"คุณกำลังเอาขยะทางความคิดมาแปะทับประวัติศาสตร์ย่านนี้ แล้วเรียกว่าความเจริญเนี่ยนะคะคุณธันวา?"
น้ำเสียงใสกระจ่างแต่เชือดเฉือนคมกริบดังแทรกขึ้นกลางบรรยากาศตึงเครียด มินนี่ไม่เพียงแต่ผละตัวหลุดพ้นจากพันธนาการกรุ่นไอความหึงหวงของคินน์ได้อย่างแนบเนียนเท่านั้น แต่เธอยังเลือกที่จะก้าวไปยืนเผชิญหน้าร่างสูงโปรดของธันวา—นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ตัวฉกาจ—อย่างไม่เกรงกลัว ดวงตากลมโตเป็นประกายท้าทายระคนสมเพชเวทนาในคราเดียวกัน
ธันวาหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มนุ่มแต่น่ารำคาญในความรู้สึกของใครบางคน ดวงตาคมกวาดมองศิลปินสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตากรุ้มกริมที่จงใจหยั่งเชิง "สตรีทอาร์ตกับตึกคอมเพล็กซ์มูลค่าหลายพันล้าน มันไม่ใช่ขยะหรอกครับคุณมินนี่ มันคือความเปลี่ยนแปลง... และโลกใบนี้ไม่เคยหมุนกลับหลังเพียงเพราะความดื้อรั้นของเด็กสาวที่พ่นสีสเปรย์ไปวันๆ"
"อ๋อเหรอคะ?" มินนี่ก้าวเข้าไปประชิดอีกนิด เชิดหน้าขึ้นท้าทาย "แล้วโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเงินก้อนโตของพวกคุณ มันเคยเหลือพื้นที่ให้จิตวิญญาณและความทรงจำบ้างไหมคะ หรือว่าสมองส่วนที่ใช้พิจารณาคุณค่าทางจิตใจ ถูกตึกคอนกรีตพวกนั้นทับถมจนแบนราบไปหมดแล้วล่ะคะคุณนักธุรกิจผู้แสนจะ 'มองการณ์ไกล'"
คินน์ยืนกอดอกอยู่เบื้องหลัง สันกรามของสถาปนิกหนุ่มขบเข้าหากันแน่นจนขึ้นสันนูน ดวงตาสีเข้มฉายแววคุกรุ่นยิ่งกว่าเดิม ไม่ใช่เพราะความก้าวร้าวของธันวาที่เข้ามาแทรกกลางวงสนทนา แต่เป็นเพราะ 'ระยะห่าง' ระหว่างมินนี่กับไอ้ตัวน่ารำคาญคนนั้นมันใกล้กันเกินไปต่างหาก!
"คุณมินนี่พูดจาเหมือนคนไม่รู้จักโลก..." ธันวาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ศิลปินสาวโดยเจตนาจะกดดัน รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏที่มุมปาก "แต่ถ้าคุณยอมมาเป็นที่ปรึกษาด้านงานศิลป์ให้กับโครงการของผม ผมอาจจะยอมเว้นผนังตึกเก่าๆ สักด้านไว้ให้คุณละเลงสีเล่นตามใจชอบ... ดีกว่ามาทนทำงานกับสถาปนิกหัวโบราณ เจ้าระเบียบ ที่วันๆ เอาแต่ก้มหน้าเครียดกับแบบแปลนเก่าคร่ำครึคนนั้นก็เป็นได้"
*เปรี้ยง!* ราวกับมีสายฟ้าฟาดผ่ากลางห้องทำงานแคบๆ
คินน์ขยับตัวพรวดเดียวก็เข้าไปยืนแทรกกลางระหว่างทั้งสองคน ร่างสูงใหญ่บดบังมินนี่ไว้มิดชิด ไหล่กว้างแผ่รังสีความเย็นยะเยือกออกมาจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงหลายองศา ดวงตาคมกริบจ้องมองธันวาด้วยสายตาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
"พูดจาระวังปากหน่อยครับธันวา..." น้ำเสียงของคินน์ต่ำทุ้ม กัดฟันกรอดทีละคำ "พื้นที่ตรงนี้มีเจ้าของ และแบบแปลนที่คุณดูถูกนักหนานั่นแหละ คือสิ่งที่กำลังจะปกป้องที่นี่ไม่ให้กลายเป็นเศษปูนไร้ค่าจากน้ำมือของนายทุนหน้าเลือดอย่างคุณ"
ธันวาเลิกคิ้วสูง รอยยิ้มเยาะหยันแต้มบนใบหน้า "โอ๊ะ... ออกตัวแรงจังนะครับคุณคินน์ นึกว่าเย็นชาจนความรู้สึกตายด้านไปหมดแล้วเสียอีก หรือว่าหวงก้าง... เอ๊ย หวงเพื่อนร่วมงานกันแน่ล่ะครับ?"
"ฉันไม่ใช่ก้าง!" มินนี่โผล่หน้าออกมาจากด้านหลังไหล่กว้างของคินน์ มือเรียวเล็กผลักแผ่นหลังหนาเบาๆ เป็นเชิงบอกให้ถอยไป แต่คินน์กลับยิ่งยืนปักหลักแน่นราวกับเสาเข็มที่ตอกลงในดินเหนียว "แล้วก็ไม่ต้องมาเสนอหน้าให้งานฉันด้วยค่ะ เพราะต่อให้คุณเอาเงินมากองทัพตึก ฉันก็ไม่มีวันเอาผลงานไปแปะเปื้อนบนตึกอัปลักษณ์ที่ปล้นประวัติศาสตร์คนอื่นมาสร้างเด็ดขาด!"
