สูตรลับฉบับยอดแม่ครัวในยุคที่ข้าวปลาขาดแคลน•ตอนที่ 1

มื้อสุดท้ายที่วังหลวง สู่ค่ำคืนในกระท่อมซอมซ่อ

ผลงานโดย ไป๋เป่าเปาของแม่
"ถ้าแกยังกล้ากินข้าวต้มก้นหม้อนี้อีกคำเดียว ฉันจะเอาไม้กวาดฟาดหัวให้กบาลแยก! นังสะใภ้ขี้เกียจตัวเป็นขน ผัวส่งเงินมาให้ก็เอาไปซ่อน หรือไม่ก็แอบกินคนเดียวจนอ้วนพี ดูสารรูปตัวเองตอนนี้สิ ผอมแห้งแรงน้อยเหมือนผีเปรตไม่มีผิด หน้าตาก็มีแต่ความซวย!" เสียงแหลมปรี๊ดของนางจาง แม่สามีผู้มีใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโลภและริษยา แผดลั่นจนผนังดินดิบของกระท่อมเก่าๆ ถึงกับสั่นสะเทือน กลิ่นอับชื้นของดินโคลนและกลิ่นสาปเหงื่อไคลคละคลุ้งปะปนอยู่ในอากาศที่แทบไม่มีช่องระบาย หลินเฟยหรานรู้สึกถึงความปวดแปลบที่แล่นริ้วขึ้นมาขมับซ้าย ดวงตากลมโตที่เคยอ่อนแอค่อยๆ ลืมขึ้นช้าๆ เปลือกตาหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว ภาพเบื้องหน้าไม่ใช่ห้องเครื่องอันวิจิตรตระการตาในวังหลวงที่นางคุ้นเคย ไม่ใช่กลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศชั้นดีและหม้อตุ๋นยาจีนราคาแพง แต่นี่คือปี ค.ศ. 1978... ยุคสมัยที่ผู้คนต้องปากกัดตีนถีบเพื่อความอยู่รอด ข้าวสารในถังมีไม่ถึงทะนาน น้ำมันพืชคือของล้ำค่า และความยากจนข้นแค้นคือกรงขังที่รัดตรึงทุกชีวิตไว้ แต่วิญญาณที่อยู่ในร่างนี้หาใช่หลินเฟยหรานคนเดิมที่อ่อนแอและยอมให้ใครรังแกไม่ นางคือเชฟอัจฉริยะผู้กุมตำรับลับอาหารหลวง 108 กระบวนท่า ผู้เคยใช้ปลายจวักสยบลิ้นของขุนนางผู้ยิ่งใหญ่มาแล้วนับไม่ถ้วน! หลินเฟยหรานไม่สะทกสะท้านต่องานประโคมด่าทอ นางยังคงนั่งนิ่งอยู่บนตั่งไม้ไผ่ผุๆ ปลายนิ้วเรียวยาวเรียบร้อยแตะลงบนขอบชามกระเบื้องบิ่นที่บรรจุข้าวต้มเจือจางจนแทบมองเห็นเงาหน้าของตนเอง ดวงตาสุกใสแต่เย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลกเงาขึ้นวับ นางไม่ได้เอ่ยปากเถียงทันที แต่ใช้ความเงียบงันและรอยยิ้มมุมปากที่แฝงความเย้ยหยันเข้าสยบความบ้าคลั่งของอีกฝ่าย "เจ้า... นังสารเลว กล้าดียังไงถึงทำหน้าตาแบบนั้นใส่ฉัน!" นางจางเห็นลูกสะใภ้ไม่สะทกสะท้าน ยิ่งโกรธจัดจนหน้าดำหน้าแดง พุ่งเข้ามาหมายจะคว้าชามข้าวต้มในมือของนางปัดทิ้ง ทว่า... เร็วกว่าความคิด มือเรียวบางที่ดูบอบบางแต่กลับมั่นคงราวนายทหารจับข้อมือเหี่ยวย่นของแม่สามีไว้แน่น แรงบีบนั้นไม่มากไม่น้อย แต่กลับทำให้คนแก่กว่าต้องชะงัก นิ้วมือของนางจางสั่นระริกด้วยความตกใจเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่นั้น—ดวงตาที่ทรงอำนาจและเยือกเย็นจนน่ากลัว ราวกับเสือดาวที่กำลังมองเหยื่อโง่เขลา "แม่ค่ะ..." น้ำเสียงหวานใสแต่กังวานก้อง เย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งกลางฤดูหนาว หลุดจากริมฝีปากแห้งผาก "ข้าวต้มชามนี้ คือข้าวสารหกขีดสุดท้ายที่สามีของฉันส่งจดหมายและเงินหยวนหยาดเหงื่อแรงงานมาจากค่ายทหารเมื่อเดือนก่อน เพื่อให้ฉันประทังชีวิตในยามตั้งท้องและป่วยไข้..." หลินเฟยหรานเว้นจังหวะเล็กน้อย ปรายตามองไปยังถังข้าวสารว่างเปล่าที่มุมห้อง ก่อนจะกวาดสายตากลับมามองหน้าแม่สามีที่เริ่มมีอาการละล้าละลัง "แต่ท่านกลับแอบขนข้าวสารครึ่งหนึ่งไปให้พี่ใหญ่กินจนอ้วนพี ปล่อยให้ลูกสะใภ้คนนี้เกือบอดตายคาห้อง... แบบนี้ใครกันแน่ที่โลภมากจนไร้ยางอาย?" "แก! นังตัวดี กล้าดียังไงมาสั่งสอนฉัน!" นางจางกรีดร้องด้วยความอับอายและโกรธเกรี้ยว