาลที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของสามี ลายมือตวัดหวัดอันคุ้นเคยบนหน้าซองระบุชื่อทนายความส่วนตัวของภาคิน เอกสารฉบับนั้นถูกเปิดทิ้งไว้ครึ่งๆ กลางๆ รินรดาขยับเข้าไปใกล้ด้วยความบังเอิญ และเพียงแค่กวาดสายตาผ่านตัวอักษรไม่กี่บรรทัด หัวใจที่ด้านชากลับกระตุกวูบราวกับถูกของแข็งฟาดเข้าที่กลางอก
...เอกสารการเตรียมฟ้องหย่า และการสละสิทธิ์ในทรัพย์สินทุกประการของผู้เป็นภรรยา...
ไม่มีความตกใจ ไม่มีเสียงกรีดร้อง มีเพียงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านไปทั่วไขสันหลัง ภาคินไม่ได้แค่ปล่อยให้เธออยู่อย่างโดดเดี่ยวในคฤหาสน์หลังนี้ แต่เขากำลังวางแผนที่จะเขี่ยเธอทิ้งอย่างไร้เยื่อใยในเวลาที่เขาเบื่อหน่ายเต็มทีแล้วต่างหาก รินรดารemซองเอกสารนั้นกลับไว้ที่เดิมอย่างเบามือ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ แล้วหันหลังเดินออกจากห้องนั้นอย่างไร้ความอาลัยอาวรณ์
ในขณะที่เธอกำลังก้าวเดินลงบันไดวนลงมายังชั้นล่าง เสียงเครื่องยนต์รถยนต์หรูคันคุ้นเคยก็แล่นเข้ามาจอดสนิทที่บริเวณหน้าคฤหาสน์
ไฟหน้าของรถยนต์สาดส่องทะลุกระจกใสเข้ามาภายในห้องโถง รินรดานิ่งงันไปชั่วขณะ ภาคินกลับมาเร็วกว่ากำหนด หรือนี่จะเป็นแผนการต้อนรับการหย่าร้างที่เขาเตรียมไว้เซอร์ไพรส์เธอกันแน่? ทว่าประตูรถคันหรูกลับเปิดออก พร้อมกับร่างสูงสง่าของสามีหนุ่มที่ก้าวลงมาจากรถด้วยท่าทางเหนื่อยล้า มือหนาปลดเนคไทออกอย่างไร้ระเบียบขณะเดินตรงเข้ามาทางประตูกدรหลัก
รินรดายืนนิ่งอยู่ตรงกึ่งกลางบันได กระเป๋าเดินทางใบย่อมในมือข้างหนึ่งคือเครื่องยืนยันว่าเธอกำลังจะก้าวออกไปจากนรกป้อมปราการแห่งนี้
ภาคินผลักประตูเข้ามาพร้อมกับจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วคำพูดทั้งหมดก็กลืนหายไปในลำคอ เมื่อสายตาคมกริบของนักธุรกิจหนุ่มผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ให้แก่สิ่งใด ปะทะเข้ากับร่างของภรรยาที่ควรจะนั่งรอเขาอยู่บนโต๊ะอาหารพร้อมกับชุดดินเนอร์ราคาแพง แต่วันนี้เธอกลับแต่งกายด้วยเสื้อผ้าทะมัดทะแมง และมีกระเป๋าเดินทางใบโตอยู่เคียงข้าง
"ริน... เธอจะไปไหนดึกดื่นแบบนี้?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจแกแกมระแวง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างไม่สบอารมณ์
รินรดากวาดสายตามองชายผู้ได้ชื่อว่าเป็นสามีด้วยแววตาที่ว่างเปล่า เธอไม่ได้มีความโกรธเกรี้ยวหลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว มีเพียงความเด็ดเดี่ยวที่ส่องประกายชัดเจนอยู่ในดวงตากลมโตคู่นั้น
"ไม่ต้องห่วงครับคุณภาคิน..." รินรดาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิทและราบเรียบที่สุดในชีวิตของเธอ "ฉันกำลังจะคืนอิสรภาพให้คุณ... ตามที่คุณปรารถนาในเอกสารฉบับนั้นบนโต๊ะทำงานของคุณ"
ภาคินชะงักกึก สีหน้าของเขาเปลี่ยนสีไปในทันที นัยน์ตาคมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงระคนไม่คาดคิดว่าผู้หญิงที่เคยเงียบงับและยอมจำนนมาตลอด จะกล้าตัดสินใจทำในสิ่งที่เด็ดขาดถึงเพียงนี้
ทว่า... ก่อนที่ภาคินจะได้ทันก้าวเข้ามาคว้าแขนเธอไว้ หรือเอ่ยคำแก้ตัวใดๆ ออกมาจากริมฝีปากที่ปิดสนิท เสียงฝีเท้าเล็กๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะใสแจ๋วของเด็กชายวัยสี่ขวบก็ดังแทรกขึ้นมาจากประตูหลังบ้านที่เชื่อมต่อกับสวนหย่อม
"คุณแม่ครับ! น้องลันจับผีเสื้อตัวใหญ่ได้ด้วยนะ... อ๊ะ คุณพ่อ?"
ร่างเล็กป้อมในชุดนอนลายการ์ตูนวิ่งดุ๊กๆ เข้ามาในห้องโถง ก่อนจะหยุดชะงักเมื่อเห็นผู้ชายตัวสูงใหญ่ที่ยืนขวางอยู่ตรงหน้า
ภาคินหันขวับไปมองตามเสียงนั้น ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นอย่างสุดขีด ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนลงตรงหน้า เมื่อเขาได้สบตาเข้ากับเด็กชายตัวน้อยที่มีโครงหน้า ดวงตา และรอยยิ้มถอดแบบมาจากตัวเขาเองราวกับส่องกระจกเงา... โดยที่เขาไม่เคยรู้ระแคะระคายมาก่อนเลยแม้แต่น้อยว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา... ภรรยาผู้เงียบขรึมของเขา ได้ซ่อนความลับอันยิ่งใหญ่ที่สุดเอาไว้ภายใต้ร่มเงาของคฤหาสน์หลังนี้
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านตอนแรกด้วยนะครับ บันทึกคนจรจะพาค่ำคืนนี้ดิ่งลึกสู่ก้นบึ้งแห่งความแค้นไปด้วยกันครับ
เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป•ตอนที่ 1
รอยร้าวในแก้วใส
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!