กลิ่นอับชื้นของกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าและกลิ่นฉุนกึกของน้ำมันจักร คละคลุ้งปะปนกับกลิ่นเหงื่อจางๆ ในห้องสี่เหลี่ยมคับแคบของโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าสหกรณ์ยุคเจ็ดศูนย์
หลินซูเม่ยป้องปลายนิ้วเรียวที่สั่นเทาน้อยๆ ของตนไว้ใต้ชายเสื้อคลุมฝ้ายเนื้อหยาบ นางมิได้ตื่นตระหนกต่อความแปลกประหลาดของโลกเบื้องหน้าที่เต็มไปด้วยตึกคอนกรีตร้างผู้คนและรถยนต์เหล็กกล้าพ่นควันดำ หากแต่ดวงตาหงส์คู่นั้นกำลังกวาดมองสิ่งประดิษฐ์ประหลาดตรงหน้าด้วยความระแวดระวังดั่งพยัคฆ์สาวคุมเชิง
"เจ้า... เจ้าเรียกข้าว่าอย่างไรนะ" เสียงทุ้มต่ำที่รótลอดไรฟันของเหยียนจวินดังขึ้น ทำลายความเงียบงันที่กดดันจนแทบหยุดหายใจ
ชายหนุ่มในชุดกางเกงขายาวสีเขียวขี้ม้าตามแบบฉบับเจ้าหน้าที่รัฐยุคปฏิวัติวัฒนธรรม ยืนนิ่งค้างอยู่เบื้องหน้าจักรเย็บผ้าโบราณยี่ห้อ 'ซีหมิง' ขาเหล็กหล่อดัดลวดลายวิจิตร ร่างกายของเขาเกร็งแน่นจนกล้ามเนื้อใต้อกเสื้อขยับไหว ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายคู่นั้นจ้องมองสตรีตรงหน้าเขม็ง ราวกับกำลังพยายามมองทะลุผ่านวิญญาณนางเพื่อค้นหาความจริงที่ถูกฝังกลบไว้ใต้หลุมศพแห่งกาลเวลา
ซูเม่ยยกยมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา—รอยยิ้มเยือกเย็นที่เคยใช้สยบขุนนางกังฉินในท้องพระโรงมาแล้วนักต่อนัก
"ท่านอ๋อง... หรือข้าควรเรียกว่า 'สหายเหยียน' แห่งกองกำลังรักษาความสงบประจำเขตปกครองนี้ดีล่ะเพคะ?" ซูเม่ยจงใจใช้สรรพนามโบราณปะปนกับน้ำเสียงเย้าหยอก เพื่อทดสอบขีดจำกัดความอดทนของพยัคฆ์ร้ายผู้สูญเสียเขี้ยวเล็บในอดีต
เหยียนจวินสูดลมหายใจเข้าลึกจนอกเสื้อกระเพื่อม เขาก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวนางอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด มือหนาหยาบกร้านจากการจับดาบในอดีต (และจับพวงมาลัยรถบรรทุกในปัจจุบัน) เอื้อมออกไปคว้าข้อศอกเรียวของนางไว้แน่น แรงบีบนั้นหนักหน่วงจนกระดูกแทบแหลกสลาย แต่นางหาได้แสดงพิรุธความเจ็บปวดออกมาแม้แต่น้อย มีเพียงแววตาท้าทายที่สะท้อนภาพเงาของเขา
"เจ้ากล้าดียังไง..." เหยียนจวินเค้นเสียงลอดไรฟัน ใบหน้าคมคายโน้มต่ำลงมาจนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้มเนียนนวลของนาง "ที่นี่ไม่ใช่ราชสำนักต้าถัง ไม่ใช่ตำหนักบูรพา และข้า... มิใช่ท่านอ๋องผู้โง่เขลาที่ยอมให้เจ้าชักใยอยู่เบื้องหลังอีกต่อไปแล้ว"
"หม่อมฉันทราบดีเพคะ..." ซูเม่ยเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกพยางค์กลับหนักแน่นราวกับตอกหมุดลงบนผืนน้ำแข็ง "แต่วิญญาณที่แปดเปื้อนเลือดเนื้อและการแย่งชิงอำนาจ ต่อให้ถูกโยนลงไปในเตาหลอมเหล็กกล้าแห่งยุคสมัยนี้ ก็มิอาจลบเลือนกลิ่นอายของความตายที่ติดตัวเรามาได้หรอกนะเพคะ... สหายเหยียน"
