กลิ่นอายความตายไม่ได้อบอวลอยู่แค่ในหลุมศพ... แต่มันคละคลุ้งอยู่ปลายจ้องมองของบุรุษผู้ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรทอง
ท้องพระโรงใหญ่ยามนี้เงียบงันราวกับป่าช้า ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง เสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาทีละก้าว... ก้าว... ดั่งเสียงเคาะระฆังแห่งความพินาศที่ดังสะท้อนก้องในโสตประสาทของจักรพรรดิหานจิ้น สตรีในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับขอบชุดสีชาดปักลายหงส์เพลิงลากยาว นางก้าวเดินผ่านเหล่าขุนนางด้วยท่าทีสงบนิ่ง ทว่าแววตากลับเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปีที่พร้อมจะแช่แข็งทุกชีวิตให้แหลกสลายคามือ
หานจิ้นพลانชะงัก พระหัตถ์ที่กำพู่กันหยกแน่นจนข้อพระกรปูดโปน ดวงเนตรคมกลาบที่เคยทอดมองสรรพสิ่งด้วยความเย่อหยิ่งและอำมหิต บัดนี้เบิกกว้างขึ้นอย่างไม่เชื่อสายตา เงาร่างที่สะท้อนอยู่ในความทรงจำอันมืดมน... เงาร่างของสตรีที่เขาเคยสั่งประหารด้วยมือตนเองด้วยข้อหาที่นางไม่ได้ก่อ กำลังยืนคุกเข่าทำความเคารพเขาอยู่เบื้องล่าง ณ บัดนี้
"ถวายพระพรฝ่าบาท... หม่อมฉันสนมใหม่ไป๋หลิน ถวายบังคมเพคะ"
น้ำเสียงของนางหวานหยาดเยิ้ม ทว่ากลับแฝงไปด้วยพิษร้ายที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ หานจิ้นแทบหยุดหายใจ พระองค์ผุดลุกขึ้นจากบัลลังก์โดยไม่รู้ตัว พระบาทก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้ากลางใจ โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุน เมื่อใบหน้างملตื่นตะลึงเงยขึ้นสบตาคู่ที่เย็นชาและไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์คู่นั้น
"เจ้า... เจ้าคือ..." หานจิ้นตรัสด้วยพระสุรเสียงที่สั่นพร่าอย่างควบคุมไม่ได้ ความทรงจำอันโหดร้ายเมื่อสามปีก่อนย้อนกลับมาทับถม เสียงกรีดร้องของนางในคืนที่ลานประหารหนาวเหน็บยังคงก้องกังวานในโสตประสาท ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังบีบรัดลำพระศอของพระองค์จนแทบสิ้นลม
"หม่อมฉันเองเพคะ ฝ่าบาท..." ไป๋หลินเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มที่มุมปากช่างงดงามราวกับบุปผาต้องพิษ "ทรงตกใจอันใดหรือเพคะ หรือว่า... ทรงคิดถึงหม่อมฉันจนนึกว่าผีสางนางไม้ตนใดมาปรากฏกายในยามวิกาลเช่นนี้?"
ความกดดันในท้องพระโรงพุ่งสูงจนแทบหายใจไม่ออก เหล่าขุนนางต่างก้มหน้าต่ำ ไม่กล้าสอดปากเข้ามายุ่งเกี่ยวกับบรรยากาศอันน่าหวาดหวั่นระหว่างโอรสสวรรค์กับสนมเอกหน้าใหม่ผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายอดีตสนมผู้ล่วงลับ ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า ภายใต้รอยยิ้มงดงามดั่งภาพวาดนั้น ซ่อนเร้นความแค้นที่สุมอกมานานนับพันวัน และแผนการอันแยบยลที่จะกระชากบัลลังก์มังกรนี้ให้ร่วงหล่นลงมาสู่ขุมนรกโลกันตร์
ราตรีนั้น... ตำหนักบูรพาที่เคยเงียบเหงาและถูกทอดทิ้ง บัดนี้กลับถูกประดับประดาด้วยแสงเทียนสีชาดสลัวราง กลิ่นอายของกำยานราตรีลอยอบอวลผสมผสานไปกับความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากร่างของสนมเอกไป๋หลิน นางนั่งอยู่ขอบเตียงมังกร ปลดเปลื้องอาภรณ์ทีละชั้นอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าเย้ายวนแต่ทว่าไร้ซึ่งความเสน่หา ราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่พร้อมจะแหลกสลาดยามถูกแตะต้อง
