กลิ่นอายของกำยานหมื่นลี้ยังคงอวลติดอยู่ปลายจมูก ทว่ายามเมื่อสติสัมปชัญญะถูกกระชากให้กลับคืนสู่ร่าง ความเจ็บแปลบดั่งถูกเหล็กร้อนจี้ลงกลางอกกลับไม่ใช่ร่องรอยของยาพิษสลายวิญญาณในตำหนักผิงอัน
หลินซูเม่ยหอบหายใจสะท้าน เปลือกตาสีมุกที่เคยปิดสนิทภายใต้เงาฉลองพระองค์หงส์ทองคำ ค่อยๆ ปรือขึ้นรับแสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดไฟฟ้านีออนที่กะพริบไหวบนเพดานปูนซีเมนต์ดิบๆ ไร้ซึ่งความประณีตงดงามใดๆ ดั่งเช่นตำหนักในวังหลวง
นี่ไม่ใช่ปรโลก... และยิ่งไม่ใช่แผ่นดินต้าเฉิงที่นางเคยใช้สติปัญญาชักใยเบื้องหลังบัตรมังกร
"ฟื้นแล้วหรือสหาย... ถ้ายังไม่ตายก็ลุกขึ้นมาซ่อมด้ายต่อ รอบนี้ยอดส่งมอบของคอมมูนเราพลาดไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นหัวหน้ากู้อาจเล่นงานพวกเราจนแทบไม่มีแผ่นดินกลบหน้า"
สำเนียงห้าวห้วนที่เจือความเหนื่อยล้าดังขึ้นข้างหู พร้อมกับสัมผัสหยาบกร้านของผ้าฝ้ายเนื้อหยาบสีเขียวขี้ม้าที่สวมทับร่างของนาง กลิ่นอายของน้ำมันเครื่อง จักรเย็บผ้าเก่าๆ และฝุ่นผงสำลีคละคลุ้งจนน่าเวียนหัว หลินซูเม่ยกะพริบตาถี่ปรับโฟกัส ภาพของเสาไม้แกะสลักลายมังกรทองและม่านมุ้งแพรไหมตริตาลอันวิจิตรสูญสลายไปสิ้น เบื้องหน้าของนางคือโต๊ะไม้ตัวยาวที่มีเศษผ้ากองเป็นภูเขาเลากา และปฏิทินแขวนผนังกระดาษสีเหลืองซีดที่ปรากฏตัวเลขเด่นชัด—*ปี ค.ศ. 1975*
นางคือหลินซูเม่ย ยอดกุนซือหญิงผู้กุมชะตาแผ่นดินเหนือขันทีและสนبارในวังหลัง นางผู้ใช้แผนซ้อนแผนจนแม่ทัพผู้เยือกเย็นอย่างเหยียนจวินต้องยอมจำนนต่อแท่นบรรทม แต่วินาทีสุดท้ายก่อนที่โลหิตสีดำจะทะลักออกจากริมฝีปาก รอยยิ้มของสนเอกอัครชายาผู้โง่เขลากลับทิ้งคำสาปแช่งไว้ว่า นางจะต้องชดใช้กรรมในดินแดนที่ไร้ซึ่งศักดิ์ศรีและอำนาจ
ทว่าสำหรับหลินซูเม่ยแล้ว อำนาจไม่เคยขึ้นอยู่กับยุคสมัย... มันขึ้นอยู่กับสมองที่ซ่อนอยู่หลังรอยยิ้มต่างหาก
"ฉัน... ฉันไม่เป็นไรค่ะพี่เจิน" หลินซูเม่ยเปล่งเสียงออกมา น้ำเสียงนั้นแหบพร่าแต่นุ่มนวลและมีจังหวะจะโคนอย่างประหลาด ภาษากายและการขยับตัวแม้จะอยู่มนชุดคนงานตัดเย็บราคาถูก แต่ท่าทางการวางมือและการเหลือบสายตาสำรวจรอบกายกลับเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งทระนงที่ถูกเก็บซ่อนไว้อย่างแนบเนียน
สตรีวัยกลางคนที่ชื่อเจินฮุ่ยชะงักมือที่กำลังหมุนกระสวยจักร นางขมวดคิ้วมุ่นมองน้องร่วมห้องคนใหม่ที่วันนี้ดูแปลกตาไปอย่างสิ้นเชิง หลินซูเม่ยคนเดิมมักจะก้มหน้าก้มตาเงียบๆ หวาดกลัวแม้กระทั่งเงาของตัวเอง แต่ยามนี้แววตาทอประกายลึกล้ำราวกับห้วงน้ำลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง มุมปากที่ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยนั้นให้ความรู้สึกกดดันอย่างประหลาด จนเจินฮุ่ยเผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
"เธอ... เปลี่ยนไปนะซูเม่ย" เจินฮุ่ยเอ่ยเสียงเบา
"คนเราเมื่อเฉียดใกล้ความตาย ย่อมตาสว่างขึ้นบ้างเป็นธรรมดาค่ะ" หลินซูเม่ยกล่าวเรียบๆ พลางใช้นิ้วเรียวยาวไล่สัมผัสเนื้อผ้าฝ้ายหยาbในมืออย่างพิจารณา สายตาคมกริบวิเคราะห์โครงสร้างการทอ ความหนา และตำหนิของเนื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ในหัวสมองที่เคยคำนวณกลยุทธ์การศึกและบัญชีคลังหลวงเริ่มประเมินมูลค่าและช่องทางในการพลิกสถานการณ์ในโรงงานทอผ้าแห่งนี้ทันที
ในยุคที่เต็มไปด้วยการควบคุมและการขาดแคลนเช่นนี้ กุนซือเช่นนางย่อมไม่ยอมก้มหัวให้ใครเป็นเบี้ยล่างอย่างแน่นอน หากสวรรค์เมตตาให้นางฟื้นคืนชีพขึ้นมาในร่างของหญิงสาวชาวนาผู้ต้อยต่ำ นางก็จะใช้มันสมองนี้แหละ ถักทออำนาจขึ้นใหม่จากเศษผ้าเหล่านี้!