คำพูดนั้นราวกับมีฤทธิ์เดชดั่งสายฟ้าฟาดซ้ำสอง เหยียนจวินชะงักงัน ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะผ่อนแรงบีบที่ข้อศอกลงอย่างช้าๆ เขากัดกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน ชายหนุ่มผละถอยหลังออกไปก้าวหนึ่ง ราวกับตระหนักได้ว่าสตรีตรงหน้ามิใช่เพียงแค่หญิงชาวบ้านธรรมดาที่จับพลัดจับผลูเข้ามาในโรงงานแห่งนี้ แต่นางคือ 'ปีศาจ' ตนเดียวกับที่เคยร่วมวางแผนล้างบางตระกูลขุนนางใหญ่จนแผ่นดินสะเทือน
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องตัดเย็บอีกครา มีเพียงเสียงลมหายใจที่สอดประสานกันท่ามกลางกลิ่นอายอันตรายที่ยังคงคุกรุ่น
ซูเม่ยเบนสายตาหนีจากใบหน้าเคร่งเครียดของเขา นางกวาดสายตามองไปรอบห้อง สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยเศษผ้าฝ้ายสีหม่น ด้ายหลากสีสัน และเครื่องจักรกลไกที่นางไม่เคยพบเห็นมาก่อน สิ่งเหล่านี้คือ 'เครื่องมือทำมาหากิน' ของยุคสมัยนี้ที่นางจำต้องทำความเข้าใจ หากต้องการความอยู่รอดและไต่เต้าขึ้นสู่จุดสูงสุดในโลกที่แปลกประหลาดนี้ นางต้องใช้ประโยชน์จากทักษะการออกแบบตัดเย็บที่เคยใช้มัดใจเหล่าพระชายาและฮองเฮาในอดีต มาแปลงโฉมให้กลายเป็นอาวุธชิ้นใหม่
นางเหลือบไปเห็นจักรเย็บผ้าโบราณที่เหยียนจวินเพิ่งยืนขัดขวางอยู่ครู่ใหญ่ ด้านข้างมีสายพานหนังสีดำขาดวิ่นพาดผ่านวงล้อเหล็กหล่อ และกระสวยด้ายเหล็กขนาดเล็กที่ถูกถอดวางไว้บนโต๊ะไม้เนื้อแข็ง
"มองอะไร" เหยียนจวินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห้วนกระด้าง พยายามดึงสત્તાและอำนาจการควบคุมบทสนทนากลับคืนมา แม้หัวใจจะยังเต้นรัวระรัวด้วยความสับสน
"มองดู 'อาวุธ' ชิ้นใหม่ของท่านอย่างไรเล่าเพคะ" ซูเม่ยปรายตามองเขาชั่วครู่ ก่อนจะสาวเท้าเดินเข้าไปใกล้โต๊ะจักรเย็บผ้าอย่างเชื่องช้า ท่าทางสง่างามราวนางพญาหงส์ก้าวเดินบนลานพิธี "ท่านคิดจะใช้สิ่งนี้ตัดเย็บเสื้อผ้าแจกจ่ายชาวนาในคอมมูน หรือท่านกำลังใช้มันซ่อนเร้นร่องรอยการติดต่อกับกลุ่มอำนาจมืดเบื้องหลังกันแน่ สหายเหยียน?"
"อย่ามาทำเป็นอวดรู้" เหยียนจวินก้าวเข้าไปขวางหน้า สกัดกั้นไม่ให้นางแตะต้องอุปกรณ์บนโต๊ะ "ที่นี่คือโรงงานสหกรณ์ งานของเราคือการผลิตเสื้อผ้าตามโควตาให้ทันสิ้นเดือน ไม่ใช่สนามประลองปัญญาของกุนซือตกอับอย่างเจ้า"
"กุนซือตกอับกระนั้นหรือ?" ซูเม่ยหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะดั่งระฆังเงินกังวานใส ทว่ากลับแฝงด้วยความเยียบเย็นจนน่าขนลุก "ต่อให้ข้าจะไร้ซึ่งอำนาจทหารในมือ แต่จงจำไว้เถอะว่า... สตรีที่สามารถออกแบบอาภรณ์ปักลายมังกรห้ากรงเล็บเพื่อหลอกตาฮ่องเต้ได้ ย่อมสามารถเปลี่ยนเศษผ้าขี้ริ้วเหล่านี้ ให้กลายเป็นเครื่องมือกุมชะตาชีวิตของคนครึ่งเมืองได้เช่นกัน"
นางเอื้อมมือเรียวขาวดั่งหยกออกไปอย่างรวดเร็ว ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนกระสวยด้ายเหล็กชิ้นเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะ นางหยิบมันขึ้นมาพินิจพิเคราะห์ด้วยแววตาครุ่นคิด การทำงานของฟันจักรและกระสวยด้ายนี้ แม้จะดูแตกต่างจากเข็มและด้ายปักผ้าไหมในราชสำนัก แต่มันกลับใช้หลักการกล E-Mechanics พื้นฐานที่นางสามารถทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว
เหยียนจวินจ้องมองการกระทำของนางด้วยความรู้สึกซับซ้อน เขารู้ซึ้งถึงความฉลาดเป็นกรดของสตรีผู้นี้ดี หลินซูเม่ยไม่เคยทำสิ่งใดโดยปราศจากแผนการ นางคือหมากตัวอันตรายที่สุดบนกระดาน และการที่นางทะลุมิติมาปรากฏตัว ณ สถานที่แห่งนี้พร้อมกับเขา... ย่อมไม่ใช่ความบังเอิญอย่างแน่นอน
"ถ้าเก่งนัก ก็พิสูจน์ให้ข้าเห็นสิ" เหยียนจวินหรี่ตาลง น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววท้าทาย เขายื่นกระดาษแพတเทิร์นเสื้อผ้าแบบทหารเก่าๆ ที่เปื้อนคราบน้ำมันให้รอมร่อ "พรุ่งนี้เช้า ทางการเขตต้องการเสื้อคลุมกันหนาวรุ่นใหม่ห้าร้อยตัวสำหรับกองกำลังลาดตระเวนชายแดน ถ้าเจ้าทำความเข้าใจเจ้าจักรเหล็กนี่ไม่ได้ และส่งงานไม่ทันกำหนด... อย่าหาว่าข้าไม่เตือนเรื่องกฎระเบียบของที่นี่"
ซูเม่ยรับกระดาษแพตเทิร์นหยาบๆ นั้นมาด้วยปลายนิ้ว นางก้มลงมองรอยตัดเย็บและสัดส่วนที่บิดเบี้ยวบนกระดาษ แล้วเงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบของอดีตแม่ทัพหนุ่ม รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นที่มุมปากของนางอย่างปิดไม่มิด
"ห้าร้อยตัวหรือเพคะ..." นางเอ่ยเสียงแผ่วเบา ทว่าก้องกังวานในความเงียบ "สหายเหยียน... ท่านจงเตรียมพื้นที่รอรับความอับpายของคู่แข่งทางการเมืองในเขตนี้ได้เลย เพราะฝีเข็มของหลินซูเม่ยผู้นี้ จะมิใช่แค่การตัดเย็บเสื้อผ้า... แต่มันคือการปักหมุดหมายอำนาจของเราขึ้นใหม่บนแผ่นดินนี้ต่างหาก"
เหยียนจวินชะงักค้าง ราวกับถูกตรึงไว้กับที่ด้วยประกายตาอันมั่นใจและทรงพลังของสตรีตรงหน้า บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกบีบอัดด้วยแรงกดดันมหาศาลจากอดีตและปัจจุบันที่หลอมรวมกัน จนลมหายใจของทั้งคู่แทบจะหลอมละลายเป็นหนึ่งเดียวในความมืดสลัวของห้องตัดเย็บ
ทว่า ในขณะที่ความเงียบงันกำลังแปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดอันเย้ายวน เสียงฝีเท้าหนักหน่วงคู่หนึ่งก็ดังขึ้นอย่างเร่งรีบจากทางเดินด้านนอก...
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูไม้เก่าๆ ดังสนั่นหวั่นไหว ตามด้วยเสียงตะโกนแหบแห้งของผู้ดูแลโรงงานที่ตะโกนแทรกเข้ามาด้วยความตระหนก "หัวหน้าเหยียน! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ! พัสดุด่วนจากส่วนกลาง... มีคำสั่งลับส่งตรงถึงมือท่านผู้เดียว!"
เหยียนจวินขมวดคิ้วมุ่นทันที เขาสบตากับซูเม่ยแวบหนึ่ง ก่อนที่มือหนาจะรีบเอื้อมไปเปิดลิ้นชักโต๊ะเพื่อซ่อนกระสวยด้าย ทว่าสายตากลับเหลือบไปเห็นซองจดหมายสีน้ำตาลเข้มประทับตราครั่งสีแดงสด ที่ถูกสอดลอดใต้ช่องประตูเข้ามาอย่างเงียบเชียบ...
(ขอบคุณที่ติดตามอ่าน "กุนซือวังหลังกับองครักษ์อาวุธร้ายในรอยต่อแห่งกาลเวลา" แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ)
กุนซือวังหลังกับองครักษ์อาวุธร้ายในรอยต่อแห่งกาลเวลา•ตอนที่ 2
ช่างเย็บผ้าผู้มีพิษสง
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลังกับองครักษ์อาวุธร้ายในรอยต่อแห่งกาลเวลา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