ประตูห้องถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ร่างสูงใหญ่ของหานจิ้นก้าวเข้ามาด้วยลมหายใจที่หอบกระชั้น พระองค์ทรงดื่มสุรามาอย่างหนักเพื่อดับความฟุ้งซ่านในพระทัย แต่กลิ่นกายและภาพของไป๋หลินในท้องพระโรงกลับยิ่งตอกย้ำความคลุ้มคลั่ง พระเนตรสีแดงก่ำมองตรงไปยังสตรีที่นั่งรออยู่บนเตียงด้วยความโหยหาและเร่าร้อนราวกับสัตว์ป่าที่ขาดน้ำ
"ไป๋หลิน..." พระองค์ครางชื่อนางออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ พลางสาวพระบาทเข้าไปประชิดตัวนางในคราเดียว พระหัตถ์หนากระชากพระอังสาของนางเข้าหาตัวอย่างไม่รอช้า บังคับให้ร่างอรชรแหงนเงยขึ้นรับสัมผัสจากพระองค์
ไป๋หลินไม่ขัดขืน... นางเพียงแต่ปล่อยให้พระองค์กอบกุมร่างของนางไว้ตามปรารถนา ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับไร้ซึ่งประกายแห่งความสุขสม มีเพียงความเย็นชาและสมเพชเวทนาที่ฉายชัดอยู่ภายใน
"ฝ่าบาททรงโหยหาหม่อมฉัน... หรือว่าทรงโหยหาความผิดบาปที่ทรงก่อไว้กันแน่เพคะ?" นางกระซิบถามข้างพระหู น้ำเสียงนุ่มนวลแต่เชือดเฉือนราวกับคมมีด
หานจิ้นคำรามในลำคอด้วยความเจ็บปวด พระองค์ประกบพระโอษฐ์ลงมาบดขยี้เรียวปากของนางอย่างเอาแต่ใจ รสจูบที่เปี่ยมไปด้วยความเร่าร้อน ความโหยหา และความสำนึกผิดหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ลมหายใจร้อนผ่าวปะทะกันจนแทบหลอมละลาย พระหัตถ์ที่เคยชี้เป็นชี้ตายผู้คน บัดนี้กลับสั่นเทาขณะโอบกอดร่างนุ่มนิ่มของนางไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหากคลายมือออก นางจะสลายหายไปกลายเป็นควันธูปอีกครั้ง
อาภรณ์สีขาวถูกปลิวละลิ่วลงสู่พื้นห้อง ร่างกายเปลือยเปล่าแนบชิดติดกันจนไม่เหลือช่องว่าง ความอุ่นร้อนของบุรุษผู้ทรงอำนาจโอบล้อมร่างของนางไว้ ทว่าไป๋หลินกลับหลับตาลง ปล่อยให้ความปรารถนาและหยาดเหงื่อพลانซ่านซ้อนกันในค่ำคืนอันเร่าร้อน สัมผัสที่ลึกซึ้งและดุดันดำเนินไปท่ามกลางเสียงหอบหายใจและเสียงครวญครางที่สะท้อนก้องตำหนัก นางใช้เรือนร่างนองเลือดนี้เป็นอาวุธ ล่อลวงให้จักรพรรดิผู้เย่อหยิ่งจมดิ่งลงสู่ห้วงเสน่หาอันมืดมิด จนยอมจำนนแทบเท้าของนางโดยไม่รู้ตัว
ทว่า... ในยามที่หานจิ้นกำลังหลงใหลไปกับความหอมหวานและแรงปรารถนาอันเร่าร้อนบนเตียงนั้น พระองค์กลับไม่เคยล่วงรู้เลยว่า...
ที่มุมมืดของตำหนักด้านนอก มีเงาร่างเล็กจ้อยของเด็กชายวัยสามขวบคนหนึ่งกำลังยืนหลบอยู่หลังเสาต้นใหญ่ ดวงตากลมโตคู่สวยที่ถอดแบบมาจากจักรพรรดิหานจิ้นราวกับพิมพ์เดียวกัน กำลังจดจ้องมองเข้าไปในห้องบรรทมด้วยความนิ่งสงบ และในมือเล็กๆ นั้น... กำลังกำจดหมายลับฉบับหนึ่งไว้แน่น ซึ่งหากข้อความข้างในตกไปถึงมือของฝ่าบาท ราชสำนักทั้งหมดคงต้องลุกเป็นไฟในชั่วพริบตา...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดิ่งลึกไปกับความแค้นและหยาดน้ำตาในบทนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
นางกำนัลไร้ใจกับฝ่าบาทผู้โหยหาไออุ่น•ตอนที่ 1
กลิ่นอายความตายที่หวนคืน
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นางกำนัลไร้ใจกับฝ่าบาทผู้โหยหาไออุ่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!