ยามเมื่อความจริงถูกเปิดโปงต่อหน้าลูกสาวคนเล็กที่ยืนหลบอยู่หลังประตู "บ้านนี้ฉันเป็นใหญ่ ฉันจะเอาอะไรของใครก็ได้!" "เชิญค่ะ ถ้าคิดว่ามีปัญญาจัดการผลลัพธ์ที่จะตามมา" หลินเฟยหรานลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ร่างกายจะผอมบางแต่วิญญาณกลับแผ่รังสีความน่าเกรงขามออกมาอย่างปิดไม่มิด นางก้าวเท้าเข้าไปใกล้แม่สามีทีละก้าว จนอีกฝ่ายต้องผถายหลังกรูด "เงินเดือนทหารของกู้ฉางจวิน ส่งมาทางไปรษณีย์ระบุชื่อชัดเจนว่าเป็นของภรรยา ถ้าฉันไปแจ้งหัวหน้าหมู่บ้านและทางการในเมืองตอนนี้ ว่ามีคนพยายามกักตุนและแย่งชิงเสบียงของครอบครัวทหารแนวหน้า... แม่คิดว่าชื่อเสียงของพี่ใหญ่ที่กำลังจะสอบเป็นครู จะเหลือซากไหมคะ?" คำขู่ที่เรียบง่ายแต่เฉียบคมราวน้ำแข็งเชือดเฉือน ทำให้สีหน้าของนางจางเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำสลับขาว นางอ้าปากพะงาบๆ เหมือนปลาขาดน้ำ ไม่กล้าเอ่ยคำใดออกมาอีก เพราะรู้ดีว่ายุคสมัยนี้เรื่องการเอาเปรียบครอบครัวทหารคือความผิดร้ายแรงถึงขั้นติดคุกติดตาราง! "จำไว้..." หลินเฟยหรานโน้มตัวลงกระซิบเสียงเบาข้างหูแม่สามี แววตาเต็มไปด้วยความเฉียบขาด "นับจากวินาทีนี้ไป ของอะไรที่เป็นของฉัน... ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้องแม้แต่ปลายนิ้วเดียว!" ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบขาดใจ เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงก็ดังขึ้นที่หน้าประตูบ้าน ประตูไม้เก่าถูกผลักออกเผยให้เห็นร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มในชุดเสื้อผ้าสีเขียวขี้ม้าเขรอะฝุ่นดิน ใบหน้าคมคายมีรอยแผลเป็นจางๆ ที่หางคิ้ว ดวงตาคมกริบกวาดมองสถานการณ์ภายในห้องแวบเดียวก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ภรรยาตัวน้อย กู้ฉางจวิน... สามีผู้เงียบขรึมและถูกตราหน้าว่าเป็นคนไร้ค่าในสายตาคนตระกูลกู้ กลับยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น แววตาที่มองหลินเฟยหรานเต็มไปด้วยความห่วงใยระคนตกตะลึง ที่ภรรยาผู้เคยอ่อนแอและร้องไห้ขี้มูกโป่งคนเดิม บัดนี้กลับยืนหยัดสง่างามราวนางพญา หลินเฟยหรานหันไปมองสบตากับสามีสายซัพพอร์ตผู้มาใหม่ หัวใจที่เคยโดดเดี่ยวในร่างแปลกปลอมกลับรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด ทว่าในวินาทีนั้นเอง กลิ่นฉุนของ "บางสิ่ง" ก็โชยทะลุหม้อดินเก่าที่แม่สามีต้มทิ้งไว้บนเตาไฟหลังบ้านเข้ามาเตะจมูก กลิ่นหอมของสมุนไพรป่าและเนื้อเค็มเก่าๆ ที่ถูกต้มจนไหม้เกรียมกำลังลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ... ดวงตาของเชฟอัจฉริยะหรี่ลงเล็กน้อย นางสูดกลิ่นนั้นเข้าไป แล้วมุมปากก็ยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มพึงใจ ของเน่าเสียพวกนั้น... เดี๋ยวางจะแปลงโฉมให้มันกลายเป็นเมนูสะท้านฟ้า ที่จะทำให้คนทั้งหมู่บ้านต้องแห่กันมาเคาะประตูบ้านตระกูลกู้ในยามวิกาลอย่างแน่นอน! -------------------- (ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางข้ามเวลามาลิ้มรสความอร่อยและความแซ่บไปด้วยกันนะคะ! จงเตรียมท้องและหัวใจให้พร้อม เพราะความมันส์ระดับพรีเมียมกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้วค่ะ!)
สารจากนักเขียน (ไป๋เป่าเปาของแม่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สูตรลับฉบับยอดแม่ครัวในยุคที่ข้าวปลาขาดแคลน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%