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจฟึดฟัดของคินน์และเสียงหัวเราะในลำคออย่างชอบใจของธันวา
"ปากกล้าดีนี่ครับ..." ธันวายิ้มเยาะ ดวงตาเจ้าเล่ห์เหลือบมองท่าทางปกป้องของสถาปนิกหนุ่มที่แสดงออกอย่างไม่ปิดบัง "หวังว่าปากเก่งๆ แบบนี้ จะยังพูดจาฉอดๆ ได้ตอนที่โครงการเริ่มรื้อถอนจริงๆ นะครับ... ผมขอตัวก่อนดีกว่า อยู่แถวนี้มากๆ แล้วแสบตา... กับความปากแข็งของคนบางคู่"
ประโยคทิ้งท้ายที่จงใจเน้นย้ำคำว่า 'คู่' ทำให้คินน์หน้าตึงเปรี๊ยะ เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นมาเล็กน้อย ยิ่งพาลให้อารมณ์พุ่งทะยานจนควบคุมยาก ทันทีที่ร่างของธันวาเดินพ้นประตูและลับสายตาไป คินน์ก็หันขวับกลับมามองยัยตัวแสบที่ยังลอยหน้าลอยตากลอกตาไปมาด้วยความหงุดหงิด
"สนุกมากไหม?" คินน์กัดฟันถาม เสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงดุดันและเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ที่อัดอั้น "เก่งนักหรือไงถึงต้องไปยืนให้ไอ้บ้านั่นแทะโลมด้วยสายตาแบบนั้น หึ? หรือชอบที่มีผู้ชายมาขายขนมจีบให้ท่ามกลางดงขยะทางความคิดตามที่เธอว่าจริงๆ!"
มินนี่ชะงัก ดวงตากลมโตตวัดกลับมามองคินน์ด้วยความไม่พอใจทันที ความหงุดหงิดที่เพิ่งระบายใส่ธันวาถูกย้อนกลับมาหาตัวสถาปนิกหนุ่มผู้แสนจะปากปีจอคนนี้แบบเต็มๆ
"คุณพูดบ้าอะไรเนี่ย!" มินนี่แว้ดใส่ทันที ใบหน้าหวานแดงก่ำด้วยความโกรธ "ฉันกำลังปกป้องย่านนี้ต่างหากเล่า! อีกอย่าง... ฉันจะยืนตรงไหน จะคุยกับใคร มันก็เรื่องของฉัน คุณเป็นใครถึงมาทำเสียงดุใส่ฉันเหมือนเด็กอนุบาลโดนทำโทษคะ!"
"ฉันเป็นสถาปนิกเจ้าของโปรเจกต์นี้!" คินน์ก้าวเข้ามาประชิดตัวมินนี่โดยอัตโนมัติ ร่างสูงกดดันด้วยส่วนสูงที่เหนือกว่าจนศิลปินสาวต้องผถะหลังไปชนกับชั้นวางหนังสือริมผนัง แขนแกร่งทั้งสองข้างยกขึ้นกั้นขวางทางหนีไว้ทุกลู่ทาง กักขังเธอให้อยู่ในพื้นที่วงแขนของเขา "แล้วเธอก็เป็นยัยตัวป่วนที่ชอบหาเรื่องใส่ตัวอยู่เรื่อย!"
"ถอยไปนะ!" มินนี่ใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างกะทันหัน ไม่ใช่เพราะความกลัว... แต่เป็นเพราะระยะห่างที่ใกล้เกินไปจนได้ยินเสียงลมหายใจของอีกฝ่าย กลิ่นอายความเป็นผู้ชายสะอาดสะอ้านผสมกับกลิ่นกาแฟจางๆ ลอยเข้าจมูกจนสติกระเจิดกระเจิง "คุณไม่มีสิทธิ์มาต้อนฉันแบบนี้นะไอ้คุณสถาปนิกจอมเผด็จการ!"
"มีสิทธิ์สิ..." คินน์โน้มใบหน้าลงมาต่ำ ดวงตาสีเข้มคมกริบจ้องลึกลงไปในดวงตากลมโตที่กำลังไหวระริก น้ำเสียงที่เคยเกรี้ยวกราดเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความแหบพร่าและจริงจังจนน่ากลัว "ในเมื่อเธอดื้อด้านจนฉันต้องคอยตามเช็ดตามล้าง... เธอก็ต้องฟังฉัน!"
มินนี่อ้าปากค้าง สมองประมวลผลไม่ทันกับความใกล้ชิดที่รวดเร็วเกินพิกัด หัวใจดวงน้อยเต้นโครมครามรากระรัวราวกับตีกลองศึก ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาบนพวงแก้มขาว
ดวงตาของทั้งคู่ประสานกันนิ่งงันในระยะประชิด ไร้ซึ่งคำพูดใดๆ มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นแข่งกันท่ามกลางความเงียบงัน
ทว่า... ในวินาทีที่คินน์กำลังจะโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้กว่าเดิมเพื่อปิดปากข้อเถียงดื้อรั้นนั่น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างไม่มีมารยาท
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
"คุณคินน์คะ! แย่แล้วค่ะท่านประธานเรียกประชุมด่วนเรื่องงบประมาณ... เอ๊ะ!"
เสียงแหลมใสของเลขานุการสาวที่ผลักประตูเข้ามาโดยไม่รอให้ได้รับอนุญาตดังแทรกขึ้น พร้อมกับร่างของเธอที่ชะงักกึก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นภาพสถาปนิกหนุ่มมาดนิ่งกำลังกักขังศิลปินสาวสตรีทอาร์ตไว้แนบชิดกับชั้นหนังสือในท่าทางล่อแหลมสุดขีด!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความซึนและแสบคันในบทนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยตัวป่วนระดับสิบ•ตอนที่ 3
สงครามไดอะล็อก
ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยตัวป่วนระดับสิบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