ทว่า ก่อนที่นางจะได้วางหมากกระดานแรก เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเสียงรองเท้าคอมแบทกระทบพื้นปูนด้านนอกก็ดังขึ้นอย่างเร่งรีบ พร้อมกับเสียงตะโกนตึงตังที่ทำให้บรรยากาศในโรงงานทอผ้าพลันเงียบกริบลงทันที
"หัวหน้ากองกำลังรักษาความสงบประจำอำเภอมาตรวจความเรียบร้อย! ทุกคนยืนตรง!"
สิ้นเสียงประกาศ ร่างสูงสง่าในชุดเครื่องแบบสีเขียวเข้มคาดเข็มขัดหนังอย่างระเบียบก็ก้าวเข้ามาทางประตูใหญ่ แสงไฟนีออนสะท้อนกระทบกับสันจมูกโด่งเป็นคมและดวงตาคู่นคมืดมนดุจเหยี่ยวที่กวาดมองผู้คนในห้องด้วยความเย็นชาและดุดัน
หลินซูเม่ยชะงักค้าง มือที่กำลังจับกرضผ้าสั่นระริกเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะกระแสความคุ้นเคยอันคุ้นชินพุ่งชนเข้าที่ขั้วหัวใจอย่างรุนแรง
ใบหน้านั้น... สันกรามนั้น... แม้จะอยู่ในชุดคนละยุคสมัย แม้จะตัดผมสั้นเกรียนและไร้ซึ่งอาวุธคู่กายอย่างกระบี่วิญญาณโลหิต แต่ความเยือกเย็นดุร้ายและกลิ่นอายกดขี่ข่มเหงที่แผ่ออกมาจากร่างนั้น... มันคือเขา!
เหยียนจวิน! อดีตแม่ทัพผู้โหดเหี้ยมที่นางเคยใช้เล่ห์เหลี่ยมบีบให้ก้มหัวให้ในตำหนัก
ชายหนุ่มก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานของนางพอดี ดวงตาคมกริบคู่นั้นหันมาสบประสานกับดวงตากลมโตของหลินซูเม่ยที่เงยขึ้นมองพอดี บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็ง ชั่วขณะหนึ่งไม่มีใครกล้าหายใจเสียงดัง
เหยียนจวินหรี่ตาลงเล็กน้อย คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่แล่นริ้วขึ้นมาในอก ชายหนุ่มรู้สึกราวกับว่าสตรีตรงหน้าไม่ใช่แค่คนงานหญิงธรรมดาในโรงงานทอผ้าที่ยากจนข้นแค้นนี้ แต่แววตาคู่ที่กำลังจ้องมองเขากลับเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ แพรวาพรรณราย และรอยยิ้มที่ท้าทายราวกับนางพญาที่กำลังมองดูแม่ทัพผู้พ่ายแพ้ในกำมือ
"เธอชื่ออะไร..." เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยถามขึ้น ทำลายความเงียบงัน บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหยดเป็น Waxes
หลินซูเม่ยยกยิ้มมุมปากอย่างงดงาม เป็นรอยยิ้มที่เย้ายวนและอันตรายยิ่ง นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ประสานมือไว้ที่หน้าท้องตามธรรมเนียมของสตรีสูงศักดิ์ในอดีตอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงกังวานนุ่มนวลที่แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้งเกินกว่าคนงานทั่วไปจะเข้าใจ
"ดิฉันชื่อหลินซูเม่ยค่ะ... ท่านหัวหน้ากองกำลัง" นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ดังก้องในความรู้สึกของเขา "เราคง... มีเรื่องต้องสะสางกันยาวนานทีเดียวค่ะ ใต้เท้า"
เหยียนจวินชะงักกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางวันแสกๆ เมื่อได้ยินสรรพนามและน้ำเสียงที่คุ้นเคยจนน่าสะพรึงกลัวนั้น!
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางข้ามมิติเวลามาด้วยกันนะคะ
กุนซือวังหลังกับองครักษ์อาวุธร้ายในรอยต่อแห่งกาลเวลา•ตอนที่ 1
ความตายคือจุดเริ่ม
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลังกับองครักษ์อาวุธร้ายในรอยต่อแห่งกาลเวลา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
